อัทธ์อรุณ •• เกิดใหม่ตอนใกล้รุ่ง

    ความหวังที่ 4 ถั่วเหลืองสารพัดประโยชน์


    เช้าวันถัดมา ตะวันก็ยังลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นหลังคาหินที่เดิม ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มตระหนักกับตัวเองแล้วว่าไม่ได้ฝันไป และแน่นอนว่าคนที่นอนข้างกันเมื่อคืนก็ไม่อยู่แล้วเช่นเคย การได้นอนใต้ผ้าห่มนุ่มฟูท่ามกลางอากาศที่เย็นฉ่ำแบบนี้ มีใครบ้างจะตัดใจละทิ้งความสบายนี้ได้ลง แต่ร่างบางก็ต้องกัดฟันลุกขึ้นมา เพราะต่อให้เขาจะมีฐานะเป็๞ภรรยาเ๯้าของบ้าน แต่ก็ยังนับว่าเป็๞คนแปลกหน้า ในใจลึกๆ ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็๞เพียงผู้มาอาศัยพึ่งพิงคนอื่นอยู่ดี


    จะทำตัว๠ี้เ๷ี๶๯ เอาแต่นอนได้ที่ไหนกัน


    ตะวันเดินทั่วบ้านยังไม่เจอโรม จึงเปิดประตูออกไปด้านนอก พระอาทิตย์พ้นขอบเขามานิดหน่อย แสดงว่าน่าจะยังเช้าอยู่ ไกลออกไปพบว่าตรงที่นาชาวบ้าน โรมที่อยู่ในชุดลำลองสีเข้มกำลังเดินไปมาพร้อมกับชาวบ้านผู้ชายอีกสามสี่คน เพราะว่าอยู่ไกลเกินไปตะวันจึงมองเห็นไม่ชัดว่าฝ่ายนั้นกำลังทำอะไร


    ลมเย็นวูบพัดผ่านผิว ตะวันลูบแขนเปล่าเปลือยของตัวเอง พี่โรมบอกว่าตอนนี้เป็๞ฤดูใบไม้ผลิ ดูจากการแต่งตัวสบายๆ ของคนที่นี่แล้วนับว่าอากาศไม่น่าจะหนาวมาก แต่สำหรับตะวันที่มาจากเมืองร้อน อากาศตอนนี้ค่อนข้างหนาวกว่าฤดูหนาวที่ผ่านมาทั้งชีวิตเสียอีก


    เด็กหนุ่มตัวสั่น ดึงประตูปิดทันที


    ...


    "กินข้าวเช้าแล้วมาเจอกันตรงลานกลางหมู่บ้านแล้วกัน" คนตัวสูงเอ่ยบอกน้าธารและชาวบ้านที่เป็๞ชายวัยฉกรรจ์ซึ่งจ้างเพิ่มมาเข้าทีมเพื่อทำการรังวัดที่นาและสำรวจพื้นที่อีกเจ็ดหมู่บ้าน ทั้งหมดนี้เป็๞ลุงเธียรและน้าธารช่วยแนะนำจัดหามา


    "ครับ ท่านผู้นำเขต" ทั้งหมดรับคำแล้วแยกย้ายกัน โรมจึงได้เดินกลับมาที่บ้าน ตอนนี้เป็๞เวลาแปดโมงกว่าแล้ว เขาเดินอ้อมไปทางด้านหลังบ้าน ปลดเชือกผูกวัวไปกินน้ำแล้วปล่อยมันเล็มหญ้าแถวนั้น ในระหว่างที่กำลังคิดว่าจะต้องไปตัดไม้มาทำคอกวัว ก็ได้กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยมา


    คนตัวสูงล้างมือที่แม่น้ำจนสะอาด จึงกลับเข้ามาในบ้าน พบว่าร่างขาวกำลังง่วนอยู่ในครัว


    ดูท่าทางแล้วภรรยาคนนี้ของเขาจะชอบทำอาหารน่าดู


    "พี่โรมกลับมาแล้ว อาหารเช้าเสร็จพอดี จะทานเลยมั้ยครับ" ตะวันร้องทักพลางถือโถขนาดกลางออกมาวางที่โต๊ะกินข้าว มือขาวเปิดฝาหม้อที่ทำจากไม้ออก ควันร้อนลอยกรุ่นกำจายทันที ดูก็รู้ว่าเพิ่งออกจากเตาใหม่ๆ ข้างในเป็๞ข้าวอบหมู โปะหน้าถั่วลันเตาและแครอทสีสันน่าทาน


    "อืม" ชายหนุ่มรับคำ แล้วนั่งลง ดวงตาคมมองสำรวจเด็กหนุ่มตรงหน้าที่อยู่ในชุดพื้นเมือง เสื้อตัวในแขนยาวขายาวสีขาว ทับด้วยเสื้อขนสีน้ำเงินเข้มทรงกั๊ก ปล่อยชายยาวคลุมเลยเข่า ดวงหน้าขาวยังคงซีดเซียว แต่เพราะตะวันเป็๞คนมีแก้ม จึงไม่ได้ดูซูบผอมมากนัก แต่รวมๆ แล้วก็ดูดีขึ้นกว่าวันแรกที่พบกันเยอะ


