สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดหวนกลับมาอีกครา ณ จวนเป่ยกุยอ๋อง เสียงหัวเราะสดใสราวกับกระดิ่งเงินของเด็กน้อยดังกังวานแว่วไปทั่วทั้งสวนบุปผาอันร่มรื่น
‘เป้ยเฉินอัน’ หรือ ‘อันอัน’ บุตรชายวัยสองขวบของเหยาเหยากับเป้ยจิ้งหาน กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้ออย่างร่าเริง ใบหน้ากลมเกลี้ยงจิ้มลิ้มถอดแบบมาจากผู้เป็นมารดา ทว่าดวงตากลมโตดำขลับกลับฉายแววคมเข้มเฉลียวฉลาดเหมือนผู้เป็นบิดา ช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนผู้ใดพบเห็นเป็นต้องหัวใจละลาย
เหยาเหยาในวัยยี่สิบปีบริบูรณ์ นั่งทอดสายตามองบุตรชายตัวน้อยด้วยรอยยิ้มอบอุ่น บัดนี้นางเติบโตเป็นพระชายาอ๋องผู้เลอโฉมและสง่างามเหนือผู้ใด ทว่ายามอยู่ต่อหน้าบุตรชาย นางกลับมีเพียงความอ่อนโยนละมุนละไมดั่งมารดาธรรมดาสามัญคนหนึ่ง
'ลูกข้านี่ช่างซนเสียจริง' นางคิดในใจ สายตาไม่ยอมละไปจากร่างป้อมๆ นั้นเลย 'เหมือนข้าตอนเด็กๆ... อ๊ะ ไม่สิ ตอนข้ายังเยาว์วัย ด้านในคือวิญญาณของผู้ใหญ่ ได้แต่นอนนิ่งๆ คิดฟุ้งซ่านอยู่ในใจ แต่อันอันคือเด็กน้อยจริงๆ ซุกซนตามวัย ช่างน่ารักน่าเอ็นดูกว่าข้าในตอนนั้นตั้งหลายเท่า'
อันอันวิ่งรี่เข้ามากอดซบตักมารดา พลางชี้นิ้วป้อมๆ ไปข้างหน้า ส่งเสียงไร้เดียงสา "ท่านแม่! ผีเสื้อ! สวย!"
"ใช่แล้วจ้ะลูกรัก ผีเสื้อช่างงดงามยิ่งนัก" เหยาเหยาช้อนอุ้มร่างอ้วนป้อมขึ้นมากอดแนบอก กดจมูกหอมแก้มเนียนนุ่มฟอดใหญ่ หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขสงบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
——————
ช่วงเวลาสามปีแห่งชีวิตคู่อันหวานชื่นผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น เป้ยจิ้งหานในฐานะเป่ยกุยอ๋อง ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลราชการบ้านเมืองและกองทัพชายแดนอย่างซื่อสัตย์สุจริต จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาทั่วทั้งราชสำนัก ขณะที่เหยาเหยาก็คอยบริหารจัดการกิจการภายในจวนอ๋องอย่างไม่มีตกหล่น ทั้งยังเป็นกุนซือข้างกาย คอยช่วยสามีวางแผนการต่างๆ ด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลม
ทว่าความสงบสุขที่ดูเหมือนจะยั่งยืนนี้ กำลังจะถูกพายุลูกใหญ่เข้ามาสั่นคลอนอีกครั้ง!
สิ่งที่เหยาเหยาไม่เคยคาดคิดก็คือ... บัดนี้ ‘ความจำเรื่องนิยาย’ ของนางไม่อาจใช้การได้อีกต่อไปแล้ว ด้วยนิยายเล่มเดิมนั้นบันทึกเพียงเรื่องราวในเส้นทางสายเก่าที่ตระกูลซ่งต้องพบจุดจบอันน่าอนาถ ซึ่งนางได้ลงมือพลิกผันชะตากรรมเหล่านั้นจนหมดสิ้นแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป ทุกย่างก้าวในอนาคตคือ ‘หน้ากระดาษอันว่างเปล่า’ ที่ไม่มีบทประพันธ์ใดๆ คอยชี้นำทางล่วงหน้าอีก
นางต้องเผชิญหน้ากับโชคชะตาครั้งใหม่ด้วยไหวพริบและสติปัญญาของตนเองอย่างแท้จริง!
——————
ค่ำคืนหนึ่ง ขณะที่เหยาเหยากำลังหยอกเย้ากับอันอันอยู่ในห้องนอน พลันเสียงแจ้งเตือนที่นางไม่ได้ยินมาเนิ่นนานจนเกือบจะลืมเลือนไปแล้วก็ดังขึ้นในหัว
[ติ๊ง——]
[ตรวจพบภัยคุกคามใหม่ต่อโฮสต์และครอบครัว ระบบร้านค้าบุญกุศลทำการเปิดใช้งานอีกครั้ง พร้อมปลดล็อกฟังก์ชันระดับสูงสุด แต้มบุญสะสมคงเหลือ: 422 แต้ม]
ร่างบางสะดุ้งสุดตัว 'ระบบ! เจ้ากลับมาแล้ว!' หัวใจของนางเต้นระทึกด้วยความตื่นตระหนกปนระแวดระวัง
'ระบบบอกว่ามีภัยคุกคามใหม่... หมายความว่ากำลังจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับพวกเราอีกแล้วอย่างนั้นหรือ!'
แต่คราวนี้นางไม่มีข้อมูลจากนิยายคอยช่วยนำทางแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากบทเดิมจนสิ้นเชิง...
คิ้วเรียวงามขมวดมุ่นอย่างเคร่งเครียด 'ต่อจากนี้ ข้าต้องพึ่งพาไหวพริบของตัวเอง พึ่งพาครอบครัว และใช้ระบบนี้เป็นเครื่องมือสนับสนุน'
'ภัยคุกคามที่ว่า... มันคือสิ่งใดกันแน่' นางกระชับอ้อมกอดโอบอุ้มอันอันแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณความเป็นแม่ 'ขอร้องละ... ขออย่าให้เป็นเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับอันอันเลย'
ทว่า ลางสังหรณ์ของผู้เป็นมารดามักแม่นยำเสมอ
'ระบบปลดล็อกฟังก์ชันระดับสูงสุดอย่างนั้นหรือ...' เหยาเหยาเพ่งจิตเปิดดูร้านค้าบุญกุศลในหัวสมอง
ทันใดนั้นนางก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อพบว่ามีสิ่งของและวิชาใหม่ๆ ปรากฏขึ้นละลานตา ทั้งโอสถทิพย์ขั้นสูง ยันต์คุ้มครองกายที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าเดิม และฟังก์ชันพิเศษที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน 'โอ้โฮ ของพวกนี้ช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก แถมแต้มบุญที่ข้าสะสมไว้ตั้งสี่ร้อยกว่าแต้มก็นับเป็นต้นทุนที่ดีในการรับมือกับมหันตภัยคราวนี้'
'แต่ถึงอย่างนั้น ของวิเศษเหล่านี้ก็มีราคาแพงลิบลิ่ว และใช้แล้วหมดไป ข้าต้องวางแผนใช้อย่างระมัดระวังและคุ้มค่าที่สุด' นางเตือนสติของตนเอง 'ที่สำคัญที่สุด ระบบเป็นเพียงเครื่องมือช่วยทุ่นแรง สิ่งที่จะพลิกผันชะตาชีวิตได้จริง ย่อมเป็นสติปัญญาและความร่วมมือของคนในครอบครัว เหมือนเช่นที่ผ่านมา'
นางปิดหน้าจอระบบลง สายตาทอดมองบุตรชายตัวน้อยที่บัดนี้หลับปุ๋ยอยู่ในเปลอย่างแสนไร้เดียงสา ในใจพลันบังเกิดปณิธานอันแน่วแน่ว่าจะต้องปกป้องดวงใจดวงนี้ไว้ให้จงได้ ไม่ว่าภัยพาลที่กำลังคืบคลานเข้ามาจะเป็นสิ่งใดก็ตาม
——————
ในเวลาเดียวกัน ณ เรือนลับอันเงียบสงบอ้างว้างนอกเมืองเซิ่งจิง กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดรัดกุมกำลังล้อมวงประชุมกันอย่างเคร่งเครียดท่ามกลางแสงเทียนวูบไหวสลัวราง
ชายชราผู้เป็นแกนนำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทว่าเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ "เป่ยกุยอ๋อง... เป้ยจิ้งหานผู้นั้น มีสายเลือดทายาทองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เฉิงอันยิ่งใหญ่ ทว่าเขากลับยอมศิโรราบก้มหัวรับใช้พวกต้าเหยียนที่โค่นล้มแผ่นดินของเรา! ช่างน่าละอายและทรยศต่อบรรพบุรุษยิ่งนัก! พวกเราเหล่าข้าราชบริพารผู้ภักดีต่อราชวงศ์เฉิงจะไม่มีวันยอมก้มหัวให้เป็นอันขาด!"
"แต่ท่านผู้เฒ่า เป่ยกุยอ๋องปฏิเสธที่จะร่วมมือในการกอบกู้แผ่นดินอย่างสิ้นเชิง เช่นนี้แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปขอรับ" ชายผู้หนึ่งในกลุ่มเอ่ยถามด้วยความกังวล
มุมปากของชายชราหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ในเมื่อผู้เป็นบิดาไร้ความทะเยอทะยานและดื้อรั้น... เราก็ใช้บุตรชายของมันแทน!"
ดวงตาของเขาฉายแววบ้าคลั่งกระหายอำนาจ "เป้ยเฉินอัน บุตรชายของเป่ยกุยอ๋อง ย่อมมีสายเลือดมังกรแห่งราชวงศ์เฉิงไหลเวียนอยู่อย่างเข้มข้น หากพวกเราชิงตัวเด็กนั่นมาได้ แล้วสถาปนาขึ้นเป็นฮ่องเต้น้อย พวกเราก็จะมีสิทธิ์ขาดและความชอบธรรมในการระดมพลกอบกู้ราชวงศ์ และคราวนี้ จะไม่มีผู้ใดขัดขวางพวกเราได้อีก!"
"ไปเตรียมการซะ!" เขาออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด "ภายในเดือนนี้ ข้าต้องเห็นตัวฮ่องเต้น้อยนั่นมาอยู่ตรงหน้าข้า!"
เงามืดสายหนึ่งแผ่ทะมึนเข้าปกคลุมเรือนลับ ราวมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้าหาดวงแก้วรุ่นใหม่แห่งตระกูลซ่งและตระกูลเป้ยอย่างเงียบเชียบ
——————
ค่ำคืนนั้น ณ จวนเป่ยกุยอ๋อง เหยาเหยานอนตะแคงกอดร่างป้อมของอันอันที่กำลังหลับใหลอยู่ข้างกาย จิตใจของนางยังคงพะวักพะวนอยู่กับคำเตือนของระบบ
'ระบบเตือนว่ามีภัยคุกคามใหม่ และดูท่าจะพุ่งเป้ามาที่ครอบครัวของเรา...' นางคิดพลางเกลี่ยปอยผมนุ่มของบุตรชายอย่างแสนรัก 'ยามที่ข้ายังเป็นเด็ก ครอบครัวซ่งคอยปกป้องข้าจากภยันตรายทั้งปวง คอยรับฟังเสียงในใจของข้า และยื่นมือเข้าช่วยเหลือข้าในทุกๆ เรื่อง'
'ทว่าบัดนี้ ข้าเติบโตจนกลายเป็นมารดาคนแล้ว ถึงเวลาที่ข้าจะต้องเป็นฝ่ายกางปีกปกป้องลูกของข้าบ้าง' ดวงตาคู่สวยส่องประกายมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 'ไม่ว่าภัยร้ายที่กำลังจะมาถึงคือสิ่งใด ข้าจะปกป้องอันอันด้วยชีวิตของข้า เหมือนอย่างที่ครอบครัวเคยปกป้องข้ามาโดยตลอด!'
