“เมื่อท่องคาถา คาถากับอาวุธจะสะท้อนกันไปมาจนเกิดเป็นการเชื่อมต่ออันแปลกประหลาดจากนั้นจึงค่อยใช้พลังเวทคอยหล่อเลี้ยงเอาไว้ตลอดเวลา ประมาณสองสามวันให้หลังทั้งสองสิ่งจะสามารถรับส่งกันไปมาได้อย่างอิสระ และผสานเข้ากับอาวุธโดยสมบูรณ์”
คุณชายรูปงามอธิบายพร้อมรอยยิ้ม “แน่นอนว่า ต่อให้สามารถขัดเกลาอาวุธได้สำเร็จแล้วอย่างมากคงแสดงพลังได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเนื่องจากพลังของอาวุธจะแปรผันตามระดับความแข็งแกร่งหากพลังของเจ้ายิ่งแข็งแกร่งมากเท่าใด พลังของอาวุธก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น”
ใบหน้าของคุณชายรูปงามดูระแวดระวังมากขึ้นเล็กน้อย “นอกจากนี้ ตราบใดที่พลังยิ่งแข็งแกร่งสายสัมพันธ์ระหว่างอาวุธกับเจ้าของจะยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นต่อให้มีผู้อื่นมาแย่งชิงไปก็ไม่อาจแย่งชิงไปได้”
“เข้าใจแล้ว...”
เซียวจิ่งหยวนจดจำขึ้นใจ เพราะในเมื่อโลกใบนี้เป็นโลกที่เซียน ปีศาจ และภูตผีต่างๆอยู่ร่วมกัน ดังนั้นจึงยากที่จะหาวิธีมาป้องกันกระบวนท่าการอันแปลกประหลาดทั้งหลายการฆ่าคนเพื่อแย่งสมบัติเองจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
“แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก”
ในขณะเดียวกันนั้นเอง สายตาของคุณชายรูปงามก็สั่นระริกเบาๆพลางพูดอย่างผ่อนคลาย “ห่วงวิหคมังกรชุดนี้เป็นดั่งแม่ลูกกันขอเพียงพวกเราขัดเกลาได้สำเร็จเช่นนั้นก็จะมีการเชื่อมโยงระหว่างกันและกันเกิดขึ้น หากวันใดที่ห่วงวิหคมังกรของเจ้าถูกแย่งชิงไปข้าจะรู้สึกได้อย่างแน่นอน”
คุณชายรูปงามมองไปทางอื่น ก่อนพูดจะเร็วขึ้นเล็กน้อย “และเมื่อถึงวันนั้น เจ้าสามารถมาหาข้าได้เลย เดี๋ยวข้าจะช่วยเจ้าแย่งห่วงกลับคืนมาเอง”
“เอ่อ...”
เซียวจิ่งหยวนกระพริบตาเล็กน้อย แววตาของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มก่อนใช้โอกาสนี้เอ่ยถามออกไป “จะว่าไปแล้ว บ้านของเจ้าอยู่ที่ใดกันแน่ข้ายังไม่รู้เลยนะ”
“อยู่ที่...”
คุณชายรูปงามลังเลไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยตอบ ทว่าทันใดก็มีเสียงระเบิดโครมครามดังมาจากด้านนอกดังสะท้านจนห้องทั้งห้องสั่นไหว ทำลายบทสนทนาระหว่างคนทั้งสอง
พวกเขาทั้งสองจ้องตากันอย่างระแวดระวังภัย ก่อนค่อยๆย่องออกไปด้านนอกเพื่อสังเกตเหตุการณ์
ปังๆๆๆ
เซียวจิ่งหยวนกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนพบว่าที่นี่คือถ้ำเทพสถิตของสระกระบี่เนินพยัคฆ์เพียงแต่เป็นห้องธรรมดาห้องหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากเรือนลึกลับหลังนั้น
เมื่อเดินออกไปจากห้องเขาก็ต้องพบว่ามีเงาสองเงากำลังพุ่งชนกันอย่างรวดเร็วราวลำแสงอยู่ ณมุมหนึ่งของโถงทางเดินใกล้ๆ นั้นแรงปะทะของเงาทั้งสองก่อกำเนิดคลื่นอากาศขยายตัวจนถ้ำเทพสถิตทั้งหลังสั่นสะท้าน
เซียวจิ่งหยวนจับจ้องอย่างใจจดใจจ่อ ก่อนตกใจจนร้องออกมาโลกใบนี้ช่างเล็กยิ่งนัก เขาได้พบเจอกับคนคุ้นหน้าอีกแล้ว ท่ามกลางเงาทั้งสองเงาหนึ่งเป็นเงาของเณรน้อยในจีวรสีเหลืองอ่อนถือบาตรสีม่วงทองที่กำลังต่อสู้อยู่กับชายหนุ่มผู้มีสีหน้าซีดเซียวผู้มีปราณหยินลอยคลุ้งอยู่รอบกาย
คุณชายรูปงามชำเลืองมอง พร้อมเอ่ยถาม “เจ้ารู้จักผู้ใดอีกงั้นหรือ”
“เณรน้อยฝ่าเซี่ยงเขาเป็นนักบวชแห่งวัดจินซานแห่งเมืองเจิ้นเจียงเมื่อก่อนเขาเคยช่วยข้าไว้ครั้งหนึ่ง” เซียวจิ่งหยวนเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว“ส่วนคู่ต่อสู้ของเขาคือศิษย์ของเทพกระดูกขาวใช่หรือไม่”
“อาจจะใช่”
คุณชายรูปงามขมวดคิ้วครุ่นคิด “เหมือนข้าจะจำได้แล้ว...ดูจากท่าทางของเขาน่าจะเป็นสาวกลำดับที่หกของเทพกระดูกขาวชื่ออะไรเฟิงสักอย่าง...ใช่แล้ว กู่ฉางเฟิง (สายลมแห่งอดีตกาล)”
“ชื่อดี ทว่ากลับเป็นคนชั่วร้าย คดโกงหลอกลวงและโหดเหี้ยมอำมหิต...”
คุณชายรูปงามกระซิบ “พลังของเณรน้อยดูเหมือนด้อยกว่ากู่ฉางเฟิงเล็กน้อยหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเขาคงเป็นฝ่ายแพ้”
กู่ฉางเฟิงผู้นั้นแสยะยิ้มขึ้นทันทีหลังคุณชายรูปงามพูดจบเขายกแขนเสื้อขึ้น ก่อนมีลูกไฟสีเขียวที่เป็นดั่งดอกไม้ไฟอันเจิดจ้าพุ่งตรงเข้าใส่ฝ่าเซี่ยง
สิ่งนั้นคือทรายมรกตเรืองแสง ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยเทพกระดูกขาวนำอัฐิจากสุสานโบราณอายุนับพันปีมาประสานเข้ากับพลังของซากศพสีชาดทรายมรกตนี้สามารถใช้ได้ตามใจนึก มีความเร็วไร้เทียมทานถือเป็นอาวุธวิเศษของสำนักกระดูกขาวที่มีความร้ายกาจ รับมือได้ยากนัก
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือทรายมรกตเรืองแสงนี้มีความสามารถในทำลายอาวุธวิเศษหากอาวุธธรรมดาสัมผัสโดยทรายมรกตเรืองแสงอาวุธชิ้นนั้นจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นแท่งเหล็กธรรมดาและไม่อาจทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก
ยามนี้ทรายมรกตเรืองแสงเป็นดั่งหิ่งห้อยที่บินกระจายตัวอยู่เต็มฟากฟ้าลูกไฟสีเขียวน่าสะพรึงกลัวเต็มไปด้วยพลังอันลึกลับจำนวนหลายหมื่นดวงพุ่งตรงเข้าใส่เณรน้อย
สีหน้าของฝ่าเซี่ยงดูเคร่งเครียดขึ้นทันทีหลังได้เห็น เขารีบโคจรพลังปล่อยพลังปราณสีม่วงทองออกมาจากบาตร ก่อนจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นลูกกลมแสงที่หมุนเป็นเกลียวคอยป้องกันทรายมรกตเรืองแสงไว้ด้านนอก ทว่าลูกไฟสีเขียวที่เจิดจ้าเปล่งประกายราวเปลวไฟกลับพุ่งย้อนไปด้านหลังของเกลียวแสงสีม่วงทองทำให้ความสว่างของเกลียวแสงหมองหม่นลงไปทันที
จื่อออ...
