จากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 37 ช่างเป็นกับดักที่นุ่มนวลจริงๆ !

            ฮวารั่วซีรู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก พริบตาเดียวนางก็เห็นซ่งอี้เฉิน “ฝ่า…...ฝ่าบาท” 

            ซ่งอี้เฉินมองใบหน้าดุจดังบุปผานี้ ไม่รู้เหตุใดความเกลียดชังในใจจึงเพิ่มขึ้นมา “ซูเฟยวินัยหละหลวม หักเบี้ยหวัดสองเดือน!” 

            จากนั้นเขาไม่คิดสนใจคนรอบข้างพลันโอบกอดเหยียนอู๋อวี้แล้วเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียว “ไปกราบทูลไทเฮาว่าเหยียนเป่าหลินได้รับบาดเจ็บ เจิ้นจะไปส่งเหยียนเป่าหลินกลับตำหนักก่อนแล้วจึงค่อยไปพบพระองค์” 

            เหยียนอู๋อวี้ซบไหล่เขาพลางมองสีหน้ายากจะคาดเดาของฮวารั่วซีกับเซียวเป่าหลินพร้อมทอดถอนหายใจ  

            สำหรับนางแล้ว ยิ่งซ่งอี้เฉินมอบความโปรดปรานให้นางมากเพียงใด ศัตรูนางก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น 

            ซ่งอี้เฉินแสดงละครเก่งจริงๆ วันนี้ยามที่เขากลับไปเกรงว่าไทเฮาจะต้องทรงขุ่นเคืองมากเป็นแน่ 

            ……

            ไม่นานนักภายในวังหลวงพลันมีข่าวแพร่สะพัดว่าอีกไม่นานเหยียนอู๋อวี้คงจะได้ตำแหน่งเฟย หรือแม้แต่ตำแหน่งฮองเฮา ความอิจฉาริษยาในวังหลวงยิ่งเพิ่มมากขึ้น 

            มีเพียงภายในตำหนักของไทเฮาที่สงบนิ่งผิดปกติ 

            แม้ไม่ได้เข้าเฝ้าไทเฮา ทว่าเหยียนอู๋อวี้ก็คาดเดาได้ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น 

            หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ ซ่งอี้เฉินมีราชโองการอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าให้จัดงานเลี้ยงวันประสูติไทเฮาในสวนของวังหลวง และทรงสั่งให้กรมพิธีการจัดการ หลังจากนั้นเขาก็ลืมเรื่องนี้ไป 

            เหยียนอู๋อวี้เพิ่งกลับมาถึงตำหนัก ไม่มีเวลาว่างมาสนใจเรื่องนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะไม่มีใครบอกนางเรื่องนี้ กระทั่งนางรู้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ ยามที่นางจำวันประสูติไทเฮาได้ก็เหลือเวลาเพียงแค่สามวัน 

            การที่ต้องรีบหาของขวัญสักชิ้นภายในเวลาสามวันเป็นเรื่องยากอยู่บ้าง ยิ่งไปกว่านั้นนางมิได้มาจากตระกูลที่โดดเด่นอันใด แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดคิดหาวิธีช่วยนางหาของขวัญสักชิ้นอย่างสุดความสามารถอย่างแน่นอน

            นางทำได้เพียงคิดหาวิธีแก้ปัญหานี้ด้วยตนเอง 

            ปีนั้นนางมีสถานะเป็นลูกสะใภ้ขององค์ไทเฮา นางคิดหาวิธีอย่างสุดความสามารถเพื่อเอาอกเอาใจไทเฮา ทว่าคนไม่ชอบจะทำอย่างไรก็ไม่ชอบ  ไม่ว่าทำอันใดไทเฮาล้วนไม่พอพระทัย บางครั้งหากมีท่าทีอ่อนโยนต่อนางล้วนเป็นเพราะมีจุดประสงค์อื่น 

            วันนี้นางเปลี่ยนตัวตนแล้ว ทว่าคล้ายจุดจบยังคงเป็นเช่นเดิม 

            วันนั้นหลังจากที่ซ่งอี้เฉินพานางกลับตำหนักเขาก็ไม่ได้จากไป และไม่ได้ไปเข้าเฝ้าไทเฮาเสียด้วยซ้ำ เมื่อคิดดูแล้วไทเฮาต้องไม่พอพระทัยนางอย่างแน่นอน  

