“คุณหนูเหตุใดไม่ยอมบอกชื่อแซ่แก่พวกเขาล่ะเ้าคะข้าดูแล้วพวกเขาคงมีฐานะใหญ่โตอยู่ไม่น้อย วันข้างหน้าอาจได้พึ่งพากันก็เป็ได้”เผิงฉือรินน้ำชาใส่ถ้วยเลื่อนให้ผู้เป็นาย
“เหตุใดป้าเผิงถึงอยากพึ่งพาคนแปลกหน้าล่ะ”
เผิงฉือพูดไม่ออก นั่นสินะแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอันใด หลินซือเยว่กลับเอ่ยขึ้นเสียก่อน “หากมีวาสนาต่อกันจริงวันข้างหน้าก็ต้องได้เจอกันอีก แต่หากไร้วาสนารู้จักชื่อแซ่ไปก็เปล่าประโยชน์”
“จริงของคุณหนูเ้าค่ะไม่รู้ว่าคุณหนูไปถึงตระกูลหลินแล้วจะเป็อย่างไรบ้าง”
หลินซือเยว่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบนางไม่อาจล่วงรู้ชะตาของตนเองได้ นี่คือสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนยามได้ล่วงรู้ความลับของ์ “ดีหรือไม่ดีแล้วอย่างไรเล่า”นางเอ่ยคล้ายไม่แยแสในชีวิตวันข้างหน้าของตนเอง
เผิงฉือได้แต่ลอบพรูลมหายใจออกมาเบา ๆคุณหนูของนางช่างเ็าเสียจริง
เมืองหลวง
จวนตระกูลหลิน
หิมะยังคงโปรยปรายลงมาดั่งสายฝนรถม้าของหลินอ้ายถูกขวางไว้ตรงหน้าประตูด้านข้าง เสียงคนคุยกันด้านนอกรถม้าทำให้หลินซือเยว่คลึงขมับเบา ๆ ั้แ่เข้าเมืองหลวงมานางไม่ค่อยคุ้นชินกับสภาพผู้คนพลุกพล่านเท่าใดนักอาจเป็เพราะอยู่ในอารามมาเป็เวลานาน ส่วนเผิงฉือยิ่งเก็บอาการตื่นเต้นไม่อยู่มองซ้ายขวาท่าทางตื่นตาตื่นใจไปหมด
“ไม่ใช่ว่าเคยอยู่เมืองใหญ่มาก่อนรึป้าเผิง”จากดวงชะตาของเผิงฉือ หลินซือเยว่ย่อมรู้ว่านาง ไม่ได้มาจากถิ่นกันดารอย่างแน่นอน
“เ้าค่ะคุณหนูแต่ข้าไม่ได้เข้าเมืองหลวงมานานมากแล้ว เลยอดตื่นเต้นไม่ได้เ้าค่ะ”
“เ้าว่าอย่างไรนะ ไม่ให้เข้าไปในจวนรึเหตุใดถึงเป็เช่นนั้น !”เสียงของหลินอ้ายดังขึ้นคล้ายไม่พอใจ
“เ้าเบา ๆ หน่อยได้ไหมเป็คำสั่งของพ่อบ้านหม่า ให้พาคุณหนูรองไปพักอาศัยอยู่นอกจวนแล้วให้เ้าอยู่ที่นั่นคอยดูแลนางด้วย” คนเฝ้าประตูกระซิบเบา ๆเพราะเกรงว่าคนในรถม้าจะได้ยิน
“หมายความว่าอย่างไรนี่ข้าถูกไล่ออกจากจวนใหญ่แล้วรึ” หลินอ้ายรู้สึกงุนงงเป็อย่างมากเหตุใดเขาถึงต้องไปอยู่นอกจวนกับคุณหนูรองด้วย
“เ้าไปได้แล้วไปนี่เป็คำสั่งพ่อบ้านหม่า” เอ่ยจบก็ปิดประตูไล่เสียอย่างนั้น
หลินอ้ายเดินคอตกกลับมารายงานหลินซือเยว่ด้วยความคับข้องใจ“คุณหนูรองขอรับ คือว่า พ่อบ้านหม่าให้คุณหนูรองไปอยู่อีกเรือนขอรับ”