ท่ามกลางเสียงที่กำลังเดือดพล่าน แสงสีม่วงทองแกว่งไกวราวกับไม่ยินยอมให้แสงมรกตกัดกร่อน
และเมื่อมีสิ่งหนึ่งเสียเปรียบอีกสิ่งจึงได้เปรียบ
แสงสีเขียวสว่างเจิดจ้ามากขึ้นท่ามกลางการปะทะขึ้นและลง ดูมีเสน่ห์งดงามลึกลับและทรงพลังจนน่าตกใจ
เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า เซียวจิ่งหยวนก็คิ้วกระตุก อดไม่ได้ที่จะลงมือ หลังจากความคิดผุดขึ้นมาในหัว สะพานเชื่อมปราณภายในร่างกายก็หมุนวนไปมาอย่างบ้าคลั่งพยายามรวบรวมพลังอันแข็งแกร่งเข้าไว้ด้วยกัน
บัวขาวจิตกระจ่างคือยาเทวดาของแท้เพราะก่อนหน้านี้เขายังบาดเจ็บสาหัสจนเกือบตาย แต่หลังจากที่ได้กินบัวขาวจิตกระจ่างลงไปร่างกายกลับฟื้นตัวกลับมาเป็นเหมือนตอนแรกได้ในเวลาอันรวดเร็ว และฤทธิ์ยาอันรุนแรงยังไม่ถูกย่อยสลายไปจนหมดสิ้นอีกด้วย ส่งผลให้ในยามนี้ ทันทีที่เริ่มโคจรพลังฤทธิ์ยาก็แสดงพลังออกมา ก่อกำเนิดเป็นไออุ่นที่แผ่กระจายไปยังเส้นลมปราณทุกส่วน
ไม่นาน เซียวจิ่งหยวนก็รู้สึกได้อย่างเลือนราง ว่าพลังของตนดูเหมือนเพิ่มขึ้นไม่น้อยแต่เขากลับต้องรีบสร้างมุกสายฟ้าขึ้นมาเม็ดหนึ่งโดยยังไม่มีเวลาทันให้ได้ลองผิดลองถูกให้ดีด้วยซ้ำ
โบราณเคยกล่าวไว้ว่า หนึ่งไฟทำลายร้อยพิษ หนึ่งสายฟ้าทำลายหมื่นอาคม
แววตาของเซียวจิ่งหยวนตึงเครียดขึ้นทันทีหลังสร้างมุกสายฟ้าได้สำเร็จเขากวัดแกว่งปลายนิ้ว ปล่อยมุกสายฟ้าให้พาดผ่านทะลุท้องฟ้าออกไปอย่างรวดเร็ว
เปรี้ยง!
เมื่อมุกสายฟ้าเม็ดเล็กเหินเข้าปะทะกับทรายมรกตเรืองแสงก็ระเบิดกลายเป็นประกายไฟสีเงินกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านกระจัดกระจายไปทั่วฟากฟ้า ประหนึ่งอสรพิษสีเงินที่กำลังร่ายรำตรงเข้าไปพัวพันอยู่กับลูกไฟสีเขียว
ปึงปัง!
อาคมสายฟ้าคือคู่ปรับของอาวุธปีศาจพลังทำลายล้างของสายฟ้าสามารถทำให้ทรายมรกตเรืองแสงแตกสลาย ก่อนร่วงตกลงในกองเพลิงแล้วมอดไหม้กลายเป็นเพียงก้อนกรวดไปจนสิ้น
“ผู้ใดกัน!”
จิตวิญญาณของทรายมรกตเรืองแสงและจิตวิญญาณของกู่ฉางเฟิงเชื่อมต่อกันดังนั้นเมื่อทรายโดนทำลายลง เขาจึงรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดจนเลือดไหลย้อนตีขึ้นมาตรงอก ใบหน้าอันขาวซีดปรากฏสีแดงชาดคล้ำ
กู่ฉางเฟิงกวาดตามองรอบด้าน พลางจ้องด้วยความโกรธอารมณ์ของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและระแวดระวัง
จู่ๆ เณรน้อยก็ระเบิดพลังออกมาในระหว่างที่เขากำลังหันไปสนใจสิ่งอื่น
“ฮู่ว...”