            ทว่านางไม่สนใจ ระหว่างพวกเขาถูกกำหนดให้เป็นตายไม่อาจอยู่ร่วมกัน เป็นศัตรูกันตั้งแต่แรกเริ่ม 

            แม้เป็นเช่นนี้ นางก็ยังต้องลำบากหาของขวัญให้องค์ไทเฮา ต่อให้เอาชนะทุกคนไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่อาจให้เกิดข้อผิดพลาดใดขึ้นได้ 

            แม้ในปีนั้นนางเอาใจไทเฮาไม่ได้ ทว่านางได้ค้นพบความชอบส่วนพระองค์ของไทเฮา สำหรับของขวัญ ขอเพียงซื้อใจนางได้ย่อมเพียงพอแล้ว 

            นางนึกถึงไข่มุกราตรีที่แขวนอยู่ทั่วทุกที่ในตำหนักไทเฮา ในสมองพลันเกิดความคิดขึ้นมาทันที 

            เวลาหมุนไปอย่างรวดเร็ว สามวันผ่านไปในชั่วพริบตา 

            ยามเช้าตรู่ เหยียนอู๋อวี้ลุกขึ้นตั้งแต่เช้า นางเลือกชุดกงจวง[1]ลายดอกเสาเย่าสีเข้มปักลายเมฆาบนปกคอด้วยความช่วยเหลือของป้าโฉ่ว ดิ้นเงินตรงชายแขนเสื้อแลดูเรียบง่ายสง่างาม นางสวมปิ่นปักผมระย้าเพื่อให้เข้ากับชุด การตกแต่งโดยรวมดูสุภาพและมีมารยาทตามสถานการณ์ 

            ว่ากันตามเหตุผล งานเลี้ยงวันประสูติไทเฮามีการเชิญคณะขุนนางมาร่วมงานเลี้ยงด้วย ต่อให้มิได้ประชันความงามก็ไม่ควรแต่งกายไม่สุภาพอย่างเด็ดขาด 

            “คุณหนูงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ” ป้าโฉ่วมองสตรีเบื้องหน้าพลางกล่าวอุทานจากใจจริง 

            มีเพียงเหยียนอู๋อวี้ที่มองตนเองในคันฉ่องงดงามดั่งบุปผาด้วยสายตาเบื่อหน่าย 

            ตามกฎของวังหลวง เหล่าผินเฟยควรไปตำหนักอี้คุนตั้งแต่เช้าตรู่เพื่ออวยพรวันประสูติให้แก่ไทเฮาและอยู่เป็นเพื่อนองค์ไทเฮา เนื่องจากไทเฮาประสูติยามเว่ย[2] หลังยามอู่[3]จึงจะเริ่มเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงที่สวนในวังหลวง  

            ในใจนางคิดเป็นขั้นเป็นตอนเรียบง่ายหนึ่งรอบ เหยียนอู๋อวี้เดินตามป้าโฉ่วทีละก้าวไปจนถึงตำหนักอี้คุน ในเวลานี้ตำหนักอี้คุนมีคนยืนอยู่เต็มไปหมด นางเงยศีรษะกวาดสายตามองอยู่เงียบๆ พบว่าคนยังมาไม่ครบ 

            นอกจากฮวารั่วซีแล้วยังมีองค์หญิงใหญ่ 

            นางรู้สึกแปลกใจ ทว่าก็ยังก้าวออกไปถวายบังคม ขณะเตรียมจะหลบไปยืนด้านข้าง กลับพบว่ามีสายตาของบางคนมองนางอย่างมีลับลมคมใน 

            อู๋เจี๋ยอวี๋ที่ปกติไม่ได้รับความโปรดปราน ทว่าเนื่องจากครอบครัวมีความสัมพันธ์บางอย่างกับไทเฮาจึงพยายามเอาอกเอาใจไทเฮาอย่างสุดความสามารถ วันนี้เป็นวันประสูติไทเฮา เป่าหลินนางนี้กลับกล้าหยาบคายเช่นนี้ นางกล่าววาจาเหน็บแนมทันที “ผู้ที่ได้รับความโปรดปรานผู้นี้แตกต่างจากเรา เรามาถึงเสียตั้งนานแล้ว ทว่านางกลับยังเอ้อระเหยมาสายเช่นนี้!” 

