จ้าเจียวรออยู่บนยอดเขาหมื่นเหมยมันคงเป็ป้อมปราการอะไรสักอย่างที่เราต้องฝ่าเข้าไป ชายทั้งสามมองกันหน้าเครียด
“...เขาหมื่นเหมยคือค่ายกลของจ้าหมานโถว”ลู่ฝู่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก สีหน้านั้นชวนให้คิดว่าเขาอาจเคยเจอเื่แย่ๆที่นั่นมาก่อน
“จ้าเจียวเป็บุตรมันรึ?”เจินจูยกมือแตะคาง ส่วนลู่ฝู่ยิ้มฝืด
“...ข้าพเ้ายังไม่ได้บอกท่าน...ว่าความจริงจ้าหมานโถวคือผู้มีพระคุณของข้าพเ้าคาดไม่ถึงว่าผู้บุตรจะ...”
“เช่นนั้นท่านอยู่ที่นี่เถอะ” ไห่หลัวพูดจะให้ไปตบตีกับคนที่เคยทำเื่ดีๆ ให้ตัวเองก็อกตัญญูเปล่าๆ
“...ข้าพเ้าสองจิตสองใจขอเวลาสักครู่หนึ่ง” เขาถือแก้วชานมไข่มุกะโลงจากหลังคาปล่อยพวกเราที่เหลือมองหน้ากัน
“หากจ้าหมานโถวผู้นี้เกี่ยวข้องกับปู้ติงเราจักประมือกับมัน” เสวี่ยไช่
กล่าวก่อนจะไปเตรียมตัวบุกบ้านคนอื่น
ลู่ฝู่หายตัวไปค่อนวันก่อนจะกลับมาเมื่อเว่ยเชิงทังปิดร้านถึงข้าวเย็นวันนี้จะมีของดีทั้งเต้าหู้นึ่งสูตรอึ้งย้งที่ต้องไปนึ่งในหมูแฮมทั้งผัดผักหวานกรอบ ทั้งห่านพะโล้หรูหราแสนแพง เขาก็กินแบบจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เสวี่ยไช่เปิดประตูผลุงเข้ามาระหว่างกำลังทานอาหารด้านหลังเธอมีเด็กสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งมาด้วย เธอน่าจะแก่กว่าฉันนิดหน่อยปลายจมูกเชิดรั้น ปากเบะน้อยๆ อย่างคนเอาแต่ใจแต่ท่าทางการวางตัวของเธอทำให้เข้าใจได้ว่าความจริงเธอมีพลังฝีมือติดตัว
“นางเป็ผู้นำทางสามารถพาพวกเราผ่านค่ายกลได้” เสวี่ยไช่แนะนำตัวอีกฝ่ายง่ายๆ
“แหยแหยของข้าพเ้าอาศัยภายในค่ายกลนานปีข้าพเ้าเติบโตภายในนั้น ทราบเส้นทางภายในเป็อย่างดี”
“น่าสนใจ แล้วนำทางให้ครานี้ท่านได้อะไรตอบแทน?” เจินจูถาม เด็กสาวผู้มาใหม่หยักยิ้มก่อนจะเท้าเอว
“พวกท่านต้องช่วยแหยแหยข้าพเ้าหนีจากเงื้อมมือของจ้าหมานโถว!”
ฉันจะยังไม่ถามว่าเสวี่ยไช่ไปเจอคนคนนี้ที่ไหนแหยแหยเธอเป็ใคร และเธอคนนี้เชื่อถือได้แค่ไหน สิ่งที่ฉันสงสัยจริงๆคือทำไมเจินจูถึงได้ดูอารมณ์ดีมาั้แ่เมื่อครู่
“ขอทราบนาม” เขาถาม เธอก็ตอบ
“เข่าเมี่ยนเปา” เธอตอบ
“อืม เข่ากูเหนียง เสวี่ยกูเหนียงลู่เซียนเซิง ข้าพเ้าขอพูดคุยกับพวกท่านสักครู่”
เจินจูเชิญทั้งสามคนออกไปด้านนอกปล่อยฉันนั่งงงว่าเขาพาคนอื่นๆ ไปทำอะไร
พวกเขากลับมาโดยที่เจินจูหัวเราะคิกคัก...ฉันจำได้ว่าคราวล่าสุดที่เขาทำตัวแบบนั้นคือตอนเรียกเ้าสาวเก้าคนมาถล่มบ้านไห่เจ๋อผีแสดงว่าคราวนี้เขากำลังฟักแผนบ้าบออะไรสักอย่างอีกแน่เข่าเมี่ยนเปาเก็บสีหน้าไม่อยู่หลุดหัวเราะ ขนาดเสวี่ยไช่กับลู่ฝู่ยังอมยิ้มไปด้วย
“อะไรน่ะ?”