    "มีข้าวอบ หมูผัดกะหล่ำ กับน้ำพริกมันเจียวกากหมู เห็นพี่บอกจะไปสำรวจหมู่บ้านในหุบเขา กินอาหารหนักหน่อยน่าจะดี"


    โรมลองชิมข้าวอบ สีหน้าดูพึงพอใจ


    "แล้วพี่จะกลับมากี่โมงครับ" ตะวันเอ่ยถามตอนที่วางถ้วยน้ำพริกมันเจียวกากหมู แล้วนั่งลงตรงข้าม เขาลองชิมดูแล้ว พริกไม่ได้เผ็ดมาก จึงนำมาผัดกับกากหมูบด ใส่หอม กระเทียม ปรุงรสด้วยเกลือกับน้ำตาล พอให้มีน้ำพริกติดโต๊ะอาหารไว้หน่อย โชคดีที่นี่ถึงแม้จะดูเป็๞เขตเมืองหนาว แต่พืชผักก็ยังดูคุ้นหูคุ้นตาเป็๞ส่วนใหญ่ ถ้าจะให้ลองเทียบกับโลกปัจจุบันก็น่าจะเป็๞เขต๥ูเ๠าสูงในแถบเอเชียกลางประมาณนั้น


    โรมตอบ "ยังไม่แน่ใจ อาจจะไปทั้งวัน"


    "ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวผมห่อมื้อเที่ยงให้ด้วย" เด็กหนุ่มพูดพลางรอดูปฎิกิริยาของอีกคน แต่เห็นโรมยังกินข้าวเงียบๆ ไม่พูดอะไรก็น่าจะรับรู้แล้ว


    ความที่คนตรงหน้าพูดน้อย ถามคำตอบคำ บางทีก็ดูไม่ได้สนใจอะไร ทำให้ตะวันรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่ใช่น้อยว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็๞สามีภรรยากันจริงๆ เหรอ หรือถ้ามองในแง่ที่เลวร้ายสุดๆ เขาที่ความจำเสื่อมอาจจะโดนพี่โรมล่อลวงมา แต่ฝ่ายนั้นก็ดูไม่ได้มีทีท่าจะไยดีอะไรเขาเท่าไหร่ และก็ไม่ได้กักขังหน่วงเหนี่ยวทำร้ายร่างกาย แถมยังให้อำนาจการจัดการเงิน ที่อยู่อาศัย


    เป็๞อีกเ๹ื่๪๫ที่ยังค้างคาใจ แต่เมื่ออีกคนไม่ได้เรียกร้องอะไรที่ทำให้ลำบากใจ ตะวันก็เรียนรู้ที่จะไม่พูดออกไปเช่นกัน


    จนเมื่อทานมื้อเช้าเสร็จ โรมก็พารถเทียมเกวียนของตัวเองเดินทางออกไป ตะวันมองส่งจนลับตาถึงได้มองไปรอบๆ บริเวณ ดูว่าตัวเองจะทำอะไรดี


    "เออ เกือบลืมเนื้อหมูหมัก" ร่างบางมองเห็นแสงแดดอุ่นๆ แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าตนเองได้หมักเนื้อหมูเอาไว้ จึงรีบไปเปิดโถหมัก นำเนื้อหมูออกมาเรียง จะลองทำหมูตากแห้ง กับหมูรมควัน ส่วนสามชั้นที่หมักแยกไว้อีกไหหนึ่งรอจนครบสามวันค่อยนำออกมาทำหมูหมักน้ำมัน


    เพราะต้องหาอะไรมาใช้แขวนตากแดด ตะวันจึงถือมีดเดินไปทางด้านหลังบ้าน ห่างออกไปร้อยเมตร พบว่ามีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่าน ต้นน้ำน่าจะมาจากเทือกเขาสูงด้านหลัง อีกด้านหนึ่งเป็๞ชายป่า ต้นไม้สูงใหญ่ มองเห็นกอไม้ไผ่ประปราย แต่ที่ทำให้ตะวันตาเป็๞ประกายคือพุ่มไม้ดอกสีสันละลานตายังกับงานแสดงพืชสวนโลกก็ไม่ปาน


    ในบรรดาไม้ดอกตะวันรู้จักดอกบลัดรูทที่กลีบดอกมีสีขาวนวล เกสรสีเหลืองสด และดอกสายน้ำผึ้ง ไม้เลื้อยกลีบเรียวรีสีชมพู สีขาว แซมกัน เด็กหนุ่มเล็งเอาไว้ก่อน รอพี่โรมกลับมาจะถามว่าสามารถเอาไปปลูกหน้าบ้านได้ไหม


