“อะไรนะ? ก็แค่พาลาดินธรรมดาๆ คนหนึ่งงั้นเหรอ?”
หลินรั่วเยวียนขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่ได้ยินพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ “แต่อาชีพสายสนับสนุนอย่างพาลาดินจะไปชนะสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดในด้านความเร็วได้ยังไง?”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็มองไปยังอู่เหมิงเอินแล้วถามต่อ “แถมเหตุการณ์เมื่อครู่คุณก็เห็นแล้วสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดชัดเจนว่ามีโอกาสขัดขวางเขาได้แต่กลับมาสู้กันเองในจังหวะสำคัญจนเหมือนกับจงใจยกอันดับหนึ่งให้พาลาดินคนนี้ไปดื้อๆ เรื่องนี้จะอธิบายว่ายังไง?”
“เรื่องนี้ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก บางทีพวกเขาอาจจะประมาทเกินไปเลยไม่ได้เห็นพาลาดินคนนี้อยู่ในสายตาเลย”
อู่เหมิงเอินส่ายหัวพลางยิ้มเจื่อนก่อนจะเปลี่ยนประเด็นพูด
“แต่ว่า สัตว์พาหนะที่พาลาดินคนนั้นขี่อยู่ ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเลยนะครับ”
“หืม? คุณหมายความว่ายังไง?” หลินรั่วเยวียนถามด้วยความตกใจ
“ท่านคณบดีมัวแต่จดจ่ออยู่กับการวิจัยสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอาจจะไม่ได้สังเกตว่า เมื่อครู่นี้สุนัขสามหัวแห่งขุมนรกที่พาลาดินคนนั้นขี่อยู่ระเบิดความเร็วออกมาในพริบตาได้น่ากลัวมาก กระทั่งยังเร็วกว่า ‘จอมเวทมิติ’ หวังเทียนอีผู้ที่เชี่ยวชาญด้านความเร็วที่สุดในกลุ่มสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอยู่ขั้นหนึ่งเลยทีเดียว”อู่เหมิงเอินเอ่ยด้วยน้ำหนักเสียงที่จริงจังราวกับจะย้ำว่าสิ่งที่พูดไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
“ว่าไงนะ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมาไม่เพียงแต่หลินรั่วเยวียนเท่านั้น แม้แต่ฟางเทียนสิงและลั่วฉางเกอที่อยู่ข้างๆก็ยังเบิกตาด้วยความตกตะลึง
“ถูกต้องครับ”
อู่เหมิงเอินพยักหน้าอย่างหนักแน่นและเสริมว่า“ตามที่ผมมอง สุนัขสามหัวแห่งขุมนรกใต้ร่างของลู่เซิ่งตัวนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นมอนสเตอร์กลายพันธุ์ที่มีพละกำลังไม่ธรรมดาไม่อย่างนั้น ด้วยความแข็งแกร่งของสายอาชีพเขาต่อให้เขาจะเป็นพาลาดินทั่วไปที่มีพรสวรรค์การต่อสู้ระดับ S ขึ้นไปก็ตามแต่ด้วยข้อจำกัดด้านความคล่องตัวของอาชีพพาลาดินที่เป็นพวกตัวถ่วงย่อมไม่มีทางกดดันเรื่องความเร็วจนเหนือกว่าสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดได้แน่นอน”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง”
เมื่อหลินรั่วเยวียนได้ยินดังนั้นถึงเข้าใจในทันทีก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน “แต่ถึงแม้เขาจะมีมอนสเตอร์กลายพันธุ์เป็นสัตว์พาหนะเขาก็ยังเป็นแค่พาลาดินขยะคนหนึ่งอยู่ดีไม่คู่ควรกับรางวัลที่สถาบันจิงหลงของพวกเราจัดเตรียมไว้ให้สำหรับการสอบครั้งนี้เลยสักนิด”
“ไม่คู่ควรจริงๆ นั่นแหละครับ”
อู่เหมิงเอินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่งก่อนจะถามต่อ “ท่านคณบดี แล้วตอนนี้เราจะทำยังไงดีลู่เซิ่งคนนั้นกำลังเร่งให้หลี่ชิวซานประกาศอันดับแล้วหรือว่าเราจะต้องมอบอุปกรณ์ระดับทองคำมืดที่พวกเราอุตส่าห์เตรียมไว้ให้สี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดให้เขาไป?”