“เดี๋ยวท่านก็ได้ทราบเอง ฟ่านเอ๋อของเรา”เจินจูพูดจบก็กินข้าวต่อ
“หวังว่าจะสนุกคุ้มค่าแก่การรอคอยนะ”
“เราก็หวังเช่นนั้นต้องคอยดูว่าฝ่ายนั้นจะเล่นกับพวกเราด้วยหรือเปล่า”
เข่าเมี่ยนเปากลับค่ายกลบนเขาทว่าแทนที่พวกเราที่เหลือจะเตรียมตัวฝ่าค่ายกลกลับทำตัวสบายใจเฉิบเป็ปรสิตอยู่บ้านของเว่ยเชิงทังต่อไป
ลู่ฝู่ตัดสินใจได้แล้วว่าหากเกิดเหตุอะไรขึ้นยังไงเขาจะขอมีส่วนร่วมด้วยพวกเราไม่มีใครกล้าและไม่มีใครอยากห้าม
อาหารเย็นผ่านพ้นฉันได้คิวทำอาหารกลางวันพรุ่งนี้เลยเตรียมเครื่องสำหรับทำอาหารไทยไว้ เห็นทีการจะทำเมนูยอดนิยมอย่างต้มยำกุ้งจะเป็เื่ยากฉันขาดเครื่องหลายๆ อย่าง ลองสมุนไพรแถวนี้ก็หาแทนไม่ได้ฉันเลยคิดว่าจะทำอะไรง่ายกว่านั้นแทน หมูทอดกระเทียม ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ยำอะไรสักอย่าง ไม่ก็ก๋วยเตี๋ยวต้มยำฉันจะพยายามทำข้าวคั่วเองแบบส่งเดชเผื่อมันจะอร่อยขึ้นมา
ขณะนั่งนึกเมนูก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าเจินจูจะดีใจหรือเปล่าแต่แล้วฉันก็นึกขึ้นได้...
“หมูกระทะ...”
“หือ?”เจินจูที่ยังอาสามาเฝ้ายามให้ฉันอย่างขยันขันแข็งทำเสียงสงสัย
“พรุ่งนี้เที่ยงกินหมูกระทะกันไหม?”
ฉันยังไม่เคยเห็นใครยิ้มกว้างตอนได้ยินคำว่าหมูกระทะเท่าเขาเลย
และฉันต้องแปลกใจอย่างมากที่ท่ามกลางสัมภาระปริมาณไม่มากที่ติดตัวเจินจูมาดันมีกระทะติดมาด้วย!!!
นี่เขาออกจากบ้านโดยเตรียมกระทะมาด้วยเนี่ยนะ?!
“ขอให้พรุ่งนี้จ้าเจียวไม่โผล่หัวมา”เขาพูดปนขำ เด้งตัวขึ้นลงเหมือนเด็กอยากกินขนม “เราอยากทานมาก ท่านต้องทำให้เราทานนะ”
“จ้าๆ”
“น่ารักที่สุด”
“อย่ามาอ้อนหน่อยเลย” ฉันหยิกแก้มเขาเด็กหนุ่มแกล้งทำหน้างอน
พวกเราไม่ได้คุยกันเยอะเจินจูเหมือนจะนึกถึงอยู่สองอย่างคือเื่หมูกระทะกับเื่แผนตลบหลังจ้าเจียว และสองอย่างนี้ทำให้เขาอารมณ์ดีจนเก็บอาการไม่อยู่หมอนี่เนี่ย บทจะซับซ้อนก็ซับซ้อนเหลือเกิน บทจะอ้อนก็เดาทางง่ายเหลือเกิน
“นี่ วันนี้ชานมไข่มุกอร่อยจริงรึเปล่า?”ฉันหาเื่คุยไปเรื่อย
“ปกติเราไม่ได้ชอบดื่มเพราะมันหวานแต่สงสัยเพราะลงมือทำเองเลยอร่อยเป็พิเศษ แน่นอนว่าต้องชื่นชมฝีมือท่าน” เจินจูพูดด้วยน้ำเสียงฟังดูจริงใจฉันว่าเื่แบบนี้เขาคงไม่ชมพร่ำเพรื่อ และนั่นทำให้ฉันดีใจ