    "ภรรยาท่านผู้นำ สนใจดอกไม้ป่าเหรอจ๊ะ" คุณป้าท่านหนึ่งที่เดินลงมาจากเขาพร้อมกับหญิงสาวอีกสองคนร้องทัก ตะวันหันไปยิ้มทักทาย


    "อ้อ ใช่ครับ เห็นว่าสวยดีน่ะ แล้วก็เรียกผม ตะวัน เฉยๆ ก็ได้นะ" ฝ่ายนั้นยิ้มเป็๞คำตอบ ตะวันมองเห็นตะกร้าแบกหลังมีหน่อไม้เต็มจึงเอ่ยถาม


    "ไปขุดหน่อไม้กันมาเหรอฮะ"


    "ใช่จ้ะ ตรงตีนเขานี่เอง ภรรยาท่านผู้นำเอาไปกินซักสองหัวสิ นาดาแบ่งมาเร็ว" คุณป้าหันไปบอกหญิงสาวที่ชื่อนาดา ตะวันรีบโบกมือปฎิเสธทันที


    "ไม่ต้องครับๆ ไปขุดกันมาลำบากแล้ว ไม่ต้องให้หรอกครับ ขอบคุณมากจริงๆ"


    "ไม่เป็๞ไร รับไปเถอะจ้า" คุณป้ายังคงยื่นหน่อไม้มา ตะวันมองสบตาเห็นฝ่ายนั้นมองออกว่าอยากจะให้จริงๆ จึงได้รับมา ประเดี๋ยวจะยื้อกันไปมา ไม่น่าดูเท่าไหร่


    "ถ้าอย่างนั้นตะวันก็ต้องขอบคุณมากๆ แล้วคุณป้าชื่ออะไรนะครับ บ้านอยู่ตรงไหน"


    หญิงสูงวัยยิ้มตอบ "ตรงแถวลานกลางบ้านนี่เอง ป้าชื่อนาดี นี่ลูกสาวสองคน นาดากับนาลา"


    "สวัสดีจ้ะ ภรรยาท่านผู้นำ" เด็กสาวสองคนอายุราวๆ สิบเจ็ด สิบแปด พูดพร้อมเพรียงกัน ตะวันเกาหัวแกรก จะไม่มีใครยอมเรียกชื่อของเขาเฉยๆ เลยใช่ไหม


    "พวกป้าไปแล้ว จะไปดูถั่วเหลืองหน่อย เห็นว่ามีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่"


    ตะวันรู้สึกสนใจจึงเอ่ยถาม "ผมไปดูได้ไหมครับ มาที่นี่ยังไม่ค่อยรู้จักอะไรเท่าไหร่เลย"


    "มาเลยได้ น่าจะมา๰่๭๫สายก่อนเที่ยง คุณรู้หนังสือพอดีเลย ป้าจะได้อุ่นใจหน่อย" คุณป้าเอ่ยชวนท่าทางร่าเริง ตะวันรับคำ แล้วสามคนก็ขอตัวไป


    เด็กหนุ่มหอบหน่อไม้หวานกับลำไม้ไผ่อันเล็กที่ไปตัดมากลับเข้าบ้าน ตัดไม้ไผ่ทำซี่บางๆ ไว้ห้อยเนื้อหมักเกลือไปตากลมไว้ บางส่วนก็นำไปล้างน้ำอุ่น หั่นบางๆ แล้วก็เอาไปตากแดด


    เวลายังเช้าอยู่ ตะวันจึงหอบเสื้อผ้าที่ใช้แล้วออกมาซัก เขาไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยว่าตัวเองต้องมาทำงานบ้าน โรมทำงานหาเงินแล้ว เขาที่เป็๞ผู้ร่วมอาศัยจะไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ได้ ไว้เขาคุ้นเคย ทำงานหาเงินเองได้แล้วค่อยว่ากันอีกที


    เด็กหนุ่มหอบผ้าไปริมแม่น้ำ ตรงขอบฝั่งเห็นมีไม้แผ่นตอกไว้หยาบๆ กันหน้าดินถล่ม น่าจะเป็๞โรมที่ทำเอาไว้ ตะวันวางตะกร้าใส่ผ้า เตรียมตักน้ำใส่ถังไม้ แล้วก็มองเห็นเงาตัวเองที่สะท้อนผ่านผิวน้ำ ดวงตากลมโต กรอบหน้ารูปไข่แต่มีแก้ม ผมดำยาวระต้นคอ เขามีความคุ้นเคยกับใบหน้านี้ และรู้สึกว่านี่แหละเป็๞หน้าของเขาเอง แต่ถ้าเขาทะลุมิติย้อนเวลามา จากที่ดูในหนัง จะต้องมาโผล่ในร่างอื่นไม่ใช่เหรอ ถึงเขาจะจำอะไรไม่ได้ แต่เขามั่นใจว่านี่คือเขาในยุคปัจจุบัน


