ศาสตร์จักรพรรดิมังกรครองพิภพ (จบ)

    ตอนที่ 96 สัตว์อสูรที่พูดได้้

            หลินตงที่มองจากที่ไกลๆก็แสยะยิ้มออกมา ดูเหมือนว่าตระกูลจินที่ขี่ราชันย์ราชสีห์อัสนีมาจะเป็นพวกที่หยิ่งยะโส ส่วนสามตระกูลที่เหลือพวกเขาก็ทำตัวดี พวกเขาถึงจะเป็นระดับสูงแต่ทว่าก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นๆ จะมีก็เพียงแค่ชายชราตระกูลจินที่ด่าออกมาแบบไม่ไว้หน้า


            "โอ้ พวกเขาลงมือกันแล้ว..!!"


            ชายหนุ่มเริ่มเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ชายชราตระกูลจินตะโกนสั่งให้เหยียนลี่คนนั่นนำพาผู้เชื่อมต่อห้วงวิญญาณของพวกตนออกไปซึ่งเขาก็ยอมแต่โดยดี ต้องบอกเลยว่าท่าทางของสมาคมมังกรดำตอนนี้สั่นกลัวอย่างถึงที่สุด ต่อให้พวกเขาจะมีอิทธิพลที่มากมายอยู่ภายในสุสานทะเลทรายแห่งนี้แต่ทว่าพวกเขาไม่สามารถต่อกรกับตระกูลใหญ่ทั้งสี่ของทวีปชิงหลงได้อย่างแน่นอน


            "หืม ผู้อาวุโสทั้งสี่ของตระกูลมีพลังถึงจิตยุทธแห่งดาราขั้นสิบเลยยังงั้นเรอะเนี่ย แข็งแกร่งกว่าตาแก่โหวฉางคงที่เป็นเจ้าสำนักจิตวิญญาณซะอีก ดูจากทรงแล้วประตูผนึกเช่นนั่นคงจะกันเอาไว้ไม่ได้แล้วละ"


            หลินตงบ่นพึมพำออกมาอย่างสนใจ ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปแล้วแฮะ


            ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรก็เกิดวังวนพลังปะทุขึ้น คลื่นพลังยุทธมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรุนแรง การลงมือของจิตยุทธแห่งดาราทั้งสิบทำให้ประตูขนาดกว่ายี่สิบเมตรต้องพังทลายลง คลื่นพลังวิญญาณสีแดงชาดเริ่มจางหายไปอย่างช้าๆจนทำให้ปรากฏถึงเส้นทางที่มืดมิด


            คนอื่นๆเมื่อเห็นมันก็ส่งเสียงเฮออกมา พวกเขามองไปยังทั้งสี่คนอย่างเคราพ ส่วนภายในใจของพวกเขาตอนนี้ทำเพียงหวาดสะพรึงเท่านั้น แค่การลงมือครั้งเดียวของผู้อาวุโสทั้งสี่ก็ทำให้ประตูผนึกที่แข็งแกร่งแบบนั่นต้องพังทลายลงอย่างง่ายดาย นี้นะหรอคนของตระกูลในตำนาน จะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว


            "เรียบร้อยแล้ว ไปกันเถอะ จินฮุ่ยไท่ จินเปาชุน"


            ชายชราตระกูลจินสั่งให้รุ่นเยาว์ทั้งสองตามพวกเขาไป


            "เข้าใจแล้วท่านผู้อาวุโส!!"


            ซึ่งทั้งสองคนก็ไม่ปฏิเสธมัน พวกเขาทั้งสามเป็นกลุ่มแรกที่เดินหายเข้าไปยังประตูโบราณนั่น ส่วนอีกสามตระกูลก็ตามไปติดๆเช่นเดียวกัน ต้องบอกก่อนว่าภายใต้สุสานของจักรพรรดิฟ้าแห่งนี้การจะส่งเพียงแค่รุ่นเยาว์เข้าไปมันจะไม่เป็นการดี ภายในสุสานมีกับดักที่ทรงพลังมากมายซะจนนับไม่ถ้วน


            "หะ.หะ.เห้ย ดูนั่น พวกเขาเข้าไปกันแล้ว พวกเราจะเอายังไงกันละ"


            ผู้ฝึกยุทธคนนึงพูดขึ้้นอย่างทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าของเขาดูตื่นตระหนักเป็นอย่างมากสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนกับที่พวกเขาคิดเอาไว้เลย ในเมื่อมีตระกูลใหญ่ทั้งสี่เข้ามาแทรกแซง เผลอๆถ้าพวกเขาเกิดตามหลังไปก็อาจจะถูกฆ่าตายด้วยผู้อาวุโสระดับสูงก็เป็นได้้


            ขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่ยังไม่ยินยอม เขาถึงกับตะโกนเพื่อปลุกใจชาวเมืองรกร้าง


            "ไอ้พวกโง่!! แน่นอนว่าก็ต้องตามพวกเขาเข้าไปสิวะ ในเมื่อสุสานแห่งจักรพรรดิฟ้าได้เปิดขึ้นมาแล้ว พวกเราจะต้องไม่พลาดโอกาสแบบนี้ อย่าให้ตระกูลใหญ่ทั้งสี่เดินนำพวกเราไปเช่นนี้ ไม่แน่ว่าของล้ำค่าต่างๆพวกเขาอาจจะเอาไปหมดแล้วก็เป็นได้"


            เป็นเหยียนลี่นั่นเอง เขาตอนนี้สั่งให้ผู้ฝึกยุทธทั้งหมดรีบตามเข้าไปโดยเร็ว ส่วนเขาจะเป็นผู้นำทัพเอง คนอื่นๆเมื่อเห็นว่าสมาคมมังกรดำที่เป็นขุมพลังของเมืองรกร้างยังไม่ตัดใจก็พยักหน้ารับกันอย่างเห็นด้วย


            เพียงชั่วครู่เดียวผู้ฝึกยุทธนับพันคนที่ยืนกันอย่างแออัดตรงบริเวณเทวสถานโบราณก็หายวับเข้าไปยังสุสานแห่งนั่น พวกเขาแต่ละคนคิดเพียงว่านี้คือโอกาสเดียวเท่านั้นในการที่จะพัฒนาพลังได้อย่างไร้ขีดจำกัด ถ้าพวกเขาบังเอิญไปพบเจอของล้ำค่าเข้าละก็ชีวิตของพวกเขาอาจะแปรเปลี่ยนไปเลยก็เป็นได้้


            อีกฟากนึงหลินตงเมื่อเห็นกลุ่มคนเข้าไปก็แสยะยิ้มออกมาอยู่หน่อยๆ ดูเหมือนว่าจะไปกันหมดแล้วสินะ งั้นก็ได้เวลาที่จะเริ่มแผนการณ์ของตนเองแล้ว


            ชายหนุ่มคิดจบก็กระโดดลงไปยังด้านล่างของหลุมลึก นัยน์ตาจ้องมองไปยังราชันย์ราชสีห์อัสนีของตระกูลจินกับพญาอินทรีปีกทองของตระกูลหนานอย่างไม่วางตา สำหรับเขาแล้วนี่คือของขวัญที่ฟ้าประทานมาให้ ในเมื่อสัตว์อสูรระดับสูงมาอยู่ตรงหน้าเช่นนี้แล้วเขาจะไม่ปล่อยมันไปไหน เพราะถึงยังไงนี่ก็คือโอกาสเดียวของเขา


            ที่ใจกลางตรงบริเวณผืนดินของเทวสถานโบราณ ราชันย์ราชสีห์อัสนีกับพญาอินทรีปีกทองคำตอนนี้กำลังจ้องเขม่นกันอย่างไม่วางตา พวกมันทั้งสองเรียกได้ว่ามีขนาดตัวที่ไม่แตกต่างกันเลยก็ว่าได้


            ยิ่งพวกมันทั้งสองเป็นสัตว์อสูรจึงทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น


            "มองอะไรไอ้นกสีทอง เดียวข้าก็จัดการเจ้าซะหรอก..!!"


            ราชสีห์อัสนีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน ท่าทางของมันตอนนี้บอกได้เลยว่าพร้อมที่จะเปิดศึกกับนกอินทรีสีทองที่อยู่ไม่ไกล


            พญาอินทรีปีกทองคำเมื่อเห็นว่ามันกำลังถูกหาเรื่องก็ถึงกับไม่สบอารมณ์


            "เห่าอะไรอยู่ได้ไอ้หมาบ้า ตระกูลจินของพวกเจ้าไม่ได้สั่งสอนสัตว์อสูรโง่ๆเช่นเจ้าเลยหรอว่าจะต้องมีมารยาทในการพูดคุย..!!"