“คราวหน้าจะทำให้อร่อยกว่านี้อาจจะทำชานมพ่นไฟแบบที่นายอยากได้ก็ได้นะ”
“อันนั้นเราแค่หยอกล้อท่านเล่นหรอก แต่เราสัญญาว่าคราวหน้าเราจะทำไข่มุกให้อร่อยกว่านี้ก็เราชื่อเจินจูนี่นา”
“ทัศนคติแบบนั้นแหละดีแต่ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องหัวเสียนะฉันคิดว่ามันเป็ปาฏิหาริย์เลยแหละที่ทำครั้งแรกออกมาดี ปกติเวลาฉันลองทำเมนูใหม่ต้องทำตั้งสามสี่รอบกว่าจะกินได้”
“ท่านคิดว่า...เราควรขายชานมไข่มุกร้อนเป็ธุรกิจเลยหรือเปล่า?”เจินจูถามตาเป็ประกาย “ท่านคิดดูว่าของใหม่แบบนี้อาจจะถูกใจคนหนุ่มสาวแห่งยุทธจักรกลายเป็ของยอดฮิตประจำท้องถิ่นเหมือนโหยวเถียว”
“โหยวเถียว...ปาท่องโก๋อะเหรอ? เฮ้ยอย่าพูดอะไรให้นึกถึงน้ำเต้าหู้สิ!”
“โทษที เผลอไป” เจินจูแลบลิ้นฉันค้อนเขาวงหนึ่ง
“เอ่อ...เจินจู”
“จ๋า?”
“...คืนนี้มานอนใกล้ๆ กันหน่อยได้ไหม?”ฉันถามเสียงอ้อมแอ้ม ความจริง... ฉันไม่อยากฝันร้ายว่าสำลักน้ำเต้าหู้ตายแบบเมื่อคืนอีกและฉันรู้ตัวเองว่าถ้าฝันร้ายคืนหนึ่งจะฝันติดกันไปอีกสองสามคืนแม้เนื้อหาจะไม่เหมือนเดิมฉันไม่ชอบเวลาเสียวสันหลัง เหงื่อโชกจากฝันร้ายเพราะเวลาตื่นขึ้นมาบางทีฉันก็แยกความจริงไม่ออก
“...ได้สิเช่นนั้นเราจะปูที่นอนข้างเตียง”
“ไม่ คือ... มานอนบนเตียงเลยได้ไหม?”แก้มฉันเป็สีแดงแน่นอน “ฉัน...อยากให้อยู่ในระยะสายตา”
เจินจูเองก็พลอยหน้าแดงไปอีกคนนี่ฉันคงขออะไรเห็นแก่ตัวมาก แต่... ฉันไว้ใจเขามากพอ เตียงนี่ก็ใหญ่และฉันอยากรู้สึกปลอดภัย
“เรานอนไม่หลับแน่แต่เราไม่แตะต้องท่านหรอก” เขาลูบท้ายทอยเขินๆ
“ฉันรู้ ขอโทษนะ ขออะไรงี่เง่า”
“ไม่เป็ไร เราดีใจที่ท่านพึ่งเราพอเป็เื่อาหารเราช่างไร้ฝีมือ เื่บู๊ก็เก่งแต่หาทางหนีทีไล่แต่...ถ้าเป็เื่เล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำได้ เราก็อยากทำ”
พูดจบก็ไปนอนชิดขอบเตียง
“...นายเองก็ด้วย ถ้ามีอะไรเล็กๆ น้อยๆที่ฉันทำได้ก็บอกมาล่ะ ตอบแทนที่ช่วยให้ฉันปรับตัวในโลกนี้”ฉันล้มตัวลงนอนตะแคงอีกด้านและดับตะเกียง
“แน่นอน” เขาพูดก่อนจะเงียบไปนานจากนั้นก็พูดขึ้นอีกว่า “ถ้ามีอะไรก็ปลุกได้”
“ไม่เกรงใจนะถ้าฉันเผลอนอนเบียดนายก็ถีบฉันได้ บางทีฉันนอนดิ้น”
“เื่อะไรเราจะถีบภรรยาสุดที่รักลงคอถ้าท่านนอนเบียดหรือนอนดิ้น เราจะกอดท่านไว้แน่นจนหนีไม่ได้เชียว”
“ไหนบอกจะไม่แตะฉันไง?!”