“ยังไงก็ไม่ได้อยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หลินรั่วเยวียนแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด เขาปฏิเสธเสียงแข็งทันที
“แต่เขาได้อันดับหนึ่งต่อหน้าสายตาผู้คนมากมาย เราก็คงจะบิดพลิ้วไม่ได้...”อู่เหมิงเอินเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“หึๆ ใครบอกว่าเราจะบิดพลิ้วล่ะ?”
หลินรั่วเยวียนยิ้มอย่างทระนงโดยไม่มีอาการลนลานแม้แต่น้อยราวกับว่าเขาได้เตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นอู่เหมิงเอินจึงถามออกไป “ท่านคณบดีหมายความว่า...”
หลินรั่วเยวียนไม่ได้อธิบายอะไรแต่กลับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วกระซิบกระซาบที่ข้างหูของเขา
“เดี๋ยวคุณทำแบบนี้... แล้วก็แบบนี้...”
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ”
ดวงตาของอู่เหมิงเอินเป็นประกายขึ้นมาทันทีและอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมไม่ขาดสาย
เมื่อเห็นคนทั้งสองเริ่มวางแผนเล่นงานลู่เซิ่งโดยไม่เห็นหัวใคร
ในที่สุดลั่วฉางเกอที่อยู่ข้างๆ ก็ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงสอดคำพูดขึ้นมาว่า“พวกคุณสองคนพอได้แล้วมั้ง ถึงลู่เซิ่งจะเป็นแค่พาลาดินแต่เขาก็ยังเป็นผู้ใช้อาชีพของประเทศเสินเซี่ยของเราการที่คุณเลือกปฏิบัติอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ไม่กลัวจะทำให้ผู้ใช้อาชีพคนอื่นๆเสียความรู้สึกบ้างหรือไง?”
“เหอะ พูดน่ะมันง่าย รางวัลของการสอบระดับชาติครั้งนี้สถาบันจิงหลงของพวกเราเป็นคนจัดหามาทั้งหมดพวกเราอยากจะให้ใครมันก็เรื่องของพวกเรา ถ้าสถาบันจิงหัวของพวกคุณไม่พอใจงั้นพวกคุณก็เอาของรางวัลมาให้เองสิ” อู่เหมิงเอินเบ้ปากตอบกลับอย่างไม่ใยดี
“นี่คุณ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของลั่วฉางเกอก็สลดลงทันที และไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไรไปชั่วขณะ
เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภายใต้การกดขี่อย่างไม่ลดละของสถาบันจิงหลงแม้ว่าสถาบันจิงหัวจะยังคงรักษาชื่อเสียงในฐานะสถาบันอันดับสองของประเทศเสินเซี่ยเอาไว้ได้แต่หากพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว พวกเขาไม่สามารถเทียบชั้นกับสถาบันจิงหลงได้นานแล้วไม่เพียงแต่ทุนการศึกษาจากรัฐจะถูกลดระดับลงทุกปีแม้แต่เหล่าสปอนเซอร์ในอดีตก็ยังพากันตีจากพวกเขาไปหมด
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้พวกเขาถึงขนาดไม่มีปัญญาจัดหาของรางวัลมามอบให้ในการสอบระดับชาติได้ด้วยซ้ำ
จึงไม่แปลกที่หลินรั่วเยวียนและอู่เหมิงเอินจะแสดงท่าทางโอหังและไม่เกรงกลัวใครขนาดนี้
ในจังหวะนั้นเองฟางเทียนสิงก็ได้เอ่ยปากขึ้นอีกครั้งเพื่อช่วยไกล่เกลี่ย“ช่างเถอะเหล่าลั่ว อย่าไปเสียเวลากับพวกเขาเลยเดี๋ยวลองไปดูในคลังของสถาบันเราดูว่ามีอุปกรณ์พาลาดินชิ้นไหนที่เหมาะสมบ้างเลือกชิ้นที่มีคุณภาพสูงหน่อยส่งไปให้ลู่เซิ่งถือว่าเป็นค่าตอบแทนชดเชยให้เขาแล้วกัน”
“ครับ ท่านคณบดี”
ลั่วฉางเกอรีบพยักหน้ารับคำทันที
............
