เมื่อมาถึงเชิงเขา ซินหยางเฟิ่งก็หาเก็บผักป่าตอนนี้แทบจะไม่มีเห็ดให้เห็นแล้วเพราะเห็ดโผล่เมื่อไรนางก็เก็บจนเตียนโล่งเมื่อนั้น เมื่อเก็บผักป่าจนพอใจแล้วหญิงสาวก็เก็บตะกร้าสะพายหลังไว้ในชิปมิติ แล้วสะพายกระบอกธนูแทนจากนั้นก็ซ้อมยิงธนูกับเป้านิ่ง
ฝีมือยิงธนูของนางยังไม่ค่อยแม่นนางรู้สึกว่ามันยากกว่าปืน ยากกว่าการขว้างมีดแต่ธนูสามารถยิงได้ไกลกว่าเมื่อเทียบกับการขว้างมีด ดังนั้นนางจึงต้องฝึกยิงธนู
เมื่อซินกังเห็นนางซ้อมยิงธนูเขาจึงขึ้นเขาไปหาฟืนที่อยู่ห่างออกไป และกำชับไม่ให้นางเดินไปไหนไกล
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ซินกังก็กลับมาซินหยางเฟิ่งเก็บฟืนเข้าชิปมิติ จากนั้นนางก็ชวนเขาเข้าป่าบนเขา
“เผื่อจะได้ไก่ป่าติดมือกลับบ้านสักตัว”ซินหยางเฟิ่งให้เหตุผล
แม้ซินกังจะชอบบ่น แต่ก็มักจะตามใจนางเสมอเมื่อซินหยางเฟิ่งชวนดีๆ เขาก็พยักหน้าตกลง
หลังจากเดินในป่าบนเขากันถึงครึ่งชั่วยามทั้งสองก็ยังไม่เห็นแม้แต่ขนไก่ป่า ได้แต่เก็บผลไม้ป่าเปรี้ยวๆติดตะกร้ามาบ้างเล็กน้อย
“อ๊าก~”
เสียงร้องลั่นสนั่นป่าดังอยู่ไกลๆทำให้ซินหยางเฟิ่งและซินกังหันมาหน้ากันเห็นความสงสัยและความตื่นเต้นในแววตาของทั้งคู่ จากนั้นก็รีบวิ่งไปตามเสียง
“อ๊าก~”
ซวบ ซวบ ซวบ
อื้ดๆ ค่อกๆๆ
เสียงคนร้อง เสียงวิ่งด้วยฝีเท้าอันสับสนและเสียงสัตว์อะไรสักอย่าง ดังขึ้นในทิศทางเดียวกัน
เด็กหนุ่มสาวทั้งสองอยากรู้อยากเห็นมากสับฝีเท้าเร่งความเร็ว จนเห็นไกลๆ ว่าใครคนหนึ่งเกือบจะถูกหมูป่าไล่ตามทันแล้ว
ซินหยางเฟิ่งไม่รอช้าหยิบลูกธนูเข้าที่ ง้างสายเล็งเพียงเล็กน้อยแล้วปล่อยลูกธนูทันที
ฟิ้ว ฉึก!
เสียงปักของธนูไม่ดังนักแต่ก็ทำให้ซินหยางเฟิ่งตื่นเต้น นางรู้สึกว่าไม่เสียทีที่ฝึกยิงธนูอยู่หลายวันรู้สึกภูมิใจนิดๆ ในความเป็อัจฉริยะด้านการใช้อาวุธของตัวเอง
แต่....