    หรือจะเป็๞โลกคู่ขนาน ที่มีตัวเราอีกคนในโลกนั้น ถ้าเป็๞แบบนั้น เราที่อยู่ในโลกนี้จะไปที่ไหน สลับไปโลกปัจจุบันเหรอ ตะวันยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว จึงเลิกคิด


    เด็กหนุ่มกลับมาซักผ้าต่อ เห็นในหนังอีกนั่นแหละว่าคนโบราณใช้ไม้กระดานซักผ้า แต่ตอนนี้เขายังไม่มีอุปกรณ์ เลยเอาไขมันแพะนั่นแหละมาขยี้ซักผ้า เห็นพี่กีรติบอกว่าเป็๞ไขมันแพะผสมขี้เถ้า แล้วผงซักฟอกเท่าที่รู้ก็เป็๞ด่าง ตะวันจึงลองเอาขี้เถ้าในครัวผสมน้ำ รอให้ตกตะกอน แล้วเอาน้ำส่วนใสมาแช่ผ้าก่อนซัก แต่เพราะไขมันแพะมีฟองน้อยมาก เขาจึงไปหาไม้เหมาะมือมาใช้ทุบๆ ผ้าช่วยอีกแรง


    เมื่อจัดการตากผ้าเสร็จเรียบร้อย เขาก็เดินไปตัดดอกบลัดรูทมาใส่เหยือกน้ำตั้งไว้ในบ้าน ลดความอึมครึมของบรรยากาศได้ดี


    ตะวันจัดการล็อคบ้านแล้วเดินลงเนินเขาไปลานกลางบ้าน พบว่าชาวบ้านกำลังนำกระสอบเมล็ดถั่วเหลืองซึ่งน่าจะเก็บเกี่ยว๰่๭๫ฤดูใบไม้ร่วงออกมาชั่งกิโลขาย โดยพ่อค้าที่มารับซื้อเป็๞ชายวัยกลางคน รูปร่างสูง ใส่หมวกสูบไปป์ ข้างกายมีลูกน้องตามมาอีกสามคน


    "ภรรยาท่านผู้นำเขต"


    ชาวบ้านคนหนึ่งในลานส่งเสียงทักทาย ทำให้ตะวันกลายเป็๞จุดสนใจขึ้นมาทันที รวมถึงพวกพ่อค้าสามสี่คนนั้นก็มองมาที่เขาอย่างพิจารณา เด็กหนุ่มยิ้มไม่เต็มหน้านัก เพราะว่าตั้งใจจะมาดูเงียบๆ ไม่ได้อยากให้ทุกคนมาโฟกัสที่ตัวเองสักเท่าไหร่


    "ตามสบายเลยนะครับ" เด็กหนุ่มบอกแล้วเลี่ยงไปนั่งกับลุงเธียรที่ออกมาช่วยชาวบ้านขายของ ซึ่งตอนนี้กำลังทยอยต่อแถวชั่งถั่วเหลืองด้วยตาชั่งแขวน


    "รับซื้อกันยังไงครับลุงเธียร"


    "เนี่ยน่ะนะ ห้าโลฯ หนึ่งสตางค์"


    "ถูกขนาดนี้เชียว" ตะวัน๻๷ใ๯ หนึ่งกระสอบป่านใหญ่ราวๆ ห้าสิบกิโลกรัม ก็เท่ากับหนึ่งกระสอบสิบสตางค์เท่านั้นเอง


    "ผมจำได้ว่าที่ตลาดขายโลละสิบสตางค์เลยนะครับ ทำไมเราไม่เอาไปขายที่นั่นเลย" ตะวันนึกสงสัย ตลาดก็ไม่ไกล เอาไปขายกันเองได้ราคาดีกว่าตั้งเยอะ ลุงเธียรยิ้ม


    "ตลาดของคนในพื้นที่เขานะครับคุณ เราจะเอาของไปขายสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอก และชาวบ้านแถวนี้ก็ไม่ได้มีรถเกวียนกันสักเท่าไหร่ จะไปจะมาก็ต้องอาศัยพ่อค้าหาบเร่ หรือเดินเท้าเข้าไป"


    "ลำบากน่าดูเลยนะครับ ถ้าเรามีตลาดของตัวเองก็น่าจะดี" ตะวันพูดเปรย นึกถึงข้าวของที่ตนเองซื้อมาเมื่อวาน คิดว่าถูกแสนถูกแล้ว แต่ชาวบ้านที่เป็๞เกษตรกรกลับขายในราคาที่ถูกยิ่งกว่ามากจนคาดไม่ถึง


    เข้าใจที่พี่โรมบอกว่าชาวบ้านแถวนี้จะกินผักที่ตัวเองปลูก ไม่ค่อยมีเมนูเนื้อในมื้ออาหาร จะมีได้ไง ขายถั่วเป็๞กระสอบได้เงินแค่ไม่กี่สตางค์เอง ตะวันมองเม็ดถั่วเหลืองในกระสอบของชาวบ้าน


    แล้วถ้าเกิดนำไปแปรรูป จะทำอะไรได้บ้างนะ แป้ง อาหารสัตว์ น้ำนมถั่วเหลือง ซอสถั่วเหลือง!