            ก่อนไทเฮาขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ นางเคยถูกเซียวกุ้ยเฟยกดขี่มานานหลายปี หากท้ายที่สุดตระกูลอวิ๋นไม่ยื่นมือช่วยนาง ยามนี้ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ไทเฮา ไม่มีทางเป็นนางอย่างแน่นอน! 

            ดังนั้นการเย่อหยิ่งเพราะได้รับความโปรดปรานจึงเป็นข้อห้ามใหญ่หลวงในใจไทเฮา ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ ไทเฮาพลันกวาดสายตามองอู๋เจี๋ยอวี๋อย่างไม่พอใจนัก เมื่อเห็นท่าทางไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำของอู๋เจี๋ยอวี๋ นางจึงเบนสายตาไปบนร่างของเหยียนเป่าหลิน 

            นางอยู่แต่ในตำหนักไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก ทว่าก็พอได้ยินเรื่องของเหยียนอู๋อวี้มาบ้าง เป็นเพียงแค่เป่าหลินกลับมีท่าทีโอหังถึงเพียงนี้ กล่าวตามตรงก็เพียงสุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือเท่านั้น และเสือที่อยู่เบื้องหลังจิ้งจอกตัวนี้….. 

            “เจ้ามาหาอายเจีย!” ไทเฮายื่นมือที่เคลือบกระวานบนเล็บอย่างสวยงามออกมา  

            เหยียนอู๋อวี้ก้มศีรษะเดินขึ้นบันไดไปทีละก้าว นางยืนอยู่ไม่ไกลจากไทเฮาด้วยระยะห่างที่พอดี ก่อนจะคุกเข่าบนพื้นด้วยความนอบน้อม 

            ไทเฮากวาดสายตามองเหยียนอู๋อวี้สองรอบ 

            ก่อนหน้านี้ได้พบกับนางมาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกคือยามคุกเข่าอยู่หน้าประตู ครั้งที่สองนางมิได้มองเป่าหลินผู้นี้ตรงๆ เลย 

            เมื่อนึกถึงตรงนี้ นางจึงกล่าวเสียงเบา “เงยศีรษะขึ้นให้อายเจียดูสักหน่อย” 

            เหยียนอู๋อวี้นิ่งเงียบค่อยๆ เงยหน้าขึ้น 

            ดวงตาคู่นี้...…ดวงตาที่ดูกระจ่างใสคู่นี้คลับคล้ายคลับคลาจนไทเฮาต้องตกตะลึง เผลอนึกถึงอวิ๋นอู๋เหยียนโดยไม่รู้ตัว ยามนั้นครั้งแรกที่พบนาง ไทเฮารู้สึกว่าทนมองหน้านางไม่ได้ มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ทำให้ผู้คนละสายตาไม่ได้! ปีนั้นหากนางไม่ใช่เพราะต้องการความช่วยเหลือจากตระกูลอวิ๋นและอวิ๋นอู๋เหยียน นางไม่มีทางให้ซ่งอี้เฉินบุตรชายของตนเองเสกสมรสกับสตรีอัปลักษณ์เช่นนี้ 

            คลื่นโหมกระหน่ำในใจไทเฮา ทว่านางไม่ได้แสดงอารมณ์ใดบนใบหน้า 

            “ได้ยินว่าฝ่าบาทโปรดปรานเจ้ามาก” ไทเฮากล่าวเสียงเบา ทว่ากลับเบนสายตาหนี  

            แม้แต่นางก็ไม่กล้าสบตาคู่นี้ 

            ปีนั้นนางสั่งให้สังหารเหล่าทหารที่ติดตามอวิ๋นอู๋เหยียนที่กลับมาจากสนามรบนองเลือด สายตาของอวิ๋นอู๋เหยียนในเวลานั้นราวกับจะกัดกินคน เดิมทีดวงตางดงามชวนมองคู่นั้นมักเอาอกเอาใจเวลาพบนาง ทว่าในครั้งนั้นกลับเต็มไปด้วยความอาฆาต 