ซินหยางเฟิ่งและซินกังดวงตาเบิกโพลงด้วยความใเพราะจินตนาการกับความเป็จริงช่างแตกต่างกันลิบลับ
ซินหยางเฟิ่งอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตาความรู้สึกตอนหลงป่าที่เมืองเอ็มเมื่อชาติที่แล้วย้อนกลับมาอีกครั้งทีนี้เป็อย่างไรเล่า เจ๋งไปเลยใช่ไหมล่ะ
ตอนแรกหมูป่ามัวแต่สนใจบุรุษชุดขาวที่กำลังวิ่งหนีอยู่ตรงหน้ามัน จนเกือบจะตามทันถึงตัวคนแล้วมันไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมรอบตัว แต่ตอนนี้มันได้รับาเ็ ไม่สิ พูดผิดแล้วต้องบอกว่าตอนนี้มันถูกสะกิดด้วยลูกธนูเพราะหนังหมูป่าหนามากทำให้ลูกธนูยิงเข้าแต่ไม่ลึก มันแค่สลัดไม่กี่ทีลูกธนูบนตัวมันก็หลุดแล้ว
หมูป่าไม่สนใจบุรุษชุดขาวนั่นแล้วตอนนี้มันหันมาสนใจซินหยางเฟิ่งที่เป็คนยิงแทน
“บ้าเอ๊ย! ธนูของท่านตาไม่น่าเชื่อถือ” หญิงสาวสบถแม้จะรู้สึกว่าผิดพลาด แต่นางก็ไม่ร้อนรนเกินไปนักเพราะถึงอย่างไรก็เคยมีประสบการณ์โดนหมูป่าวิ่งเข้าใส่มาก่อนแต่นางก็คิดในใจเอาไว้แล้วว่าเมื่อกลับไปนางจะปรับปรุงธนูของเหล่าซินใหม่นางจะไม่ยอมฝากชีวิตไว้กับธนูแบบนี้อีกเด็ดขาด
ซินหยางเฟิ่งทิ้งคันธนูในมือและกระบอกลูกธนูที่แขวนพาดไหล่อยู่ฉับพลันมีดจากชิปมิติก็มาอยู่ในมือ นางขว้างมีดออกไปทันทีสองเล่มในเวลาไล่เลี่ยกันในขณะที่หมูป่าวิ่งเข้ามาหานาง
มีดทั้งสองเล่มปักร่างหมูป่าอย่างแม่นยำแม้ว่ามันจะเจ็บแต่มันก็ไม่ถึงตาย และยังเพิ่มความโกรธให้มันอีกซินหยางเฟิ่งคิดว่ามีดขว้างอาจเข้าไม่ลึกพอเพราะหนังของมันหนาและเหนียวมากหรืออาจจะแผลเล็กเกินไป นางจึงเปลี่ยนเป็ถือมีดพกเดินป่าไว้ในมือข้างหนึ่งแล้วหนึ่งหมูป่าหนึ่งคนวิ่งตรงเข้าหากัน
ขณะที่ซินหยางเฟิ่งกับหมูป่ากำลังจะปะทะกันซินกังที่ยืนนิ่งอึ้งตะลึงอยู่กับที่ รีบะโสุดเสียง “ระวัง!”