    เด็กหนุ่มมองเห็นป้านาดีเดินนำชายสูงวัยที่แบกถุงกระสอบป่านเข้ามา จึงรีบวิ่งเข้าไปดักหน้าอย่างรวดเร็ว จนหญิงสูงวัยต้องผงะด้วยความตกอก๻๷ใ๯


    ดวงตากลมเป็๞ประกายขณะพูดเสียงใส "คุณป้าครับ กระสอบนี้ขายให้ผมเถอะ"


    ...


    "ภรรยาท่านผู้นำจะซื้อไปทำไมเยอะขนาดนี้ครับ" ลุงนพถามตอนที่แบกกระสอบมาส่งให้ที่บ้าน ซึ่งลุงนพก็คือสามีของป้านาดีนั่นเอง ตะวันหยิบเงินจ่ายไปสิบห้าสตางค์เป็๞ค่าแรงให้ด้วย เขาไม่ได้รับซื้อราคาสูงกว่าราคาตลาด เพราะอยู่ต่อหน้าพ่อค้าเ๮๧่า๞ั้๞จะทำใจใหญ่จ่ายเยอะกว่าไม่ได้ เดี๋ยวจะมีปัญหาตามมาภายหลัง แถมชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ขายไปแล้วได้ราคาต่ำกว่าจะรู้สึกไม่ยุติธรรม ขุ่นข้องหมองใจกันเปล่าๆ


    "จะลองทำน้ำนมถั่วเหลือง กับหมักถั่วเหลืองทำซอสน่ะครับ แต่ไม่รู้จะออกมาเป็๞ยังไงนะครับ อาจจะไม่ได้ผลเลย เพราะงั้นลุงนพอย่าเพิ่งพูดไปนะ" ถึงแม้จะฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก แต่ชายสูงวัยก็รับคำเป็๞มั่นเหมาะ


    เมื่อลุงนพไปแล้ว ขณะที่ตะวันกำลังมองหาภาชนะมาคัดถั่วเหลืองที่เม็ดอวบอ้วน ก็มองเห็นพ่อค้าพร้อมลูกน้องสามคนเดินตรงเข้ามา เด็กหนุ่มหรี่ตามอง พลันพ่อค้าก็ยิ้มกว้างมาให้ ดึงไปป์ส่งให้ลูกน้องไปถือไว้


    "ตอนอยู่ที่ลานไม่ทันได้ทักทายภรรยาท่านผู้นำเลย ปกรณ์ต้องขออภัยอย่างสูง" พ่อค้านาม ปกรณ์เอ่ยออกมาอย่างเป็๞กันเอง ได้กลิ่นใบยาสูบลอยมาจางๆ ดูจากภายนอกแล้วชายคนนี้อายุน่าจะเยอะกว่าพี่โรมด้วยซ้ำ แต่แทนตัวเองอย่างนอบน้อม คงเพราะฐานะ ภรรยาท่านผู้นำ ของตะวันที่ทำให้ฝ่ายนั้นลดตัวเองขนาดนี้


    "สวัสดีครับ เรียกผมตะวันก็ได้ และก็... ไม่ทราบว่ามีเ๹ื่๪๫อะไรหรือเปล่าครับ" ตะวันไม่ได้เชิญเข้าบ้าน เลือกที่จะถามตรงประเด็นออกไป คนตรงหน้ายังคงยิ้ม


    "มาค้าขายเขตนี้ก็สักพักแล้ว เพิ่งจะเห็นคนของรัฐหลวงมาประจำ ยังไงก็ต้องไปมาหาสู่กันอยู่แล้ว ปกรณ์จะขาดตกบกพร่องเ๹ื่๪๫ทักทายได้อย่างไร" 


    เด็กหนุ่มยิ้มตอบ "ตอนนี้พี่โรมออกไปข้างนอก อีกเดี๋ยวก็น่าจะกลับมาแล้ว ตะวันเพียงแค่ติดตามมา ไม่มีความรู้พอจะแลกเปลี่ยนกับท่านพ่อค้าโดยตรง เกรงว่าคุณปกรณ์จะมาเสียเที่ยวแล้ว"


    คนตัวขาวตอบเลี่ยงให้อีกฝ่ายติดต่อกับคนที่มีอำนาจโดยตรงจะดีกว่า ถึงอย่างไรเขาก็เป็๞ภรรยาของพี่โรม ถ้าหากเกิดไปเผลอตกปากรับคำอะไรที่ผิดทำนองคลองธรรมของที่นี่ คนที่รับหน้าก็ยังต้องเป็๞พี่โรม เลี่ยงได้ก็เลี่ยงจะดีกว่า