            หากสายตาฆ่าคนได้ ในเวลานั้นนางคงตายด้วยแววตาที่เฉียบคมของอวิ๋นอู๋เหยียนแล้ว  

            “ฝ่าบาทให้ความรักอย่างเท่าเทียม เพียงแค่เห็นว่าหม่อมฉันสุขภาพไม่ดี จึงนึกเวทนาเพียงเท่านั้นเพคะ” นางพอเข้าใจสภาพจิตใจของไทเฮาอยู่บ้าง นางรู้ชัดเจนว่าไทเฮาไม่ชอบนางสนมสถานะต่ำต้อยที่ไม่เจียมตัวในตำแหน่งตนเอง 

            “ช่างพูดช่างจานัก” เมื่อได้รับคำตอบ ไทเฮาจึงไม่เอ่ยสิ่งใดให้มากความอีก นางโบกมือให้เหยียนอู๋อวี้ลงไป 

            เหยียนอู๋อวี้กำมือแน่น ข่มความเกลียดชังในก้นบึ้งหัวใจและถอยกลับไปตำแหน่งเดิมทีละก้าว  

            ฉากคั่นเล็กๆ นี้ผ่านไป ไม่กี่ชั่วยามที่เหลือกลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประมาณยามอู่ ซ่งอี้เฉินเสด็จมาถึง 

            ทุกคนถวายบังคม ซ่งอี้เฉินกวาดสายตามองอย่างไม่ใส่ใจ ทว่าท้ายที่สุดกลับหยุดอยู่บนร่างของเหยียนอู๋อวี้ชั่วขณะ 

            “สนมที่รักสุขภาพไม่ดี ขันที ยกที่นั่งมา!” 

            ทุกคนในที่นี้มีเพียงไทเฮาที่ได้นั่ง แม้แต่เต๋อเฟยก็ยังยืนรออยู่ด้านข้าง การกระทำนี้ของซ่งอี้เฉินไม่ต่างกับการผลักเหยียนอู๋อวี้ไปอยู่ในคลื่นลมโหมกระหน่ำ  

            ช่างเป็นกับดักที่นุ่มนวลยิ่งนัก! 

            เหยียนอู๋อวี้แย้มยิ้มเย้ยหยัน นางกล่าวต่อ “หม่อมฉันสบายดี ทำให้ฝ่าบาทเป็นห่วงแล้วเพคะ!” 

            นับเป็นการปฏิเสธความหวังดีของซ่งอี้เฉินอย่างเรียบง่าย 

            ไทเฮากวาดสายตามองเหยียนอู๋อวี้อย่างไร้จุดหมาย นางประเมินในใจและนางไม่ได้โง่เขลา 

            “หากรู้สึกไม่สบายบอกเจิ้นทันที” เมื่อความหวังดีของตนเองถูกปฏิเสธ ซ่งอี้เฉินไม่เพียงไม่โกรธ ทว่าเขายังแสดงท่าทีอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง  

            การกระทำเล็กน้อยเช่นนี้เปรียบเสมือนเป็นการบอกทุกคนว่าเหยียนอู๋อวี้คือสิ่งล้ำค่าในมือเขา 

            อู๋เจี๋ยอวี๋ที่เพิ่งสร้างความลำบากให้นางสีหน้าบูดบึ้งยิ่งนัก ต้องรู้ว่าฝ่าบาทไม่ได้ไปหานางอย่างน้อยครึ่งปีแล้ว 

            นางไม่สะทกสะท้านกับสถานการณ์ช่วยสร้างศัตรูให้ตนเองเช่นนี้ 

            ในไม่ช้าเวลาที่ต้องออกเดินทางใกล้เข้ามาแล้ว ทว่า...… 


    เชิงอรรถ


    [1] ชุดกงจวง คือ ชุดฝ่ายใน เป็นชุดสำหรับพระสนมเอก หรือองค์หญิงที่ไม่เป็นทางการ ระดับของชุดต่ำกว่าชุดบรรดาศักดิ์ (蟒) หรือชุดหม่าง


    [2] ยามเว่ย คือ เวลาประมาณ 13.00-14.59 น.


    [3] ยามอู่ คือ เวลาประมาณ 11.00-12.59 น.


    คล้ายกับเรื่องจากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ) ที่คุณอ่าน

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592