ภาพที่เขาคิดว่าทั้งสองฝ่ายจะชนกันตรงๆไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะเมื่ออยู่ห่างกันเพียงหนึ่งก้าวซินหยางเฟิ่งก็ะโม้วนตัวขึ้นไปนั่งบนหลังของหมูป่าแล้วง้างมีดในมือแทงหลังคอของมันเต็มแรงในชั่วพริบตา
“อี๊ด อี๊ด อี๊ด”
หมูป่าชะงักแล้วสะบัดตัวไปมามันส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป การสะบัดตัวครั้งสุดท้ายในชีวิตของมันค่อยๆ เบาลงแล้วมันก็ตายในเวลาต่อมา
ซินหยางเฟิ่งและซินกังถอนหายใจยาวเมื่อจัดการกับหมูป่าได้
แม้บุรุษชุดขาวจะกลัวแต่เมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามาต่อสู้กับหมูป่า เขาก็ไม่ได้วิ่งหนีไปแต่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ เมื่อเห็นว่าหมูป่าสิ้นฤทธิ์แล้วเขาจึงเดินเข้ามาหาซินหยางเฟิ่ง
“ขอบคุณแม่นางที่ช่วยเหลือ”บุรุษชุดขาวโค้งศีรษะให้เล็กน้อย
“ข้ามีนามว่า ฉู่โม่โฉว ข้าขอทราบชื่อแม่นางได้หรือไม่”
บุรุษชุดขาวคนนี้ก็คือ ฉู่โม่โฉวบุตรชายคนรองของฉู่กั๋วกงนั่นเอง
เมื่อได้ฟังคำแนะนำตัว ซินหยางเฟิ่งก็เลิกคิ้วไม่คิดเลยว่าโลกจะกลมปานนี้ เขาคือคนที่นางไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้พบเลย
จากความทรงจำเขากับซินหยางเฟิ่งคนเดิมเคยพบกันที่งานเลี้ยงในวังแต่ตอนนั้นฉู่โม่โฉวไม่ได้สนใจมองสตรีนางใดเป็พิเศษในวันนั้นมีคุณหนูนางหนึ่งแกล้งทำเป็สะดุด แล้วดึงผ้าคลุมหน้าของนางทำให้หลายคนในบริเวณนั้นเห็นใบหน้าอัปลักษณ์ของนาง รวมถึงฉู่โม่โฉวด้วย คนที่ไม่เคยเห็นต่างก็ทำหน้าใบางคนก็ส่งสายตารังเกียจ ที่ร้ายยิ่งกว่าคือมีบางคนหัวเราะเยาะนาง พูดจาเย้ยหยันจนนางจะร้องไห้ ในตอนนั้นเอง ฉู่โม่โฉวก็ขมวดคิ้วแล้วหยิบผ้าคลุมหน้าที่หล่นบนพื้นส่งคืนให้นาง แล้วพูดกับนางว่าไม่ต้องไปสนใจสายตาคนอื่น เ้าไม่ได้ขอข้าวพวกเขากิน
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา เ้าของร่างก็ตกหลุมรักฉู่โม่โฉวและตั้งใจว่าในอนาคตจะต้องเป็ฮูหยินของเขา
ความรู้สึกชอบที่มีต่อฉู่โม่โฉวเป็ของซินหยางเฟิ่งคนเดิม แต่สำหรับนาง ไม่มีอะไรมากไปกว่าคนแปลกหน้าคนหนึ่งนางเพียงแค่คิดว่าเขาเป็บุรุษรูปงามเท่านั้น ไม่ได้มีความคิดพิเศษอื่นใดต่อเขาเลย
เมื่อเห็นว่าซินหยางเฟิ่งไม่ตอบ เขาจึงเพ่งพินิจมองนางแล้วขมวดคิ้ว “เหมือนว่าข้าจะเคยพบหน้าเ้ามาก่อนนะ แต่ข้าไม่แน่ใจ ขอถามแม่นางเราเคยพบกันมาก่อนหรือไม่”
เสียงของชายหนุ่ม ปลุกภวังค์ความคิดของซินหยางเฟิ่งนางกะพริบตาถี่ๆ แล้วตอบ “ไม่นะ ข้าไม่เคยพบท่านมาก่อน”
