มู่เฉินเดินนานเกือบนับปี สุดท้ายเขาก็มาเทียบท่าแผ่นดินเกิด เสียงผู้คนและสำเนียงคุ้นหูเริ่มชัดเจนชวนให้รู้สึกอบอุ่นและสบายใจ
มู่เฉินจึงออกเดินทางเข้าสู่ป่าลึก มุ่งหน้าขึ้นไปทางเหนือ การเดินทางเต็มไปด้วยไม่ความเร่งรีบแต่ละก้าวเต็มไปด้วยความตั้งใจ เขาชื่นชมทุกสิ่งรอบตัว หมู่บ้านที่เรียงรายตามแนวแม่น้ำ สะพานไม้โค้งงดงาม ต้นไม้ใหญ่เรียงรายตามทาง และทุ่งดอกไม้ที่เบ่งบานตามฤดูกาล
สองปีผ่านไป มู่เฉินได้เดินทางมาถึงแดนเหนือที่สุดดินแดนกันดารที่หิมะปกคลุมขาวโผนไร้ที่สิ้นสุด แม้ลมหนาวจะกัดผิวจนแดงก่ำ แต่กลับให้ความสงบและร่มเย็นแก่จิตใจ เสียงลมพัดผ่านยอดไม้สน และผืนน้ำแข็งแผ่เงาสะท้อนแสงอาทิตย์ทำให้บรรยากาศทั้งบริสุทธิ์และกว้างใหญ่เกินคำบรรยาย
ในยามเช้า มู่เฉินยืนอยู่บนเนินเขา มองผืนน้ำแข็งไหลลงหุบเหวด้านล่าง มีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ไกล ๆ ควันจากปล่องไฟลอยขึ้นเป็ริ้วราวกับสัญญาณของชีวิต ด้านเหนือสุดยอดเขา ท้องฟ้าเป็สีครามเข้มแต้มด้วยแสงทองอ่อน ๆ ของดวงอาทิตย์ที่ส่องผ่านกลุ่มเมฆขาวระยิบระยับ
ก้อนหินใหญ่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง แสงสะท้อนจากยอดเขา ผืนน้ำแข็งเงางามราวกระจก ต้นสนสูงสง่าล้วนสื่อสารถึงความงดงามสง่างามของธรรมชาติและความยิ่งใหญ่ของโลก มู่เฉินยกถ้วยสุราสลักที่เขาพกติดตัวขึ้นจิบช้า ๆ ลิ้มรสชาติของสุราอุ่น ผสมผสานกับความสงบของสถานที่ ทั้งหมดทำให้หัวใจเขารู้สึกผ่อนคลายและเชื่อมโยงกับโลกใบกว้างนี้
แม้ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางหลายปีจะยังคงอยู่ แต่ท่ามกลางหิมะและธรรมชาติอันบริสุทธิ์ มู่เฉินรู้สึกได้ว่าการเดินทางของเขาเพิ่งเริ่มต้นจริง ๆ และเส้นทางที่แท้จริงเต็มไปด้วยความท้าทาย ความรู้ และเื่ราวใหม่ ๆกำลังรอเขาอยู่ตรงหน้า
ดินแดนเหนือสุดนี้เงียบสงบ ไม่คึกคักเหมือนเมืองใหญ่หรือหมู่บ้านที่มู่เฉินเคยผ่าน แต่กลับให้ความรู้สึกสงบและเปี่ยมเสน่ห์ในแบบของมันเอง มู่เฉินเดินผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ และสังเกตเห็นฝาแฝดกำพร้าที่เร่ร่อนอยู่ในหมู่บ้าน ทั้งสองแม้จะอายุน้อย แต่ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความอดทน
ชาวบ้านที่พบเจอแบ่งอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ แต่ไม่มีใครรับเด็กทั้งสองเป็บุตรบุญธรรม เพราะชีวิตที่นี่กันดารเกินกว่าจะรับภาระใดเพิ่มได้ มู่เฉินเห็นเช่นนั้นก็เกิดความเมตตาและความผูกพัน จึงตัดสินใจรับทั้งสองไว้เป็ลูกศิษย์ หนึ่งชาย หนึ่งหญิง เขามอบทั้งวิชาการอ่านเขียนและวิชาเพลงหมัดให้พวกเขา เริ่มต้นสอนั้แ่พื้นฐานจนถึงความลึกซึ้งของปรัชญายุทธ
เวลาผ่านไปนานนับสิบปี เด็กทั้งสองเติบใหญ่ขึ้นอย่างมั่นคงและเข้มแข็ง ทั้งคู่ไม่เพียงเป็คนดีและหาญกล้า แต่ยังมีความตั้งใจแน่วแน่และความฉลาดล้ำเหมือนที่มู่เฉินหวังไว้ทุกประการ มู่เฉินภาคภูมิใจในตัวพวกเขาอย่างที่สุด
ใน่หลายปีนี้ มู่เฉินได้เขียน ตำรายุทธ ที่กลั่นมาจากประสบการณ์และการเดินทางของตนอย่างรอบคอบ ใส่ทุกเทคนิคและปรัชญาการใช้ชีวิตเพื่อนำทางศิษย์ทั้งสองให้เป็ผู้รู้จริงในศิลปะยุทธ
จนกระทั่งถึงวันที่เขาต้องกล่าวอำลา มู่เฉินเรียกลูกศิษย์ทั้งสองมารวมกันในบริเวณสนามฝึก บรรยากาศเงียบสงบและเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