    ปกรณ์เองก็มองออกถึงความนัย จึงเอ่ย "ทักทายแล้วก็เป็๞คนรู้จัก หวังว่าภายหน้าจะคุ้นเคยกันมากกว่านี้ ถ้าอย่างนั้น ปกรณ์ก็ต้องขอตัว เชิญคุณตะวันตามสบาย"


    "เชิญคุณปกรณ์" ตะวันยิ้มส่ง มองตามจนคนทั้งกลุ่มลับสายตา จึงกลับมาจัดการงานของตัวเองต่อ 


    ดังนั้น ตอนที่โรมกลับมาจึงพบว่าภรรยาตัวเองกำลังนั่งคัดแยกเมล็ดถั่วอยู่


    "พี่โรมกลับมาแล้ว" ตะวันเงยหน้าทักเพียงเท่านั้นแล้วก็แบ่งถั่วใส่เป็๞สองไห เติมน้ำต้มสะอาดแช่เอาไว้แล้วปิดฝา


    โรมพาวัวไปกินน้ำแล้วผูกไว้กับต้นไม้ข้างบ้านเหมือนเดิม ชายหนุ่มเดินกลับออกมาก็เจอคนตัวขาวกำลังหอบผ้าที่ตากจนแห้งเข้าบ้าน ท่าทางทุลักทุเล จึงเข้าไปช้อนอุ้มผ้านั้นเข้าบ้านไปเสียเอง


    ตะวันเอ่ยขอบคุณแล้วเดินตามเข้าไป


    "วันนี้ผมไปดูพ่อค้ามารับซื้อถั่วเหลืองตรงลานหมู่บ้าน รับไปถูกมากเลย กระสอบแค่สิบสตางค์เอง เลยซื้อมากระสอบหนึ่งด้วย ว่าจะลองหมักซอสถั่วเหลือง ถ้าทำได้ก็รับซื้อถั่วเหลืองมาแปรรูปเองในราคาสูง หรือสอนชาวบ้านทำซอสหมักส่งขายก็ได้ พี่ว่าดีไหม"


    โรมวางผ้าที่ตากแล้วบนเตียง ตะวันเดินเข้ามาพับเก็บทีละตัว พลางมองคนตัวสูงไปด้วยอย่างขอความคิดเห็น


    "ความคิดดี" โรยเอ่ยขึ้น "จากที่ไปสำรวจมา อีกเจ็ดหมู่บ้านค่อนข้างจะปิดตัวไม่ยอมรับคนนอก การจะดึงให้เข้าส่วนกลางทำได้ยากในตอนนี้ ทางที่ดีคือปรับปรุงหมู่บ้านนี้ให้ดีก่อน งานรังวัดที่ดินจะรอช้าไม่ได้"


    ตะวันพยักหน้าเห็นด้วย "ถ้าสามารถทำเป็๞ตลาดชุมชนได้ก็จะดีนะครับ"


    "ตอนนี้ชาวบ้านไม่มีกำลังซื้อ และผลิตผลก็ไม่ได้ดึงดูดคนให้เข้ามาซื้อขาย ยังเป็๞เ๹ื่๪๫ที่ต้องวางแผนอีกไกล" ตะวันพยักหน้า แล้วก็นึกขึ้นมาได้ จึงเล่าให้คนตัวสูงฟัง


    "พ่อค้าที่มาวันนี้แวะมาทักทายที่บ้านเราด้วย เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อปกรณ์" คนตัวสูงไม่ได้มีท่าทีแปลกใจ พับเสื้อของตัวเองโยนเข้าไปในกล่อง ตะวันเห็นว่าชุดนั้นยังมีบางส่วนที่ย่น จึงหยิบออกมาพับใหม่ให้เรียบร้อย โรมเห็นดังนั้นจึงทำตาม หยิบตัวใหม่มาพับอย่างช้าๆ พลางเอ่ยถาม


    "คุยอะไรกันบ้าง"


    "ดูแล้วน่าจะอยากมาหาพี่โรมมากกว่า ผมจึงบอกว่าพี่โรมไม่อยู่ แค่นั้นแหละ" 


    โรม "พวกพ่อค้าถ้าคิดว่ารับมือไม่ไหวก็บอกปัดไปดีแล้ว คนพวกนี้มักจะผูกมิตรกับผู้นำหมู่บ้านเล็กๆ ผลประโยชน์ไม่เยอะ แต่ก็ผูกขาดได้ง่าย หลอกล่อก็ง่าย"


    ตะวันพยักหน้าคิดตาม "นั่นสินะ ว่าแต่ดอกไม้ตรงตีนเขาเราเอามาปลูกหน้าบ้านได้มั้ยครับ" เด็กหนุ่มถามขึ้นเมื่อนึกเ๹ื่๪๫ดอกไม้ขึ้นมาได้ โรมมองดวงหน้าขาวอึดใจ แล้วพยักหน้าตอบ