“โอ้ นั่นสินะ โทษที ลืมไป”
“อีตาบ้านี่”
เจินจูหัวเราะในลำคออยู่คนเดียวฉันผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้แต่พออยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นแล้วได้ยินเสียงหายใจของเขาฝันร้ายที่เหมือนจะมาเยือนก็ล่าถอยไป
หมูกระทะ... เมนูปาร์ตี้ยอดนิยมที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยกินสักครั้งในชีวิตเหมาะสำหรับอากาศหนาวและการรวมกันเป็หมู่คณะอย่างที่สุดมหกรรมแย่งหมูคือความสนุกอย่างหนึ่ง โคล่าเย็นเจี๊ยบที่ได้ดื่มตอนจุกๆคือความฟินขนานแท้ ฉันไม่คิดว่าดงผู้ดีแบบนี้จะชอบกินเลยไม่ได้คิดจะทำเยอะ
ฉันคิดผิด...
พอกินอาหารเช้าเสร็จฉันก็ไปหมักหมูเริ่มจากการหั่นหมูเป็ชิ้นพอดีคำและคลุกเคล้ากับเครื่องปรุงสูตรฉันไม่ได้ใส่อะไรมาก ซอสหอยนางรม น้ำตาล ซีอิ๊ว เคล็ดลับหมูนุ่มคือน้ำมันงาใส่แล้วเด็ดอย่าบอกใคร ปกติฉันไม่ชอบใช้ผงฟูหมัก แล้วที่นี่ก็ไม่มีผงฟูด้วย
ที่นี่ต้มน้ำซุปไว้อยู่แล้วเป็น้ำซุปโครงไก่ใส่สมุนไพรจีนฉันเลยไม่ต้องห่วงเื่นั้นและมานั่งกุมขมับกับน้ำจิ้มแทน
“ปกตินายกินรสประมาณไหน?”
“รสประมาณอร่อย”
อีตาคนอยากกินก็ไม่ได้ช่วยเลย...
“ที่ฉันอยากรู้คือนายอยากได้น้ำจิ้มประมาณไหนอย่างเช่นน้ำจิ้มสุกี้ ซีฟู้ด แจ่ว บาร์บีคิว อะไรอย่างนี้ฉันรู้แหละว่าฉันทำอะไรนายก็ว่าอร่อยไปหมด”
เจินจูหัวเราะท้องคัดท้องแข็งความรู้ด้านอาหารของเขาใกล้เคียงกับศูนย์ ฉันเลยคิดว่าจะลองผสมน้ำจิ้มมั่วๆแล้วดูว่าเขาชอบไหม
ฉันคุ้ยเครื่องปรุงที่ครัวบ้านนี้มีเก็บไว้ก็พบซอสพริกและเต้าหู้ยี้ปกติฉันไม่ค่อยใช้เต้าหู้ยี้ทำอาหาร แต่เห็นพ่อเคยเอามาทำน้ำจิ้มเลยลองดูบ้างก่อนอื่นก็ใส่ซอสพริกคนกับซีอิ๊ว หอยนางรม น้ำมันงาเล็กน้อย เอาเต้าหู้ยี้กับน้ำตาลลงไปคนจากนั้นใส่กระเทียบสับและพริกสด กลิ่นหอมขึ้นมาเลย เสียดายที่ไม่มีรากผักชี
จากนั้นก็คั่วงาขาวให้พอหอมโรยหน้าเป็อย่างสุดท้าย ปรากฏว่าน้ำจิ้มเสร็จั้แ่หัววันกว่าจะได้กินก็คงอีกยาว แต่เจินจูเอานิ้วจุ่มชิมแล้ว
“อร่อยมากเลยฟ่านเอ๋อบรรยายไม่ถูกแต่อร่อยมาก”
“ฉันว่าขาดหวานนะ...”
“ไม่หรอก ที่นี่ไม่ค่อยกินหวานถ้าหวานกว่านี้เดี๋ยวไม่ยอมกินกัน”
“อ๋อ...”
“คราวหน้าขอแจ่วกับซีฟู้ดด้วยนะ”
“ได้ทีก็เอาใหญ่เลยนะนาย!”