“อะไรนะ !ไม่ให้คุณหนูของข้าเข้าจวน คุณหนูของข้าไม่ใช่คนตระกูลหลินหรอกรึถึงกับต้องไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น”
“ท่านป้าเผิง ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันเป็คำสั่งของพ่อบ้านหม่าขอรับ”
“คุณหนูทำอย่างไรดีเ้าคะ”เผิงฉือเปิดม่านเข้าไปถามคนที่นั่งทำหน้าไม่ทุกข์ร้อนอยู่ด้านใน
“อยู่ที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละป้าเผิงพวกเราไปกันเถอะ” น้ำเสียงเนือย ๆ เช่นนี้ เผิงฉือเข้าใจได้ในทันทีว่าคุณหนูของนางกำลังอารมณ์ไม่ดี เพราะง่วงนอนเป็แน่
“หลินอ้ายเ้ารีบพาคุณหนูไปเรือนพักเดี๋ยวนี้เลย”
“ขอรับ ๆ”
รถม้าวิ่งมาจอดอยู่หน้าเรือนสภาพเก่าโทรมแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากจวนตระกูลหลินนับได้หลายตรอก เผิงฉือประคองหลินซือเยว่ลงมาจากรถม้าทั้งคู่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับสภาพทรุดโทรมของเรือนตรงหน้า เรือนเฟยเฟิ่ง
“นี่มันเกินไปแล้วนะคุณหนู”
“ไม่เป็ไร เข้าไปเถอะ”
สองนายบ่าวถือห่อผ้าก้าวข้ามธรณีเข้าไปด้านในเรือนเฟยเฟิ่งบรรยากาศวิเวกวังเวงจนน่าใจหาย มีเพื่อนบ้านหลายคนออกมามองดูพวกนางแล้วกระซิบกระซาบกันด้วยสายตาแปลก ๆจากนั้นก็รีบปิดประตูราวกับกลัวจะถูกถามไถ่เข้า
“พิลึกจริง ๆ” เผิงฉือไม่เข้าใจ“หลินอ้ายเ้าบอกข้ามาตามตรง เหตุใดเรือนนี้ถึงร้าง แล้วชาวบ้านละแวกนี้ยังทำสายตาพิลึกพิลั่นเช่นนั้นอีก”
“ข้าไม่รู้เหมือนกันท่านป้าเผิง”หลินอ้ายเพิ่งเข้ามาทำงานที่ตระกูลหลินได้ไม่นาน เขาไม่รู้เื่นี้จริง ๆ
หลินซือเยว่มองเห็นไอเย็นที่มาจากสิ่งเร้นลับจึงร่ายคาถาเปิดเนตรทิพย์เพื่อสำรวจถึงความผิดปกตินางเห็นดวงิญญาหญิงชราผมหงอกผู้หนึ่ง กับิญญาเด็กสาวอายุราวห้าขวบอีกดวงครั้นเห็นนางกับเผิงฉือและหลินอ้ายเดินเข้ามาภายในบ้านดวงตาของหญิงชราก็แข็งกร้าวขึ้นในทันที
“เหตุใดอากาศถึงหนาวเย็นขึ้นแบบนี้ได้”เผิงฉือคิดว่าตนเองสวมใส่เสื้อผ้าหน้าหนาวหลายชิ้นแล้วไอเย็นไม่น่าจะผ่านเข้ามาได้อีก
หลินซือเยว่เห็นว่าิญญาเด็กสาวผู้นั้นเดินมาวนเวียนอยู่รอบ ๆ ตัวของพวกนาง คล้ายมีความอยากรู้อยากเห็นเต็มไปหมดแต่พอยื่นมือออกไปแตะเผิงฉือ เด็กสาวก็กรีดร้องออกมาด้วยความเ็ปรีบวิ่งไปฟ้องิญญาหญิงชรา
“ท่านยาย ๆ พวกเขาร้อนมากข้าปวดแสบปวดร้อนไปหมดแล้ว”
“อย่าไปใกล้พวกเขา !”