            น้ำเสียงที่ยียวนเหมือนกับผู้หญิงของพญาอินทรีปีกทองทำให้อารมณ์ของราชันย์ราชสีห์เริ่มแปรเปลี่ยน มันตอนนี้โกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุดเมื่อถูกด่าเช่นนี้ มันตนนี้คือใคร มันคือราชันย์ราชสีห์ของตระกูลจิน ผู้เป็นถึงสัตว์อสูรระดับหกที่ทรงพลัง ส่วนไอ้เจ้านกบ้านี้ต่อให้จะมีพลังระดับเท่ากันแต่ทว่าก็ไม่ใช่คู่มือของมันหรอก


            "โฮกกกกกกกกก"


            ชั่วครู่เดียวเสียงคำรามของราชสีห์ร่างใหญ่สีดำก็ดังกึกก้องไปทั่ว มันตอนนี้คำรามออกมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังที่เหนือชั้นมากยิ่งกว่า พลังธาตุที่แข็งแกร่งของราชันย์เริ่มแผ่พุ่งออกมาทั่วทั้งร่างจนทำให้มันตอนนี้เป็นเหมือนกับกลุ่มก้อนของสายฟ้า


            "ก็มาสิ คิดว่าข้าจะกลัวไอ้หมาโง่เช่นเจ้าหรอ ตระกูลจินครานี้คงจะได้เสียพาหนะขยะแล้วละมั้ง"


            พญาอินทรีปีกทองหรี่ตาที่เรียวยาวของมันพร้อมกับพูดขึ้นอย่างอหังการ


            ขณะนั่นปีกทั้งสองก็เริ่มกางออกมาอย่างช้าๆราวกับว่าเป็นราชันย์แห่งนภา คลื่นสัตว์อสูรสีทองเริ่มส่องสว่างขึ้นอย่างช้าๆเพื่อเตรียมตัวที่จะลงมือ ต้องบอกก่อนว่าสัตว์อสูรทั้งสองตนของแต่ละตระกูลใหญ่นั่นไม่ถูกกัดอยู่แล้ว ยิ่งตระกูลจินยิ่งแล้วใหญ่ ราชสีห์อัสนีตนนี้ถึงจะถูกฝึกฝนมาให้เชื่องแล้วแต่ทว่ามันก็มีความก้าวร้าวอยู่ไม่น้อย


            ระหว่างที่ทั้งสองกำลังจะเปิดศึกกันอยู่นั่นก็มีเสียงของชายหนุ่มคนนึงดังแทรกเข้ามา


            "ใจเย็นๆนะพวกท่านทั้งสอง เรามาเปิดอกคุยกันดีกว่า ข้ารู้ว่าพวกท่านมีปัญหามากมายจนทำให้พวกท่านต้องมามีสภาพเช่นวันนี้..!!"


            ร่างเงาชุดคลุมสีดำปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาตอนนี้มายืนขั้นกลางระหว่างทั้งสองตนอย่างไม่เกรงกลัว


            ทั้งสองเมื่อเห็นว่ามีผู้ฝึกยุทธมาก็ถึงกับก้มลงไปมองแต่ทว่าเมื่อพวกเขาสัมผัสได้ถึงขั้นพลังที่มีเพียงแค่จิตยุทธรวมเป็นหนึ่งก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก มันอะไรกันเจ้ามนุษย์ตัวเล็กนี่


            ระหว่างนั่นชายหนุ่มก็ค่อยๆเปิดเผยชุดคลุมของตนออกจนทำให้เห็นถึงเส้นผมสีเงินที่เป็นประกาย นัยน์ตาสีแดงเพลิงที่ราวกับมังกรโบราณสะท้อนเข้ากับแสงแดดที่ร้อนระอุจนสว่างเจิดจร้า


            สัตว์อสูรทั้งสองเมื่อเห็นถึงนัยน์ตาสีแดงเพลิงนั่นก็ตกใจอยู่นิดๆ มันอะไรกันความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกับว่าถูกสัตว์อสูรเทพเจ้ากำลังจ้องมองมายังไงยังงั้น ชายหนุ่มคนนี้เป็นใครกัน


            หลินตงชำเลืองมองไปยังสัตว์อสูรทั้งสองตนอย่างไม่วางตา ไม่ผิดจริงๆ สัตว์อสูรระดับหกถึงสองตนแถมพวกเขายังใกล้จะเป็นระดับเจ็ดอีกแล้วด้วย นี่แหละคือกำลังรบระดับสุดยอดของทวีป ต้องบอกก่อนว่าเมื่อสัตว์อสูรมาถึงระดับห้าแล้วนั่นพวกเขาจะสามารถพูดคุยสื่อสารกันเป็นภาษาของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ ไม่รู้ว่ามันคือสถานการณ์อะไรที่พวกสัตว์อสูรสามารถพูดได้แต่ดูเหมือนว่าจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งคงจะมีเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นพื้นฐานละมั้ง


            .....


            เห้ยๆ ที่หลินจะทำอะไร สัตว์อสูรระดับหกเลยน้า


    คล้ายกับเรื่องศาสตร์จักรพรรดิมังกรครองพิภพ (จบ) ที่คุณอ่าน