“แป๊ะ! ”
เสียงของศีรษะของภานุถูกตบดังลั่นด้วยฝ่ามืออันหยาบกร้านของอาจารย์เดรคหรือที่นักเรียนมักจะเรียกกันด้วยฉายาว่า “หมาบ้า”
“เมื่อกี้แกเรียกฉันว่าอะไรนะ ฉันได้ยินไม่ค่อยชัดเลยลองพูดใหม่อีกทีสิ! ”
สีหน้าของภานุพลันเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวในฉับพลัน เขาไม่กล้าที่จะเอ่ยวาจาก่อนหน้านี้ออกมาอีกแน่นอน หากเขาเอ่ยออกมาอีกครั้งมันคงไม่จบแค่การตบหัวหนึ่งทีแน่นอน
ดาวิดเมื่อเห็นว่าอาจารย์เข้ามาขัดขวางถึงแม้มันจะหยิ่งขนาดไหนก็ตามมันก็ไม่กล้าที่จะมีเรื่องกับอาจารย์ของสถาบันศึกษาแน่ๆ มีคำกล่าวบอกเล่นกันมาปากต่อปากว่า การที่จะสามารถบรรจุเป็นอาจารย์ในโรงเรียนทหารได้นั้นอย่างน้อยจำเป็นต้องบรรลุระดับการฝึกตนที่ระดับห้าเสียก่อน
การฝึกตนนั้นยิ่งฝึกในระดับสูงขึ้นมากเท่าไหร่การจะเลื่อนระดับไปในขั้นต่อไปก็ยิ่งต้องใช้ความพยายามและเวลาที่มากขึ้น แต่มันก็ได้ผลตอบแทนที่เรียกว่าความแข็งแกร่งกลับมาเช่นเดียวกัน การที่ระดับห้าไปเปรียบเทียบกับระดับหนึ่งนั้นมันคล้ายกับชั้นสวรรค์และโลกเลยทีเดียว
ไม่ต้องกล่าวถึงระดับหนึ่ง เพียงแค่ระดับสี่และระดับห้า ผู้ฝึกตนระดับห้านั้นสามารถที่จะตบระดับสี่ทีเดียวตายได้เลย ดังนั้นดาวิดจึงตัดสินใจที่จะยอมถอยไปก่อนในวันนี้
“ชิ! ”
ลิสดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก เธอส่งเสียงออกมาพร้อมกับจ้องมองไปที่อาจารย์เดรคตาเขม่งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนที่จะกล่าวขึ้นมาว่า
“เดรค! ทำไมคุณต้องมาขวางการต่อสู้ตัดสินของลูกผู้ชายด้วย ฉันขอสั่งคุณในฐานะนายจ้าง ให้คุณถอยไปซะ! ”
ภานุที่ได้ยินวาจาของลิสก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาหันกลับไปมองสีหน้าของอาจารย์เดรคอย่างไรก็ตามสีหน้าของอาจารย์นั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว นั่นแสดงให้เห็นว่าลิสนั้นเป็นเจ้านายของอาจารย์เดรคจริงๆ เดรคเดินมาเบื้องหน้าของภานุก่อนที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้างว่า
“คุณหนูลิสแม้ว่าตระกูลของคุณจะเป็นนายจ้างของผม แต่เมื่อผมอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้โรงเรียนแห่งนี้คือนายจ้างของผมไม่ใช่คุณ ทุกอย่างระบุไว้ในสัญญาว่าจ้างแล้ว…ผมขอเตือนคุณอีกครั้งอย่าพยายามสร้างปัญหาให้กับโรงเรียนแห่งนี้และ…”
เดรคกล่าวถึงตรงนี้มันก็หันหน้ามามองภานุแววตาของมันสะท้อนความไม่พอใจที่ไม่สามารถอธิบายได้ออกมาก่อนที่จะเอ่ยวาจาต่อ
“นักเรียนทหารคนนี้ท่านก็ไม่สามารถล่วงเกินได้…อย่าว่าแต่ท่านเลยแม้แต่ทั้งตระกูลของท่านก็ไม่ควรล่วงเกินเขาคนนี้…”