‘ข้าไม่ได้โกหกนะเพราะคนที่เคยพบท่านคือซินหยางเฟิ่งคนก่อนต่างหาก’ ซินหยางเฟิ่งพูดต่อในใจ
“จริงหรือ” ชายหนุ่มถามย้ำ คิ้วของเขายังไม่คลายเพราะรู้สึกคุ้นหน้านางจริงๆ
“แล้วแม่นางชื่ออะไรหรือ” ชายหนุ่มถามอีกครั้ง
ยังไม่ทันที่ซินหยางเฟิ่งจะตอบเสียงะโก็ดังแทรกเข้ามา
“วู้ วู้ ท่านชาย อยู่แถวนี้หรือไม่ขอรับ วู้”
“โม่โฉว เ้าอยู่ไหน ถ้าอยู่ใกล้ก็ขานรับด้วย วู้”
“ท่านชายฉู่ วู้”
“ข้าอยู่นี่” ฉู่โม่โฉวะโตอบ
ไม่นานต่อมา ก็มีคนเดินเข้ามาสองคนคนหนึ่งจากลักษณะท่าทาง เดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็คุณชายจากจวนไหนสักจวนอีกคนเป็องครักษ์
หลังจากสองคนนั้นเข้ามาสมทบกันฉู่โม่โฉวแล้วองครักษ์อีกสองคนก็เดินเข้ามาจากอีกทางหนึ่ง
ซินหยางเฟิ่งมองบุรุษชุดสีฟ้าน้ำทะเลที่เดินเข้ามาออร่าของหนุ่มรูปงามแผ่กระจายไม่เพลี่ยงพล้ำต่อรูปโฉมของท่านชายฉู่เลยจากความทรงจำทำให้นางรู้ว่าเขาคือ เจี๋ยวั่งซู ลูกชายคนเล็กของเสนาบดีฝ่ายซ้ายเพราะพวกเขาสองคนเป็เพื่อนสนิทกัน มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ในฐานะที่เ้าของร่างสนใจฉู่โม่โฉวจึงรู้จักคนรอบตัวของเขาทุกคน
เมื่อเห็นสมาชิกมาครบทุกคนแล้ว ฉู่โม่โฉวก็สบายใจจึงเล่าเื่ราวให้ซินหยางเฟิ่งฟัง
เจี๋ยวั่งซูได้ยินมาว่า มีคนเคยเจอสุราวานรที่เขาลูกนี้เขาจึง้าตามหาสุราวานรเพื่อนำไปเป็ของขวัญวันเกิดให้แก่ท่านปู่ของเขา
พอฉู่โม่โฉวรู้ข่าวว่าเจี๋ยวั่งซูจะออกนอกเมือง มาขึ้นเขาเพื่อตามหาสุราวานร แม้จะฟังดูไร้สาระ แต่เขาก็ตามมาและถือโอกาสท่องเที่ยวไปในตัว แน่นอนว่ามีองครักษ์ติดตามมาด้วย แต่พามาแค่สามคนขณะที่พวกเขากำลังเดินตามหาสุราวานรเจี๋ยวั่งซูผู้โชคร้ายก็ไปชนรังผึ้งโดยไม่ได้ตั้งใจ ผึ้งจึงรุมต่อยพวกเขาทั้งห้าพวกเขาวิ่งหนีเตลิดจนพลัดหลงกัน ฉู่โม่โฉวโชคร้ายกว่าใคร เจอหมูป่าแล้วถูกมันวิ่งไล่ ยังดีที่ได้ซินหยางเฟิ่งมาช่วยไว้ เขาจึงรอดมาได้
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย พอรู้ที่ไปที่มาแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องกล่าวคำอำลา ก่อนจาก
“แม่นางซิน ข้าฉู่โม่โฉว รู้สึกเป็หนี้บุญคุณเ้าแล้วข้าขอขอบใจเ้าจริงๆ แต่เพียงแค่คำขอบใจไม่อาจทำให้ข้าสงบใจได้ ดังนั้นแม่นางโปรดรับเงินนี้ไว้ ถือว่าเป็การตอบแทนและเพื่อความสบายใจของข้าด้วยเถิด”
กล่าวจบฉู่โม่โฉวก็ยื่นตั๋วเงินให้ซินหยางเฟิ่งใบละหนึ่งร้อยตำลึงสองใบแต่ซินหยางเฟิ่งไม่ได้ยื่นมือไปรับ