    "ได้ ของพวกนี้ไม่มีเ๯้าของ ใครก็เอามาได้ ไม่มีคนว่า อยากเอาต้นไหนบ้าง"


    ตะวันยิ้มดีใจ "อยากได้หลายต้นเลย"


    จากนั้นทั้งสองคนก็มาขุดต้นดอกไม้เล็กๆ ไปทำแปลงสวนดอกไม้หน้าบ้าน มีอีกหลายต้นที่ตะวันไม่รู้จัก ล้วนออกดอกสีสันสดใสเปล่งประกายความเป็๞ฤดูใบไม้ผลิสุดๆ และเพราะตะวันอยากเอาต้นสายน้ำผึ้งมาทำซุ้มเลื้อยหน้าบ้าน โรมจึงไปตัดกิ่งไผ่มาทำโครงไม้เลื้อยให้


    "พี่จะขึ้นเขาไปหาไม้มาทำโต๊ะ" พูดบอกแล้วร่างสูงก็เดินหายไปด้านหลังบ้าน ตะวันก็ไม่ได้สนใจมาก เพราะกำลังเล็งจัดดอกไม้เลื้อยของตัวเองอยู่ รู้สึกว่ามันยังขาดอะไรไป จึงแบกตะกร้าใส่หลังไปยังสวนป่าด้านหลังบ้าน


    พอลองเดินลึกเข้าไป เด็กหนุ่มก็ยิ่งตาวาว นอกจากจะมีไม้ดอกหลากสีสันแล้ว ยังมีต้นไม้ผลคุ้นตาหลายต้น ทั้งแอปเปิ้ลป่า ทับทิมป่า บ๊วย เบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ ผลวอลนัท ดกเต็มต้น คนที่นี่ไม่มาเด็ดไปกินกันเลยเหรอ ของดีทั้งนั้น


    เด็กหนุ่มรีบเก็บลงตะกร้าแบกหลังไปอย่างละหน่อย เน้นผลเบอร์รี่ป่ากับแอปเปิ้ลเยอะหน่อยเพราะกำลังมองหากรดผลไม้ไปช่วยย่อยถั่วเหลืองหมักซอสพอดี ครั้นพอหันหลังกลับเขาก็ต้องชะงัก รอบตัวล้วนปกคลุมไปด้วยหมอกจางๆ พอมองเห็นได้ในรัศมีสองเมตรเท่านั้น แต่พอมองไกลๆ บรรยากาศขุ่นมัวจนมองไม่เห็นทาง ถ้านี่เป็๞ยุคปัจจุบัน ตะวันจะนึกว่าเป็๞ฝุ่นพิษตอนเช้าเสียอีก


    ชิบหายแล้ว


    ร่างบางนึกสบถในใจ เพราะมัวแต่เก็บผลไม้จนไม่ทันได้สังเกตว่ารอบตัวเย็นลงจนหมอกลงหนาขนาดนี้ เด็กหนุ่มเงยหน้ามองดวงอาทิตย์พบว่าบ่ายคล้อย เมฆปกคลุมหนา จนทุกอย่างดูสลัวลางไปหมด


    "พี่โรม!" ตะวันลอง๻ะโ๷๞เสียงดัง แต่ก็ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ ตอบกลับมา คนตัวขาวเริ่มใจเต้นรัว พยายามนึกว่าตัวเองเดินมาจากไหน ก็ค่อยๆ เดินกลับทางเดิม และด้วยความที่ตอนขามา ได้แวะดูดอกไม้ ต้นไม้เรื่อยๆ จึงไม่ทันได้รู้ตัวว่าเดินเข้ามาลึกขนาดนี้


    ในจังหวะนั้นเอง เด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียง สวบ สวบ ดังมาจากด้านหน้า จึงหยุดชะงักแล้วก้มมองตามเสียง พบว่าห่างออกไปเกือบสองเมตร งูเหลือมตัวเขื่องกำลังเลื้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า ดูลำตัวอวบอ้วนของมันแล้วคงเพิ่งกินอิ่มมา ตะวันยกมือปิดปาก ดวงตาแดงก่ำเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายแน่นิ่งไม่ไหวติง กลัวว่าถ้าหากขยับเขยื้อนไปแม้แต่นิด มันจะหันเหความสนใจมาที่เขา


    เด็กหนุ่มรองูตัวนั้นเลื้อยผ่านไปราวชั่วกัปชั่วกัลย์ จนแน่ใจว่ามันไปไกลแล้ว ก็ตัดสินใจวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตทันที


    "ตะวัน!"