เมื่อลิสได้ยินเช่นนั้นก็ต้องการจะโต้ตอบ เธอไม่มีทางเชื่อแน่ๆ ว่าชายหนุ่มที่ดูธรรมดาๆ สามัญอย่างภานุนั้นจะมาจากตระกูลที่มีอำนาจ แม้แต่ภานุเองก็ยังสงสัยเช่นเดียวกันว่าเหตุใดหมาบ้าจึงกล่าวมั่วซั่วเช่นนี้ แม้มันจะต้องการจะกล่าวปกป้องภานุจากการกดขี่ข่มเหงก็จากตระกูลของลิสก็ตาม แต่มันก็ไม่สมควรอ้างเหตุผลเช่นนี้เพราะอย่างไรลิสก็สามารถตรวจสอบเขาได้
“นักเรียนภานุ…มีคนส่งจดหมายนี่ให้เธอ”
อาจารย์เดรคกล่าวก่อนที่จะส่งจดหมายที่มีตราปั๊มสัญลักษณ์ของราชการสีทองให้กับเขาซองหนึ่ง บนหน้าซองนั้นเขียนชื่อผู้รับนั่นคือชื่อของภานุที่เขียนเอาไว้
“ตราปั๊มสีทอง…”
ดาวิด และสาวงามทั้งสามคนนั้นอุทานออกมาพร้อมกัน ภานุเองก็ตกใจเช่นเดียวกันจดหมายของราชการนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะได้รับมันมาได้ง่ายๆ นอกจากจะมีภารกิจเร่งด่วนจริงๆ แต่ภานุที่เป็นนักเรียนทหารที่ยังไม่สามารถรับภารกิจทางราชการได้กลับได้รับมัน โดยปกติแล้วจดหมายราชการนั้นจะมีตราปั้มอยู่สามสี คือ สีทองแดง สีเงิน และสีทองซึ่งช่วยบ่งบอกถึงเรื่องและความสำคัญของภารกิจที่จะได้รับ โดยสีทองที่ภานุถืออยู่นั้นอยู่ในขั้นสูงสุด ส่วนสีทองแดงคือต่ำที่สุด
ภานุรู้สึกกังวลอย่างมากเมื่อเขาเห็นจดหมายเขาก็นึกไปถึงใบหน้าของผู้หมวดที่ข่มขู่เขาแล้ว อย่างไรก็ตามใบหน้านั้นในจินตนาการได้หายไปอย่างรวดเร็ว เพราะเขาไม่คิดว่าจดหมายนี่ด้วยตำแหน่งเล็กๆ อย่างนั้นจะสามารถอนุมัติตราปั๊มสีทองได้
ภานุรีบเปิดซองจดหมายในทันที เขาไม่กล้ารอช้าสายตาของชายหนุ่มไล่อ่านข้อความในจดหมายราชการนั้นอย่างตั้งใจและก็ได้ถอนหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย เขาพบว่าจดหมายนี้นั้นเป็นของบอสหลงที่ส่งมาให้เขา เขาไม่คิดเลยว่าบอสหลงแห่งโลกใต้ดินคนนั้นจะมีอำนาจถึงขนาดนี้
เนื้อหาภายในจดหมายนั้นค่อนข้างจะทำให้ภานุประหลาดใจเช่นเดียวกันมันเขียนเอาไว้ด้วยลายมือบรรจงว่า…
[เจ้าหนุ่ม เวลาที่จะสอบภาคปฏิบัติก็ใกล้เข้ามาแล้วแต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ หน่วยสืบของฉันได้รับข่าวที่น่าเชื่อถือมาว่าเมืองนี้กำลังจะทำสงคราม และเป็นสงครามที่กินเวลานานมากๆ เลยด้วย….เจ้าหนุ่มฉันเห็นว่าเธอนั้นมีพรสวรรค์และยังเป็นคนที่ริกกี้เลือกดังนั้นฉันจึงต้องการจะให้เธอมาฝึกที่สนามประลองใต้ดินนี่ ตั้งแต่นี่เป็นต้นไป ต่อจากวันนี้เธอจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน และไปโรงเรียนตามปกติ เธอจะต้องอยู่ที่สนามประลองและประลองทั้งวัน! ไม่ต้องห่วงฉันได้จัดทำเอกสารราชการลาหยุด รวมถึงแจ้งพ่อแม้ของเธอไว้แล้ว โดยให้เหตุว่า….]