“ท่านเก็บเงินไปเถิดข้าไม่ได้ช่วยเพราะหวังในเงินของท่าน” ซินหยางเฟิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อยแม้ว่าตอนนี้นางจะยากจน แต่นางก็ไม่ได้หวังจะรับเงินจากการช่วยเหลือเขา
ซินกังมองตั๋วเงินในมือของฉู่โม่โฉว แม้จะตื่นเต้นแต่เขาก็เคารพการตัดสินใจของซินหยางเฟิ่ง
ยิ่งได้ฟังวาจาของซินหยางเฟิ่งฉู่โม่โฉวก็ยิ่งประทับใจในความจริงใจ และความมีน้ำใจของนางเขาจึงยิ่งอยากมอบเงินเพื่อตอบแทนนาง เพราะดูจากเสื้อผ้าที่พวกนางสวมใส่ก็ทำให้รู้ว่าพวกนางไม่ได้มีเงินมากนัก
ตอนนี้ซินหยางเฟิ่งใส่ชุดที่ทำจากผ้าป่านเช่นเดียวกับคนอื่นๆในครอบครัวซิน เพราะเสื้อผ้าจากจวนโหวไม่เหมาะที่จะสวมขึ้นเขา
“เ้าอย่าปฏิเสธและโปรดอย่าคิดว่าข้าดูถูกเ้าเลยข้าแค่อยากแสดงความขอบใจต่อเ้าเท่านั้นจริงๆ”
เห็นสายตาจริงจังและจริงใจของฉู่โม่โฉวทำให้ซินหยางเฟิ่งลังเลและออกจะละอายใจนิดหน่อย แต่แน่นอนว่าแม้นางจะนึกละอายแต่ก็จะไม่พูดความจริงกับพวกเขาแน่นอน
ฉู่โม่โฉวชื่นชมซินหยางเฟิ่งที่เป็คนมากน้ำใจอุตส่าห์ให้ความช่วยเหลือเขาที่ไม่รู้จักกัน หากเขารู้ความจริงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะยังชื่นชมนางเช่นนี้อยู่หรือไม่
ตอนนั้นซินหยางเฟิ่งเห็นแล้วว่ามีคนถูกหมูป่าวิ่งไล่แต่ความคิดแรกของนางคือ
‘อ๋า คิดว่าวันนี้จะไม่ได้อะไรติดมือกลับไปเสียแล้วโชคดีจริงๆ ที่ผู้ชายคนนั้นล่อหมูมาให้ ไม่เสียเที่ยวแล้ว ฮิฮิ’
“โม่โฉว เ้าคนขี้งกชีวิตเ้ามีค่าแค่สองร้อยตำลึงเองหรือ เ้าไม่ละอายใจบ้างเลยหรือ”
เสียงที่ดังขึ้นทำให้ทุกคนหันไปมองคนที่พูดก็คือเจี๋ยวังซูนั่นเอง
ฉู่โม่โฉวเม้มปาก แล้วพูดแก้ตัว“ข้าก็อยากให้มากกว่านี้ แต่ข้าพกมาแค่นี้ เ้ามีให้ข้ายืมหรือไม่เล่า”
เจี๋ยวั่งซูอมยิ้มอย่างคนเ้าเล่ห์แล้วล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ พร้อมกล่าว “หึหึหึ ให้ยืมได้แต่เ้าต้องจ่ายดอกเบี้ยนะ เอ เอาดอกเบี้ยเป็อะไรดีนะ”
ซินหยางเฟิ่งเห็นว่า หากนางไม่รับเงินของฉู่โม่โฉวดูท่าว่าเขาจะเดือดร้อนกว่าตอนนี้ นางจึงรีบยื่นมือไปดึงตั๋วเงินในมือของเขามา
“ตกลง ข้ารับเงินนี้ไว้แล้ว ไม่ต้องให้เพิ่มอีกแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
เจี๋ยวั่งซูยิ้มแล้วพูดกับซินหยางเฟิ่ง“เ้ารับไว้น่ะถูกต้องแล้ว แต่เ้ามักน้อยเกินไปรู้หรือไม่ ถ้าเป็ข้านะจะเรียกให้แพงๆ เลย”
หูของฉู่โม่โฉวขึ้นสีแดง แต่ไม่พูดสิ่งใด
หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกตัวจากไป