ประตูบานใหญ่แห่งจวนฉีหวางยังคงปิดสนิทมิเปิดต้อนรับผู้ใด ผ่านมากว่าหนึ่งเดือนแล้วหลังจากสูญเสียผู้เป็นายของจวนไป ชาวบ้านที่เดินผ่านจวนที่เงียบเหงานี้ต่างพากันสงสารและเวทนาท่านหญิงน้อยของจวนที่ต้องมากำพร้าบิดามารดา แถมยังต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในจวนหลังใหญ่แห่งนี้ แต่ผู้ใดเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้วท่านหญิงน้อยของจวนปิดประตูจวนเพื่อฝึกฝนตนเอง
ข่าวลือของท่านหญิงน้อยจวนฉีหวางนั้นไปไกลกว่าความเป็จริงมาก ชาวบ้านร้านตลาดต่างลือกันว่าท่านหญิงน้อยเสียใจจากการจากไปของบิดามารดาจนสติเลอะเลือนกลายเป็วิปลาสไป บ้างก็บอกว่าท่านหญิงตรอมใจจนล้มป่วยเป็โรคประหลาดทำให้หน้าตาผิดแปลกไปกลายเป็อัปลักษณ์ ยิ่ง่นี้ในจวนฉีหวางมีการปลดบ่าวไพร่ออกยิ่งเสริมให้คนเชื่อข่าวลือยิ่งขึ้น บรรยากาศภายนอกจวนคล้ายกับจวนร้างอย่างไงอย่างงั้น
แต่ผู้เป็เ้าของข่าวลือหาได้สนใจไม่ วันๆ ท่านหญิงน้อยของจวนก็คร่ำเคร่งอยู่กับการฝึกวรยุทธและดูแลกิจการร้านเฟิงหวงที่มีลู่กงกงคอยช่วยอีกแรง แม้จะต้องฝึกยุทธหนักแค่ไหนแต่ร่างเล็กก็ไม่ทิ้งการศึกษาต่างๆ นางเพิ่งรู้ว่าอี้เหวินหน้ามนคนหล่อเป็บัณทิตที่เก่งกาจผู้หนึ่ง แถมยังเป็กุนซือของหน่วยองครักษ์เงาด้วย นางจึงยกตำแหน่งอาจารย์สอนตำราต่างๆ ให้อี้เหวินไปครอง
ส่วนอี้หลินผู้มีหน้าหวานสวยที่ดูเ้าชู้กรุ้มกริ่มนั้น นางก็ให้ไปช่วยลู่กงกงดูแลร้านเฟิงหวง นางให้อี้หลินปลอมตัวไปเป็ผู้ช่วยของลู่กงกงยามไปตรวจดูร้านเฟิงหวง และให้อี้หลินคอยสืบข่าวจากบรรดาขุนนางที่ไปเที่ยวหอนางโลม งานนี้นับว่าเหมาะกับรูปลักษณ์บุรุษเ้าสำราญของอี้หลินยิ่งนัก
สำหรับอี้เฟิงผู้งดงามเกินบุรุษแต่ว่ามิแยแสใครผู้นั้น นางให้อี้เฟิงไปหาคนมาฝึกเป็องครักษ์เพิ่ม นาง้าสายลับที่มีฝีมือ ด้วยวิชาตัวเบาที่ร้ายกาจของอี้เฟิงที่ไปมาราวภูติผี ฝีมือดาบที่ไม่เป็รองใคร จึงเหมาะที่จะเป็ผู้ฝึกสอนสายลับให้นาง
การต้องหาคนเพิ่มและหากนาง้าข่าวสารที่กว้างขวางขึ้นคงต้องขยายการค้าไปต่างแดน เพื่อที่จะไม่เป็การสงสัยในการสืบข่าว แต่นางต้องมีคนที่ไว้ใจและจะไม่ทรยศนางเสียก่อน การหาพวกคนเร่รอน ขอทานหรือเด็กกำพร้าเป็ตัวเลือกหนึ่งที่นางคิด ท่านอาก็บอกว่าคนพวกนี้หากเราให้ความเมตตาก็จะทำงานถวายหัวให้เลยทีเดียว แต่ใช่ว่าทุกคนจะเป็คนซื่อสัตย์เสมอไป เื่การดูคนนางยังอ่อนหัดยิ่งนักเื่นี้นางต้องรบกวนท่านอาควนกับอี้เหวินให้คอยคัดเลือกคนให้
ตอนนี้เหล่าองครักษ์เงาทั้งสี่ของอาเตี่ยก็มีอาชีพอื่นนอกจากเป็องครักษ์อย่างเดียวแล้ว นางช่างใช้คนได้คุ้มค่าจริงๆ นางคงต้องเพิ่มเบี้ยหวัดให้พวกเขาเสียแล้ว
ใน่นี้หลินเยว่ชิงจะไม่ก้าวเท้าออกจากจวนไปไหน นาง้าเวลาสำหรับการฝึกฝนตนเองก่อนที่จะออกไปฝึกฝนต่อที่ภายนอก นางมิได้คิดจะเรียนแค่วรยุทธอย่างเดียวหรอกน่ะ นางยัง้าจะศึกษาเื่พิษอีกด้วย นางต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนจะออกเดินทาง
เื่ที่หลินเยว่ชิง้าจะศึกษาพิษ นางยังมิได้บอกใครแต่แค่รอให้วรยุทธของนางดีขึ้นพอจะปกป้องตัวเองได้ นางจึงจะบอกเื่นี้แก่ทุกคน ข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับตัวนางนับว่ามีประโยชน์ยิ่งนัก เช่นนี้จะได้ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจนางมากนัก การที่เป็คนวิปลาสหรืออัปลักษณ์จะเป็ที่รังเกียจของผู้คนจึงทำให้ไม่มีใครมาวุ่นวายกับนาง
แต่เพราะข่าวลือนี้ท่านพี่ทั้งสองของนางบุกมาที่จวนทันทีที่ได้ยินข่าวกว่าจะคุยกันเข้าใจเล่นเอานางแทบหมดแรง อีกผู้หนึ่งที่รีบมาหาทันทีที่มีข่าวก็คือท่านตาของนาง ราชครูเหอไฉ่ซ่ง เมื่อท่านตาเห็นนางก็เข้ามากอดพร้อมร่ำไห้ออกมา นางปลอบท่านตาอยู่นาน พยายามพูดให้เข้าใจว่านางอยู่ที่นี้ได้ไม่ต้องเป็ห่วง
หากเสด็จลุง ท่านพี่ทั้งสองของนางและท่านตารู้ว่านางกำลังคิดทำสิ่งใดอยู่คงห้ามปรามเป็แน่ แล้วอย่างนี้นางจะบอกให้ทุกคนรู้ได้อย่างไร แค่ให้ทุกคนรู้ว่านางยังสบายดีและยังไม่อยากพบเจอผู้ใดก็พอแล้ว
วันนี้ก็เป็อีกวันหลังจากที่หลินเยว่ชิงฝึกวรยุทธกับอี้เหิงเสร็จ นางก็ต้องมาเรียนตำราต่างๆ กับอี้เหวินต่อ
“เหวินเหวิน..วันนี้ท่านจะสอนเื่ใดข้ารึ?” หลินเยว่ชิงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ทุกวันอี้เหวินจะมีเื่มาสอนนางไม่ซ้ำกัน เขาบอกว่ากันนางเบื่อหน่าย
“วันนี้เรามาลองเดินหมากกันขอรับท่านหญิง” อี้เหวินกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล พร้อมกับยิ้มกว้างให้นาง
ร่างเล็กนั่งมองรอยยิ้มนั้นอย่างโง่งม อี้เหวินเวลายิ้มแล้วเปร่งประกายดวงหน้าที่หล่อเหลาคมคายอยู่แล้วยิ่งรูปงามเข้าไปใหญ่ นางคิดไม่ออกเลยว่าสีหน้าตอนเขาสังหารคนจะเป็เช่นไร
“ท่านหญิงเดินหมากเป็รึไม่ขอรับ”
หลินเยว่ชิงหลุดจากภวังค์ของตนเองก่อนจะเอ่ยตอบออกไป “เป็..อาเหนียงเคยสอนข้า แต่ว่าไม่ชำนาญเท่าใดนัก”
“เช่นนั้นเรามาลองเล่นกันซักกระดานเถอะขอรับ” อี้เหวินยิ้มพร้อมกับผลักกระดานหมากไปตรงหน้าร่างเล็ก เขาให้ท่านหญิงเป็ผู้เลือกวางหมากก่อน
หลินเยว่ชิงถือหมากดำไว้ในมือ นางหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะวางหมากลงไป ผ่านไปราวหนึ่งเค่อหมากดำของนางก็ถูกหมากขาวของอี้เหวินล้อมไว้จนหมดไม่มีทางเดินต่อ
“ท่านหญิง..การเดินหมากก็เหมือนการอ่านใจคู่ต่อสู้..ท่านต้องคิดก้าวนำศัตรูของท่านก่อนสองก้าวเสมอ..หากท่านคิดไม่ทันอีกฝ่ายสิ่งที่รออยู่มีแต่ความพ่ายแพ้…บางทีสิ่งที่ท่านคิดศัตรูของท่านก็คิดได้เช่นกัน ฉะนั้นบางครั้งเราไม่จำเป็ต้องใช้วิธีที่เถรตรงเสมอไป จะมีเล่ห์กลบ้างเล็กน้อยก็มิเป็ไร” อี้เหวินกล่าวจบพร้อมวางหมากขาวตัวสุดท้ายเพื่อปิดเกมกระดานนี้
“อืม…เข้าใจแล้ว” ร่างเล็กพยักหน้ารับ นางยังอ่อนหัดจริงๆ ในเื่ของเล่ห์กลนางยังอ่อนด้อยยิ่งนัก หมากกระดานนี้ของอี้เหวินหลอกล่อให้นางเดินไปติดกับ ที่แรกเหมือนว่านางจะเป็ฝ่ายเอาชนะเขาได้ ที่แท้เป็เขาหลอกให้นางตายใจ เห็นทีนางคงต้องเรียนรู้เื่นี้จากอี้เหวินซะแล้ว
หลินเยว่ชิงเงยหน้ามองอี้เหวินที่กำลังเก็บเม็ดหมากใส่กล่องไว้ “เหวินเหวิน..ท่านเขียนภาพเหมือนได้รึไม่?”
“ได้ขอรับ..ข้ารับหน้าที่เขียนแผนที่ต่างๆ ในหน่วยองครักษ์ของหวางเย่”
“เช่นนั้น…ท่านช่วยวาดภาพเหมือนของอาเตี่ยอาเหนียงให้ข้าได้รึไม? ..ข้ากลัวว่าหากวันเวลาผ่านไปข้าจะลืมหน้าพวกเขา” หลินเยว่ชิงกัมหน้าเอ่ยขอร้องอี้เหวิน ดวงตาของนางแดงเล็กน้อย
อี้เหวินถึงกับชะงักมือที่กำลังเอื้อมไปเก็บหมากเมื่อได้ยินคำพูดนั้นของท่านหญิงน้อย เขามองร่างเล็กเบื้องหน้าตนอย่างนิ่งงัน อย่างไรเสียนางก็เป็แค่เด็กน้อยถึงจะพยายามทำตัวให้เข้มแข็งเพียงใด แต่เด็กก็ยังคงเป็เด็กสิน่ะ “ขอรับ..ข้าน้อยจะวาดให้”
“ขอบคุณท่านมาก” หลินเยว่ชิงกล่าวขอบคุณอี้เหวินพร้อมกับส่งยิ้มกว้างไปให้เขา
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากหน้าเรือนเหิงเยว่ ทำให้หลินเยว่ชิงและอี้เหวินหันไปมองพร้อมกัน เห็นร่างเล็กของขันทีน้อยผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาหาลู่กงกง พร้อมกระชิบบางอย่างก่อนจะจากไป ลู่กงกงรีบเข้ามารายงานนายเหนือหัวของตนทันที
“ท่านหญิงขอรับ..อู่หวางเย่เสด็จมาขอรับ”
“เสด็จอาห้าน่ะรึ? ..มาทำไมกัน?” หลินเยว่ชิงหันไปขอความเห็นจากอี้เหวิน ผู้ใดก็รู้ว่าเสด็จอาผู้นี้ไม่ค่อยชอบใจอาเตี่ยของนางซักเท่าไหร่ หลินเกาจง ผู้นี้เป็โอรสที่เกิดจากสนมขั้นผิน มียศต่ำสุดในบรรดาโอรสทั้งหมดของหลินเฟยหลงฮ่องเต้ ที่ปีนี้อายุ 23 หนาวแล้ว แต่วันๆ มิสนใจกิจการงานราชสำนักเลย ทำตัวเป็องค์ชายเ้าสำราญไปวันๆ เข้าออกหอนางโลมเป็ว่าเล่น เหตุใดวันนี้คนผู้นี้ถึงมาที่จวนของนางกัน?
“เชิญเสด็จอาไปที่โถงรับรองตำหนักเยว่สือ (ก้อนหินจากดวงจันทร์) ...แล้วข้าจะตามไป” หลินเยว่ชิงหันไปสั่งความกับลู่กงกง ตำหนักเยว่สือเป็ตำหนักกลางของจวนฉีหวางที่ใช้ในการรับรองแขกที่มาเยื่อน หลินเยว่ชิงใช้เวลาราวครึ่งก้านธูปเพื่อเดินทางจากเรือนเหิงเยว่ไปตำหนักเยว่สือ
“ตอนนี้ข้าดูเหมือนคนป่วยรึไม่?” นางหันไปถามอี้เหวินที่เดินตามมาข้างๆ โดยที่เขาเองก็ไม่ลืมที่จะหยิบหน้ากากมาใส่ปิดบังใบหน้าหล่อเหลานั้นไว้
“ท่านหญิงต้องทำท่าทางอ่อนแรงกว่านี้ขอรับ..ขออภัยน่ะขอรับ” สิ้นคำกล่าวอี้เหวินก็หยิบแป้งมาจากไหนไม่รู้มาผัดหน้าให้นางดูซีดเซียวราวกับคนป่วยจริงๆ
“แบบนี้ได้รึไม่?” หลินเยว่ชิงทำท่าจะล้มแหล่มิล้มแหล่ใส่เสี่ยวอวี้ให้ช่วยประคอง ทำทีเหมือนจะเป็ลมเสียให้ได้
เสี่ยวอวี้ถึงกับอ้าปากค้างเมื่อเห็นสิ่งที่ท่านหญิงน้อยที่เคยไร้เดียงสาของนางแสดงออกมา นี้ท่านอี้เหวินสอนสิ่งใดท่านหญิงของนางมาบ้างนี้? เหตุใดท่านหญิงของนางถึงแสดงเก่งเยี่ยงนี้
หลินเยว่ชิงเดินเข้าไปในโถงด้วยการจับประคองของเสี่ยวอวี้ โดยมีลู่กงกงและอี้เหวินเดินตามมาติดๆ
“ถวายพระพรเสด็จอาห้าเพคะ..แค่กๆ” หลินเยว่ชิงทำความเคารพหลินเกาจงตามธรรมเนียมพร้อมกับแสร้งไอออกมา
“ตามสบายเถอะหลานรัก”
หลินเยว่ชิงถึงกับคิ้วกระตุกกับคำว่า ‘หลานรัก’ ของหลินเกาจง อันใดคือหลานรักเท่าที่นางจำได้คนผู้นี้ไม่เคยคิดจะมองนางด้วยซ้ำ “เสด็จอามาวันนี้มีสิ่งใดให้ชิงเอ๋อร์รับใช้รึเพคะ”
“ชิงเอ๋อร์หลานรัก อาผู้นี้ของเข้าจะมีสิ่งใดมารบกวนเ้ากัน..อาแค่เป็ห่วงหลานสาวที่แสนอาภัพของอาเท่านั้น” หลินเกาจงพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงเห็นใจสงสารเด็กน้อยตรงหน้า เื่เสแสร้งแกล้งทำเขาถนัดยิ่งนัก เขาต้องสวมหน้ากากของท่านอาผู้ใจดี
“อาได้ยินมาว่าเ้าล้มป่วยจึงอยากมาเยี่ยม”
“ทำให้เสด็จอาต้องลำบากมาถึงจวนที่เงียบเหงาแห่งนี้..ชิงเอ๋อร์ละอายใจยิ่งนัก..แค่กๆ”
“มิได้ลำบากอันใด..อาเป็ห่วงจริงๆ จวนใหญ่โตเช่นนี้มีเด็กน้อยอยู่เพียงลำพัง ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยอากลัวว่าหลานจะจัดการไม่ได้..หากหลานยังไม่มีใครไว้ใจให้ดูแลจวน อาก็ยินดีดูแลให้หลานเป็อย่างดี”
หลินเยว่ชิงร้อง ‘อ๋อ..งั้นรึ’ ในใจ ที่แท้ที่มาวันนี้เพื่อทรัพย์สมบัติของจวนนางสิน่ะ “ขอบพระทัยเสด็จอาที่เป็ห่วงเพคะ..แต่เสด็จลุงไท่จื่อส่งคนมาดูแลความเรียบร้อยที่จวนของหลานอยู่เสมอๆ เพคะ..แค่กๆ”
หลินเกาจงไม่พอใจเด็กน้อยตรงหน้านี้ ดูเอาเถิดตัวแค่นี้แต่ท่าทางที่แสดงออกมาเหมือนบิดาของมันไม่มีผิด เห็นแล้วให้ขวางหูขวางตายิ่งนัก
แค่ก แค่ก
หลินเยว่ชิงยังคงแสร้งไอต่อไปพร้อมทำท่าเหมือนจะเป็ลมเสียให้ได้ “เสด็จอาเพคะ..ท่านหมอบอกว่าชิงเอ๋อร์ต้องพักผ่อนมากๆ ..แค่กๆ ..หากไม่ว่าอะไรชิงเอ๋อร์ขอพักผ่อนก่อนได้รึไม่เพคะ”
หลินเกาจงได้ยินเช่นนี้ก็คิ้วกระตุกอย่างไม่ชอบใจ นี่นางเด็กนี้กล้าไล่เขาผู้เป็องค์ชายอย่างนั้นรึ?
“ถ้าเช่นนั้นเ้าก็พักผ่อนเถอะ.. ไม่ต้องส่ง” หลินเกาจงสบัดชายแขนเสื้ออย่างแรงเพื่อระบายโทสะก่อนจะเดินปั้นปึ่งออกไป
คล้อยหลังหลินเกาจงจากไป ร่างเล็กที่จวนเจียนจะล้มก็ยืดตัวขึ้นเต็มความสูงพร้อมหรี่ตามองตามหลังผู้ที่เพิ่งเดินจากไปจนลับตา “หึ!” ร่างเล็กเค้นเสียงอย่างดูแคลนออกมา “คิดจะมาฮุบสมบัติของอาเตี่ยสิน่ะ…เหวินเหวิน ให้หลินหลินไปตามสืบเื่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเสด็จอาห้ามาด้วย..ย้ำว่าทุกเื่”
สั่งความคนเสร็จหลินเยว่ชิงก็เดินกลับเรือนเหิงเยว่อย่างรวดเร็วไม่หลงเหลืออาการของคนที่จะเป็ลมเมื่อครู่เหลืออยู่เลย ร่างเล็กเดินเข้าไปในห้องชั้นในของเรือนเหิงเยว่พร้อมเสี่ยวอวี้ ก่อนจะให้นางกำนัลคนสนิทปิดประตูให้มิดชิด “พี่เสี่ยวอวี้..ข้าจะฝึกรวบรวมลมปราณอย่าให้ใครเข้ามารบกวนเด็ดขาด”
“เพคะ”
หลินเยว่ชิงหลับตาลงกำหนดลมหายใจตามที่อี้เหิงสอน นางรู้นางเข้าใจสิ่งที่อี้เหิงสอนทุกอย่างแต่เป็ใจของนางเองที่ไม่สงบ อี้เหิงบอกให้คิดถึงเื่ที่มีความสุขสิน่ะ เื่ที่ทำให้นางมีความสุขได้ก็มีเพียงเื่ของอาเตี่ยอาเหนียง
หลินเยว่ชิงพยายามคิดถึงความสุขเวลานางได้ยอกล้อกับอาเตี่ย ยามที่อาเตี่ยโอบอุ้มนางไว้ ในยามที่อาเหนียงสอนนางอ่านเขียน จิตใจที่เคยวอกแวกของเด็กน้อยก็กลับมาสงบ นางยังคงนั่งหลับตาอยู่อย่างนั้นโดยมิรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใดแล้ว นางรู้สึกมีลมร้อนๆ สายหนึ่งอุ่นวาบขึ้นมาตรงท้องน้อย ร่างกายรู้สึกเบาสบายแต่เป็แค่ครู่เดียวก่อนจะหายไป ร่างเล็กลืมตาขึ้นมาทันที
“เหิงเหิง..ออกมาให้ข้า” หลินเยว่ชิงเอ่ยเรียกอี้เหิง นางอยากถามเขาในสิ่งที่นางเพิ่งััได้เมื่อครู่
พรึบ!
ร่างสูงใหญ่ในชุดดำที่ปกปิดไว้ทุกส่วนยกเว้นดวงตาพริ้วตัวลงมาจากขื่อแล้วมายืนอยู่เบื้องหน้าท่านหญิงน้อย
“เหิงเหิง..เมื่อครู่ข้ารู้สึกอุ่นร้อนวาบขึ้นที่ตรงท้องน้อยแถมยังรู้สึกว่าร่างกายเบาๆ มันคืออะไรรึ?”
อี้เหิงได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้มพอใจใต้ผ้าคลุมหน้านั้น “ท่านหญิงเริ่มรวบรวมลมปราณได้แล้วขอรับ..ท่านมาถูกทางแล้ว หากฝึกบ่อยๆ ลมปราณที่รวบรวมได้ก็จะไม่หายไปขอรับ”
หลินเยว่ชิงเมื่อได้ฟังคำตอบแล้ว นางก็โบกมือให้อี้เหิงกลับไปประจำที่เดิม อ๊า! นี้นางทำได้แล้วรึ ดี! ดียิ่งนัก! ร่างเล็กหลับตาลงอีกครั้งก่อนจะทำสมาธิเพื่อรวบรวมลมปราณ
******