เนื้อหาในจดหมายนั้นยาวมากๆ ในขณะที่อ่านอยู่นั้นภานุก็เกิดหลากหลายอารมณ์เช่นเดียวกัน เขาตกใจที่สงครามนั้นจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ แต่เขาเชื่อบอสหลงแน่นอน คนที่มีอำนาจขนาดนี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องโกหกเขาจริงไหม?
ในส่วนสุดท้ายของจดหมายยังเขียนสั่งภานุเอาไว้ว่า
[ถ้าเธออ่านจดหมายนี้จบแล้วให้มาที่สนามประลองใต้ดินทันที….จากบอสหลง]
ภานุพับจดหมายเก็บเข้าซองทำให้สภาพของมันเหมือนเดิม ก่อนที่จะหันไปมองที่อาจารย์เดรคซึ่งอาจารย์เดรคก็ได้พยักหน้าให้เขา
“อาจารย์เดรคคุณรู้เนื้อหาภายในจดหมายใช่ไหม? ”
“ฉันรู้แค่บางส่วน! ”
ภานุพยักหน้าก่อนที่จะกล่าวถามข้อสงสัยกับอาจารย์เดรคว่า
“ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าฉันก็ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการประลองตัวต่อตัวในโรงเรียนอีก? แล้วแบบนี้ฉันจะมีสิทธิ์เป็นทหารเหรอ? ”
เดรคชักสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามของภานุ มันจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาน่ากลัวก่อนที่จะกล่าวตอบว่า
“จดหมายราชการถือว่าเป็นที่สุด โดยเฉพาะตราประทับสีทอง! นั่นแสดงให้เห็นว่าเธอได้รับการยกเว้นแล้ว! ”
“อ่อ! ”
ภานุถอนหายใจออกมาก่อนที่จะหันกลับไปมองเพื่อนใหม่ที่สองคนที่จ้องมองมาที่เขาตาเขม่ง นั่นคือชาร์ลอตต์และคริสติน่า
“ชาร์ลอตต์ คริสติน่า ฉันคงต้องไปตามทำสิ่งที่…จดหมายนี่บอก ฉันของตัวลาก่อนนะเอาไว้เจอกันโอกาสหน้า! ”
ภานุกล่าวอำลาเพื่อนใหม่สองคน ในขณะเดียวกันทั้งสองคนก็กล่าวลาเขาเช่นเดียวกัน ชาร์ลอตต์ถอนหายใจอย่างเสียดายเล็กน้อย ทั้งๆ ที่เธอพึ่งจะได้รู้สึกกับภานุแท้ๆ แต่เธอกลับได้คุยกับเขานิดเดียวเท่านั้น ในขณะเดียวกันคริสติน่านั้นพยายามตลอดๆ ที่จะให้ภานุเอ่ยข้อความในจดหมายให้เธอฟัง ภานุรู้สึกรำคาญหญิงสาวคนนี้เขาจึงชิงหลบหนีออกมาทันที
ที่ที่ภานุต้องการไปที่แรกหลังจากออกจากโรงเรียนแน่นอนว่าต้องเป็นที่บ้านของเขา เขาต้องการจะนำธนูไปฝึกด้วย ถึงแม้ว่าการต่อสู้ด้วยมือเปล่านั้นจะจำเป็นแต่ทักษะธนูของเขาก็จำเป็นเหมือนกัน ทักษะธนูนั้นสามารถสังหารได้จากระยะไกลนับว่าหากเรียนรู้ไว้ถือว่าได้เปรียบที่สุด
ชายหนุ่มกลับมาถึงบ้านเขาก็พบกับพ่อของเขาซึ่งกำลังนั่งอ่านจดหมายราชการตราประทับสีทอง ซึ่งน่าจะเป็นฝีมือของบอสหลงนั่นเอง พ่อของเขาหันกลับมามองภานุเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวว่า
“ลูกจะไปแล้ว? ลูกโชคดีจริงๆ นะที่สามารถทำให้ทางราชการเห็นแววและอยากจะฝึกฝนให้ลูก”