"ศิษย์ทั้งสอง เ้าได้เติบโตเป็คนดี มีความสามารถ และพร้อมที่จะก้าวเดินตามทางของตนเองแล้ว" มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่แฝงด้วยความรักและห่วงใย "อาจารย์ผู้นี้อาจจะมิได้กลับมาอีกแล้ว เ้าต้องใช้ชีวิตและวิชาที่เ้าได้เรียนไปอย่างระมัดระวัง และช่วยเหลือผู้คนตามกำลังของเ้า"
เด็กทั้งสองก้มหน้ารับคำ สองตาแดงก่ำด้วยน้ำตา แต่พวกเขาก็พยายามเก็บความเศร้าไว้ในใจ มู่เฉินลูบหัวทั้งสองแล้วยิ้มอย่างอบอุ่น
"จงจำไว้นะ การต่อสู้ที่แท้จริงไม่ใช่เพียงชนะศัตรู หากแต่คือเอาชนะใจตนเองและยืนหยัดในความถูกต้อง"
ทั้งสองโค้งคำนับมู่เฉิน น้ำตาเอ่อออกมาจนล้นแก้ม จากนั้นไม่นานร่างกายมั่งคงของมู่เฉินก็เดินจากไปในหมอกหนาว สายลมเหนือสุดพัดพาความทรงจำของสิบปีที่ผ่านมาให้เลือนลาง แต่ในใจของทั้งสองเด็กศิษย์ ความทรงจำและคำสอนของอาจารย์ยังคงอยู่ชัดเจนและทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา
—--------------------------------------------------------
มู่เฉินตอนนี้เป็ชายฉกรรจ์วัยสี่สิบกลาง ๆ หลังจากใช้ชีวิตผจญภัยและฝึกสอนศิษย์หลายปี ใจของเขาเริ่มปรารถนาออกเดินทางอีกครั้ง ครั้งนี้ตั้งใจเดินทางลงภาคกลาง เพื่อกลับมายังเมืองหลวงของแผ่นดินเกิด
เขาเดินเข้าประตูเมืองหลวงฝั่งทิศเหนือ กำแพงเมืองสูงลิ้วยังคงตระง่าและแข็งแรงเช่นเดิม มู่เฉินสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาและหมวกฟางหนึ่งใบ เพื่อให้เดินท่ามกลางผู้คนโดยไม่เป็ที่สะดุดตา
เขาเดินไปตามตรอกเล็กเรือนรางที่คุ้นเคย แต่หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป
มู่เฉินตามหาเรือนสกูลกู่ แต่กลับพบว่าเ้าของบ้านเดิมย้ายไปหลายสิบปีแล้ว
มู่เฉินแววตาเศร้าหมองเล็กน้อย แต่ในใจกลับแอบยิ้ม “ไม่เจอกันอีกแล้วก็คงดี” เขาพึมพำเบา ๆ
หลังจากนั้น มู่เฉินสวมหมวกฟางและออกประตูเมือง มุ่งหน้าไปยังสุสานนอกเมือง เขาตรงไปยังหลุมศพของเสวี่ยอิง ป้ายหน้าหลุมศพยังคงสะอาดเรียบร้อย ดอกไม้สดวางอยู่ให้เห็นสีสัน แสดงว่ามีคนมาเยี่ยมเยียนก่อนเขา
“ตั้งใจจะมาให้ทันวันครบรอบ แต่ก็สายไปหนึ่งวัน” มู่เฉินกล่าวพลางวางขนมที่เสวี่ยอิงเคยโปรดปราน พร้อมทั้งได้ยินเสียงสุกใสของนางในความทรงจำก้องกังวานชัดเจนเสมอ
เขาเดินทางมาค่อนชีวิต ยามนี้ไม่อยากพูดถึงอนาคต เพียงอยากสนทนาเื่เก่าและระลึกถึงความทรงจำดี ๆ ก่อนจะกล่าวอำลาหลุมศพแล้วเดินทางต่อ
ท้องฟ้าใกล้มืด ยามนี้ทางเข้าสำนักที่เป็ทางเท้าตัดผ่านป่าไผ่ไม่เหมือนเดิม เส้นทางขยับขยายเพียงพอให้รถม้าสัญจร อีกทั้งทางเข้าก็มีป้ายสำนักหอมบุปผาตั้งตระง่าอยู่ มู่เฉินเดินตามถนนทางดิน สองข้างยังเต็มไปด้วยทิวไผ่
เขาไปจนใกล้ถึงทะเลสาบ เสียงพิณกังวานสอดแทรกสายลมมาแต่ไกล ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งฟังชัด มู่เฉินเดินไปถึงเรือทะเลสาป มองออกไปทางศาลากลางน้ำก็พบสตรีชุดขาวอ่อนไหว อายุราวสิบห้ากำลังนั่งดีดพิณอย่างรื่นรม ท่วงทำนองคล้ายศิษย์พี่ซูเยว่ แต่แจ่มชัดไม่เท่า
มู่เฉินนั่งลงบนเก้าอี้ไม้อย่างสบายใจ มองหญิงสาวที่หันหลังดีดพิณอยู่กลางทะเลสาบ ใจเขาอบอุ่นและสงบ ทุกสิ่งรอบตัวดูเหมือนหยุดนิ่งชั่วขณะ ราวกับเวลาหยุดเพื่อให้เขาได้เฝ้ามองเสียงดนตรีและความงดงามตรงหน้า