ขณะนั้นเอง เป้ยจิ้งหานที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากภารกิจราชการทหารอันเหน็ดเหนื่อยได้ก้าวเข้ามาในห้องนอน ยามเห็นภรรยานอนโอบกอดบุตรชายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ร่างสูงใหญ่จึงขยับเข้าไปทรุดนั่งลงข้างกายพลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย "คิดอ่านสิ่งใดอยู่หรือ ยอดรัก เหตุใดจึงทำหน้าตาเคร่งขรึมถึงเพียงนี้"
"พี่หาน..." เหยาเหยาเอ่ยกระซิบเสียงแผ่ว "เหยาเหยารู้สึกใจคอไม่ดีเลยเจ้าค่ะ... ลางสังหรณ์บางอย่างบอกข้าว่า กำลังจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น และมันอาจจะมุ่งเป้ามาที่อันอัน"
สีหน้าของเป้ยจิ้งหานแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและเย็นชาขึ้นมาทันใด ด้วยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ลางสังหรณ์และคำเตือนจากปากเหยาเหยาไม่เคยพลาดพลั้งเลยแม้แต่ครั้งเดียว "เจ้ารู้สึกเช่นนั้นจริงหรือ... ถ้าอย่างนั้นเราต้องเพิ่มการอารักขาอันอันให้แน่นหนาขึ้น"
ชายหนุ่มยื่นมือหนาไปลูบศีรษะบุตรชายที่กำลังหลับปุ๋ย ดวงตาคมกริบฉายแววอำมหิตวูบหนึ่ง "ใครก็ตามที่กล้าคิดร้ายต่อแก้วตาดวงใจของพวกเรา ข้าเป้ยจิ้งหานจะไม่มีวันปล่อยให้มันมีชีวิตรอดไปได้อย่างแน่นอน!"
——————
เช้าวันรุ่งขึ้น เหยาเหยาไม่รอช้า รีบส่งสารด่วนลับกลับไปยังจวนสกุลซ่ง เพื่อแจ้งเรื่องลางสังหรณ์และภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ทุกคนได้รับรู้
ทันทีที่ได้รับสาส์นฉบับนั้น คนในตระกูลซ่งต่างตื่นตัวและเตรียมพร้อมในทันที ด้วยพวกเขารู้ดีกว่าใครว่า ‘ลางสังหรณ์’ ของเหยาเหยานั้นแม่นยำราวกับตาเห็น และหมายถึงภัยอันตรายที่แท้จริงเสมอ
ซ่งจิ้งอัน พี่ใหญ่ผู้สุขุมลุ่มลึก รีบสั่งการให้สายข่าวออกสืบหาความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติทั่วทั้งเมืองเซิ่งจิงทันที ขณะที่ซ่งติ้งหย่วน พี่รองผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ก็ไม่รอช้า จัดส่งกำลังทหารฝีมือดีเข้าไปเสริมการอารักขารอบจวนเป่ยกุยอ๋องเพื่อพิทักษ์หลานชายสุดที่รักอย่างแน่นหนาชนิดที่แม้แต่มดตัวเดียวก็ไม่อาจเล็ดลอดเข้าไปได้
'ท่านพ่อ ท่านแม่ และพวกพี่ชายตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งนัก' เหยาเหยาคิดในใจพลางรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งทรวงอก 'ถึงแม้ข้าจะออกเรือนแต่งงานมีครอบครัวใหม่แล้ว ทว่าตระกูลซ่งก็ยังคงพร้อมที่จะยืนเคียงข้างและปกป้องข้ากับอันอันเสมอ... และในคราวนี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นเพียงผู้รับการปกป้องอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป ข้าจะเป็นผู้นำในการเผชิญหน้าเพื่อปกป้องดวงใจของข้าเอง!'
นางหันไปมองอันอันที่กำลังวิ่งเล่นหัวเราะร่าเริงอย่างไร้เดียงสาอยู่กลางลานเรือน ในใจพลันตั้งปณิธานอันแกร่งกล้าดั่งหินผา
'บทบาทใหม่ในชีวิตของข้าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว' แววตาของหญิงสาวเปล่งประกายเจิดจ้าและทรงพลัง 'จากเด็กน้อยที่เคยได้รับการประคบประคองจากทุกคน สู่การเป็นมารดาผู้แกร่งกล้าที่จะปกป้องบุตร... ไม่ว่าศึกเบื้องหน้าจะหนักหนาสาหัสเพียงใด ข้าจะไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมาทำลายความสุขสงบของครอบครัวเราเด็ดขาด!'