ทันใดนั้นมีภาพของมังกรกับช้างระเบิดออกมาจากร่างกายของเณรน้อยด้านหลังยังมีแสงพุทธธรรมส่องสว่าง แอบแฝงไว้ซึ่งภาพของพระอรหันต์อันเลือนราง
พระอรหันต์กายสีทองร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกำลังขี่หลังช้างเผือกมีมังกรทองเลื้อยขดไปทั่วร่างดุจอาภรณ์ มังกรและช้างเงยหน้ากู่ร้องคำรามเสียงดังสนั่นราวสายฟ้ารวบรวมพลังอันแข็งแกร่งเข้าไว้ด้วยกัน เมฆหมอกเปลี่ยนทิศในทันใด
กล้ามเนื้อและกระดูกของเณรน้อยคร่ำครวญ ร่างกายของเขาสูงใหญ่ขึ้นหลายจั้งภายในเวลาอันสั้นดูคล้ายพระอรหันต์ที่องอาจไม่มีผิด ก่อนแหวกวงล้อมของทรายมรกตเรืองแสงออก ก้าวเท้ายาวเดินพรวดพราวเข้าไปซัดหมัดใส่กู่ฉางเฟิง
ตูม!
กำปั้นของเณรน้อยสร้างพลังอันน่ากลัวให้ก่อตัวขึ้นเป็นดั่งน้ำวนที่มีขนาดใหญ่คลอบคลุมพื้นที่รัศมีหลายหมี่พัดวนคลื่นอากาศให้บดขยี้ลงมาจากด้านนอกสู่ด้านใน
บริเวณที่โดนกำปั้นของเณรน้อยกระแทกแตกจนเป็นหลุมพร้อมอากาศอันว่างเปล่าที่เหมือนจะพังทลายลงในทันที
พลังทำลายล้างนี้ประหนึ่งคลื่นยักษ์ที่โหมซัดเข้ามาอย่างบ้าคลั่งดูแคลนมองข้ามมิได้
กู่ฉางเฟิงที่เดิมทีก็เป็นผู้มากด้วยฝีมือและพลังอยู่แล้วนั้น ระหว่างที่กำลังรับหมัดของเณรน้อยก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่พื้นกำลังยุบตัวลงหน้าผากของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลหลั่งลงมาจนเปียกชุ่ม
แต่เมื่อกู่ฉางเฟิงรู้ตัวและคิดอยากปัดป้อง กำปั้นของฝ่าเซี่ยงกลับกระแทกเข้ากับหน้าอกเขาเสียก่อนแล้ว
พลั่ก!
เป็นไปตามคาด แรงชกของเณรน้อยทำให้ทรวงอกของกู่ฉางเฟิงแตกออก จนซี่โครงภายในอกทั้งหมดหักเป็นเสี่ยงๆ
ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนต้องงวยงงก็คือ แม้จะโดนโจมตีเข้าไปอย่างรุนแรงทว่ากู่ฉางเฟิงกลับไม่กระอักเลือดหรือกระทั่งดูเหมือนไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อยใบหน้าของเขาไร้อารมณ์ แม้แต่คิ้วยังไม่ขมวด แต่ร่างกายกลับชุ่มไปด้วยเหงื่อเสื้อผ้าเปียกโชกราวถูกฝนห่าใหญ่โปรยปรายลงมา
“ปัง...”
ในขณะเดียวกันนั้นเองกำปั้นของเณรน้อยก็ได้ระเบิดพลังที่สองออกมาพลังอันน่ากลัวนั้นผลักกู่ฉางเฟิงให้กระเด็นออกไปไกลหลายร้อยหมี่ กระเด็นไปชนกำแพงหินหนาจนแตกประหนึ่งขีปนาวุธ
ฝุ่นผงลอยคลุ้ง เศษหินกระจายเต็มฟ้าราวกับมีหมอกหนาเข้ามาบดบัง เมื่อฝุ่นผงสลายหายไปจนหมดกลับไม่พบร่องรอยของกู่ฉางเฟิงท่ามกลางซากปรักหักพังนั้นเลย
“หนีไปแล้วหรือ” เซียวจิ่งหยวนส่งเสียงจิ๊จ๊ะ“ถือว่ายังฉลาดอยู่นะ”
“ถ้าไม่หนีจะให้อยู่รอความตายเช่นนั้นหรือ”
ดูเหมือนคุณชายรูปงามจะไม่ค่อยสบอารมณ์นัก “แล้วเมื่อครู่เหตุใดจู่ๆ เจ้าถึงต้องเข้าไปยุ่งด้วยไม่เห็นหรือว่าเณรน้อยไม่จำเป็นต้องขอให้เจ้าช่วยเลยแม้แต่น้อยเขาเพียงคนเดียวก็สามารถจัดการได้แล้วต่อให้เจ้าอยากแทรกแซงเข้าไปก็ไม่อาจจัดการคนชั่วนั้นไปได้หรอก พวกคนจากลัทธิมารล้วนใจแคบและอาฆาตพยาบาทมาโดยตลอดหากเจ้าไปทำให้เขาขุ่นเคือง เจ้าอาจต้องโดนเขาเคียดแค้นสร้างปัญหาให้ไม่รู้จบเจ้าฟังข้านะ สักวันเจ้าจะต้องโดนเขาแก้แค้นแล้วก็ต้องเจอกับเคราะห์ร้าย...”