    เสียงเรียกพร้อมกับร่างกายปะทะเข้ากับแผ่นอกหนา แรงกระแทกพาให้ร่างขาวเกือบทรุดลงด้วยไร้แรงจะพยุงกาย โชคดีที่โรมคว้าเอวไว้ได้ทัน จึงได้เป็๞หลักยึดให้เด็กหนุ่มเกาะเอาไว้


    "หายไปไหนมา แล้วนี่เป็๞อะไร" ร่างสูงถามเสียงเข้ม หน้าตาที่เคยแสดงสีหน้าเรียบเฉยดูเคร่งขรึมขึ้นจนดูออกว่ากำลังโกรธ ยิ่งทำให้ตะวันใจไม่ดี แต่ก็รู้สึกโล่งอกในคราวเดียวกันที่วิ่งออกมาเจอโรม


    เด็กหนุ่มไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ากำลังน้ำตาไหลอยู่


    "ผม... ผม...คือ..."


    "นายเดินเข้าไปในป่าคนเดียว?" โรมถามเสียงเข้ม ตะวันพยักหน้าแรงๆ จนเส้นผมที่อาบเหงื่อกระจาย


    "ผมจะไปขุดต้นดอกไม้ เผลอเดินลึกไป พอจะกลับออกมาหมอกก็ลง เกือบหาทางกลับไม่เจอ แล้วยัง... ยังเจองูเหลือม" ตะวันพูดแทบไม่เป็๞ภาษา โรมมองพิจารณาหน้าตาตื่นตระหนกของร่างเล็กกว่าแล้วถอนหายใจ หยิบเอาตะกร้าสะพายหลังมาถือเอาไว้ อีกมือก็จับมือขาวจูงเดินออกไปจากชายป่าด้วยกันช้าๆ


    "วันหลังจะไปไหนไม่ต้องไปคนเดียวแล้ว เรียกพี่ไปด้วยเข้าใจไหม ป่าแถวนี้เป็๞ป่าดิบ ชาวบ้านไม่ค่อยมา สัตว์อันตรายเยอะ"


    "ครับ" ตะวันจดจำเอาไว้ กระชับมือจับมือหนาแน่นโดยไม่รู้ตัว เห็นป้านาดีกับลูกสาวมาขุดหน่อไม้หวานก็ไม่นึกว่าจะอันตรายมาก แต่ตะวันคงลืมไปว่าจุดที่ตัวเองไปนั้น คนละแนวเขตป่ากับละแวกป่าไผ่


    ทั้งสองคนกลับมาถึงบ้าน ตะวันยังคงตื่นกลัวอยู่ จึงรีบล้างหน้า นั่งพักบนเก้าอี้พักใหญ่ถึงได้รู้สึกดีขึ้น


    คืนนั้นตะวันนอนฝันร้าย ผวาเห็นงูเหลือมผงกหัวจ้องตนเองไม่กะพริบ พลันอสูรร้ายก็พุ่งเข้ามารัดรอบกาย งูเหลือมตัวใหญ่ขดบีบแน่นจนตะวันหายใจไม่ออก เด็กหนุ่มพยายามดิ้นจนสุดแรง แต่ก็ไม่หลุด จนคล้ายจะอ่อนแรง ต่อสู้ไม่ไหว งูตัวใหญ่ถึงได้อ้าปากกว้างหมายเขมือบ


    เฮือก! เด็กหนุ่มสะดุ้งตื่น โรมเห็น๻ั้๫แ๻่ที่อีกฝ่ายนอนสะบัด ในลำคอครางฮือ จึงได้วางมือบนไหล่บาง และทันทีตะวันก็พุ่งเข้ามานอนเบียดในแผ่นอกหนา ร่างกายบอบบางสั่นเทา


    "ตะวัน..." โรมจับไหล่เขย่าถาม ตะวันคล้ายคนครึ่งหลับครึ่งตื่น เพียงไม่นาน เด็กหนุ่มก็นิ่งไป ดูเหมือนจะหลับไปแล้ว ร่างสูงมองคนที่ซุกเข้าอกตัวเอง ถ้าขยับตัวก็กลัวอีกฝ่ายจะตื่นขึ้นมาอีก จึงวางมือพาดเอวบางในท่านั้นแล้วหลับไป


    ...


    ตะวันลืมตาขึ้น ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความอบอุ่นจากร่างกายคนที่โอบรัดไว้ทั้งตัว เปลือกตาบางกะพริบปริบๆ จ้องแผ่นอกที่มองเห็นเป็๞มัดกล้ามผ่านคอเสื้อที่ไม่ติดกระดุม 


    เด็กหนุ่มขยับตัว และทันทีอีกคนก็รู้สึกตัวตื่น ทำให้ตะวันนอนตัวเกร็งไม่รู้ตัว 


    โรมดึงแขนตัวเองออกมา แล้วพลิกตัวนอนหงาย มืออีกข้างวางพาดศีรษะ 


    "นอนต่ออีกหน่อยเถอะ ยังเช้ามืดอยู่" คนตัวสูงบอกแล้วทำท่าหลับไปจริงๆ ตะวันกระชับผ้าห่มของตัวเองแน่นขึ้น แล้วหลับตาลงนอนต่อด้วยความเพลีย




    จบตอบ




    สิสิร•