ในขณะเดียวกันณ บริเวณด้านล่างภูเขาหมื่นปีศาจ
“ฮ่าๆ ในที่สุดก็ออกมาได้สักที”
“สมกับเป็นการสอบระดับชาติจริงๆ ความยากระดับนี้เมื่อกี้ฉันเกือบจะขึ้นมาไม่ได้แล้ว”
“นั่นสิๆ นี่แค่รอบคัดเลือกเท่านั้น ความยากยังขนาดนี้ แล้วรอบต่อๆไปจะยากขนาดไหนกันนะ?”
เมื่อมีผู้เข้าสอบเดินทางถึงจุดหมายมากขึ้นเรื่อยๆลานกว้างยอดเขาที่เคยเงียบเหงาก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง
เหล่าผู้เข้าสอบที่ผ่านการทดสอบต่างพากันจับกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และบ่นถึงความโหดหินของการสอบครั้งนี้
ทันใดนั้นร่างที่คุ้นตาคนหนึ่งก็เดินฝ่าฝูงชนออกมาแล้วรีบตรงเข้ามาหาลู่เซิ่งพร้อมกับเอ่ยทักทายเขา
“ลู่เซิ่ง”
“เซวียนเซวียน เธอก็ผ่านการทดสอบแล้วเหมือนกันเหรอ”
เมื่อเห็นว่าเป็นใครลู่เซิ่งก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วถามว่า “เป็นยังไงบ้างราบรื่นดีไหม?”
“ก็โอเคนะ”
ลั่วเซวียนเซวียนเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ“ถึงความเร็วจะไม่ใช่จุดเด่นของฉันแต่ยังไงฉันก็เป็นผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะ แค่รอบคัดเลือกกระจอกๆนี่ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เธอก็มองลู่เซิ่งแล้วถามกลับว่า “จริงด้วยแล้วนายออกมาถึงจุดหมายตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“หึๆ ฉันก็เพิ่งจะมาถึงได้ไม่นานเหมือนกัน”
ลู่เซิ่งตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้และไม่ได้ลงรายละเอียดอะไร
ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นว่าได้เวลาสมควรแล้ว หลี่ชิวซานประธานผู้ตัดสินที่รับผิดชอบการทดสอบก็ดึงสติกลับมาเขาขยับปีกโผบินขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้งก่อนจะประกาศเสียงก้อง“หมดเวลาแล้ว ผมขอประกาศว่า รอบที่หนึ่ง ‘ความพากเพียรไม่ย่อท้อ’สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้”
วิ้ง...
ในวินาทีต่อมาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนลึกลับที่ยากจะอธิบายทางออกที่เคยเป็นภาพลวงตาบนยอดเขาก็เลือนหายไปในความว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอย
เฮ...
เมื่อเห็นภาพนั้นฝูงชนบนยอดเขาก็ส่งเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังสนั่นราวกับเสียงคลื่นยักษ์
ส่วนผู้เข้าสอบที่ไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกได้ทันเวลาต่างก็ถูกเคลื่อนย้ายออกจากภูเขาหมื่นปีศาจไปด้วยท่าทางท้อแท้สิ้นหวัง
ในตอนนี้แม้บนยอดเขาจะยังคงดูเนืองแน่นไปด้วยผู้คนแต่หากเทียบกับตอนที่อยู่ตรงลานรวมพลผู้เข้าแข่งขันก่อนหน้านี้จำนวนคนลดลงไปกว่าสิบเท่าตัวเลยทีเดียว โดยเหลืออยู่เพียงประมาณแสนกว่าคนเท่านั้น
ต้องรู้ก่อนว่าการสอบระดับชาติมีผู้สมัครเข้าสอบมากถึงหลักล้านคน
แต่เพียงแค่รอบคัดเลือกรอบแรกก็มีผู้ถูกคัดออกไปเกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้วเห็นได้ชัดเลยว่าความโหดร้ายของการสอบระดับชาตินั้นรุนแรงถึงเพียงไหน