การตำหนิของคุณชายรูปงามแฝงไปด้วยความเป็นห่วง
แน่นอนว่าเซียวจิ่งหยวนต้องเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย จึงยิ้มตอบกลับไป“ไม่เป็นไรหรอก...ไม่แน่ในวันข้างหน้าข้าอาจจะซ่อนตัวไม่ยอมออกไปไหนซึ่งเขาคงไม่รู้ว่าข้าอยู่ที่ใดและคงไม่มีทางมาสร้างปัญหาให้แก่ข้าได้หรอก อีกอย่างสุภาพบุรุษเช่นข้าแยกแยะบุญคุณและความแค้นชัดเจน ดีมาดีตอบ แย่มาข้าก็จะแย่ตอบ”
เซียวจิ่งหยวนพูดอย่างจริงจัง “นอกจากนี้เมื่อก่อนเณรน้อยยังเคยช่วยข้าไว้ครั้งหนึ่งในเมื่อเห็นว่าเขากำลังตกอยู่ในอันตราย หากข้าคอยดูอยู่ข้างๆ โดยไม่ลงมือทำอะไรข้าจะยังถือว่าเป็นคนอยู่หรือไม่”
“ไม่ใช่คน... แต่เป็นพ่อพระ พอใจแล้วหรือไม่”คุณชายรูปงามเม้มปากหน้ามุ่ย แต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกเพราะในยามนี้ฝ่าเซี่ยงได้ลดพลังของตำเองลง พลางย่างเท้าก้าวเดินมาหาทางพวกเขา
เมื่อเณรน้อยเห็นเซียวจิ่งหยวน สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความตกใจและดีใจ“อ้าว โยมมาที่นี่ด้วยเช่นนั้นหรือ”
“ไต้ซือ บังเอิญจังเลย เจอกันอีกแล้ว” เซียวจิ่งหยวนคลี่ยิ้มเล็กน้อย “ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
“ข้าไม่เป็นอะไร”
เณรน้อยจัดแจงปัดฝุ่นออกจากจีวรตัวโคร่งไปสักพักก่อนเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม“ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยเหลือข้าเมื่อครู่ ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องแย่แน่ๆ”
“หามิได้...” เซียวจิ่งหยวนโบกมือ“ต่อให้ไม่มีความช่วยเหลือจากข้า ไต้ซือก็คงไม่เป็นอะไรหรอก”
“ไม่เลย อาวุธของคนชั่วผู้นั้นร้ายกาจมากหากไม่ใช่เพราะมีเจ้าช่วยลดทอนพลังไปบางส่วน ข้าคงไม่สามารถฝ่าวงล้อมออกมาได้ง่ายดายเช่นนี้...”เณรน้อยซื่อสัตย์และกตัญญูรู้คุณ
ในขณะที่เซียวจิ่งหยวนกำลังอยากพูดอะไรบางอย่างออกมา จู่ๆเขากลับถูกคุณชายรูปงามพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน “พวกเจ้าทั้งสองจะหยุดคุยกันได้หรือยัง”
“ว่าแต่ไต้ซือ ท่านไม่ได้มีเหตุผลอะไรแล้วเหตุใดถึงต้องไปสู้รบปรบมือกับคนชั่วผู้นั้นด้วยเล่า”