ภานุเมื่อได้ยินพ่อของตนกล่าวชมเขาก็ทำเป็นยิ้มกลบเกลื่อนและกล่าวตอบว่า
“ผมแค่โชคดีครับ”
พ่อของภานุมองมาที่ภานุก่อนที่จะเดินไปที่มุมหนึ่งของห้อง และคลำกำแพงไปมาเหมือนกับหาอะไรบางอย่าง
“พ่อกำลังทำอะไร? ”
ในขณะที่ภานุกำลังพยายามจะถามพ่อของเขานั้น มือของพ่อเขาก็ได้ดันกำแพงที่มุม กำแพงบางๆ นั้นเหมือนจะพังลงและปรากฏเป็นช่องขึ้นมา ในนั้นมีของหนึ่งอย่างถูกซ้อนเอาไว้ซึ่งเหมือนว่ามันจะเป็นหนังสือเล่มเก่าๆ ที่ไม่มีตัวอักษรที่หน้าปก
“รับนี้ไว้! ”
พ่อของภานุได้โยนหนังสือเล่มเก่านั้นมาให้ชายหนุ่ม ชายหนุ่มได้แต่มองมันด้วยความงุนงงสายตาของเขาเต็มไปด้วยคำถามเมื่อมองมายังพ่อของเขา
“จนกว่าลูกจะฝึกฝนถึงระดับหนึ่ง จำเอาไว้ว่าอย่าเปิดหนังสือเล่มนั้นเด็ดขาด ลูกจะเปิดมันได้ก็ต่อเมื่อกลายเป็นผู้ฝึกตน ในหนังสือเล่มนั้นมีวิชาธนูลมปราณที่แข็งแกร่งบันทึกเอาไว้ พ่อหวังว่าลูกจะไม่ลืมที่จะฝึกธนูนะ จำเอาไว้ว่าบรรพบุรุษของเราเป็นนักธนู ดังนั้นลูกจะต้องเป็นนักธนูด้วย! ”
“ผมเข้าใจแล้วพ่อ…ผมไม่ทิ้งการฝึกธนูแน่นอน ผมมาที่นี่เพื่อที่จะเอาธนูไปฝึกนี่แหละ! ”
ภานุกล่าวจบก็เก็บหนังสือเก่าๆ นั้นเอาไว้ที่กระเป๋าเสื้อที่มีช่องเก็บของกว้างของเขา ก่อนที่จะเดินไปที่หลังบ้านเพื่อแบกธนูและลูกดอกธนูจำนวนมากที่ใส่เอาไว้ในกระเป๋าออกมา ชายหนุ่มไม่ลืมที่จะใช้เศษกระดาษที่พึ่งแกะจากธนูเมื่อวานมาห่อมันใหม่ เพราะเกรงว่าหากถือไปเช่นนี้เขาจะถูกพวกหน่วยพลเรือนเล่นงานเอาได้
“ผมไปแล้วนะครับพ่อ ฝากลาแม่ตอนแม่กลับมาด้วย! ”
พ่อของภานุพยักหน้าให้หนึ่งที่ เมื่อภานุเห็นดังนั้นเขาก็ออกจากบ้านและวิ่งตรงไปที่สถานีแมคเจนเนียผ่านทางรถไฟในทันที เป็นอย่างที่คาดเอาไว้การแบกธนูอันใหญ่นี่นั้นแม้มันจะถูกห่อด้วยกระดาษอย่างดีแล้วมันก็ยังตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนอยู่ดี แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นเพราเมื่อภานุแบกมันมาถึงสถานีนั้นเขาก็ต้องถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเหนื่อยล้า
หัวไหล่และแขนทั้งสองข้างรู้สึกปวดไปหมด ชายวัยทำงานร่างโตที่เห็นว่าภานุได้แบกของมาที่สถานีเพื่อรถไฟ และหอบหายใจเหมือนกับหมาหอบก็มองด้วยความดูถูก เนื่องจากภานุนั้นใส่ชุดนักเรียนทหารและทหารในเมืองนี้นั้นมีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ในความคิดของชายร่างโตในวัยทำงานคนนั้นกำลังคิดว่าชีวิตและอนาคตของเมืองนี้ต้องฝากไว้กับทหารที่อ่อนแออย่างภานุมันช่างน่าเศร้า มันหารู้ไม่ว่าหากเป็นตัวมันมายกของทั้งหมดด้วยตัวเองมันเดินไปแค่สามก้าวก็อาจจะยอมแพ้ที่จะยกมันต่อไปเลยก็ได้