หลินซือเยว่ไม่สนใจตราบใดที่ทั้งสองไม่เข้ามาทำร้ายตนนางเคยมอบจี้หยกที่ลงคาถาไล่สิ่งชั่วร้ายแก่เผิงฉือมาก่อนดังนั้นิญญาทั่วไปไม่อาจแตะต้องนางได้แต่พอหันไปมองหลินอ้ายที่กอดอกหนาวสั่นอยู่ ทำให้นึกสงสารขึ้นมาหยิบยันต์ป้องกันสิ่งอัปมงคล ที่ถูกพับเป็รูปสามเหลี่ยมออกมายื่นให้แก่เขา
“พกติดตัวไว้ตลอดเวลา” นางเอ่ยสั้น ๆ
“ขอบคุณขอรับคุณหนูรอง”แม้ไม่เข้าใจว่าหลินซือเยว่ให้ยันต์ตนเองด้วยเหตุใดแต่หลินอ้ายก็ทำตามอย่างว่าง่าย รับยันต์มารีบยัดใส่อกเสื้อของตนเองเขารู้สึกไปเองหรือไม่ ไม่ค่อยหนาวสั่นเหมือนก่อนหน้าแล้ว
“ป้าเผิงเข้าไปดูในเรือนเถิดว่าพออยู่ได้หรือไม่เ้าก็ไปกับนางด้วย” หลินซือเยว่หันไปมองหลินอ้ายในตอนท้าย
ทั้งคู่รีบเข้าไปตรวจดูสภาพห้องที่อยู่ด้านในขณะที่หลินซือเยว่เดินไปนั่งลง บนม้านั่งตรงลานหน้าบ้าน ด้านข้างกับิญญาหญิงชรา
“ต่างคนต่างอยู่อย่าได้รบกวนกัน”
ิญญาหญิงชรากับเด็กสาวหันมามองนางอย่างใ“เ้ามองเห็นข้ารึ”
“ใช่”
“ข้าไม่ยินยอมให้พวกเ้าเข้ามาอยู่ที่นี่จงออกไปเสีย !” หญิงชราดวงตาปูดโปนออกมา อีกนิดคงได้กระเด็นออกจากเบ้า
หลินซือเยว่กลอกตาใส่อย่างเบื่อหน่าย“เก็บดวงตาของเ้าไปเสีย ข้าไม่อยากมอง”
ิญญาหญิงชรา “...?”
“ท่านมองเห็นข้าจริง ๆ รึ”ิญญาเด็กสาวตื่นเต้นเป็อย่างมาก นางลุกขึ้นเดินไปรอบ ๆ หลินซือเยว่แต่ไม่กล้าเข้าใกล้มากนัก เมื่อครู่นางยังเจ็บตัวไม่หายอยู่เลย“ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนมองเห็นข้ากับท่านยายเลย เ้าเป็ตัวอะไรกันแน่”
หลินซือเยว่หันไปมองิญญาเด็กสาวแล้วขึงสายตาดุ ๆ ใส่นาง “ข้าเพียงแค่เปิดเนตรทิพย์ถึงมองเห็นข้าอยากทำการตกลงกับพวกเ้าเสียก่อน ข้าเป็คนตระกูลหลินที่นี่คงเป็ทรัพย์สินของตระกูลหลิน ข้ามีสิทธิ์อยู่ที่นี่อย่างถูกต้องพวกเ้าไม่มีสิทธิ์มารบกวน”
ิญญาหญิงชรามองเห็นไอร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวของหลินซือเยว่ ก็เข้าใจได้ในทันทีว่านางไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป
หลินซือเยว่“ต่างคนต่างอยู่ห้ามรบกวนซึ่งกันและกัน ห้ามเข้าไปใกล้คนของข้าด้วย”
ิญญาหญิงชรา “หากข้าไม่ตกลงเล่า”
หลินซือเยว่ยิ้มเยาะเบา ๆ“ข้าจะส่งเ้ากับหลานสาวของเ้าไปปรโลกในทันที”
ิญญาหญิงชรา “...!” สตรีนางนี้ต่อกรด้วยไม่ได้จริง ๆ
“ิญญาอย่างพวกเ้าสมควรไปผุดไปเกิดได้แล้วเหตุใดถึงยังวนเวียนอยู่ที่นี่ ดูนางเถิดยังเป็เด็กน้อยอยู่เลยสมควรได้ไปเกิดในภพภูมิหน้ากับบิดามารดาที่ดี”
“ข้าไม่ไป !” ิญญาเด็กสาวะโขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ยังยึดติดกับสิ่งใดอยู่หรือ”
“เสี่ยวอิงอย่าเสียมารยาท”ิญญาหญิงชรากวักมือเรียกหลานสาวให้มานั่งอยู่ด้านข้าง“แม่นางอย่าได้โกรธเคืองเสี่ยวอิงเลย เมื่อห้าปีก่อนข้าพานางมาตามหาแม่ลูกสาวของข้าเอง แต่ปีนั้นเกิดภัยหนาวรุนแรงทำให้มานอนหนาวตายอยู่หน้าเรือนหลังนี้ จากนั้นิญญาของเราสองยายหลานก็ติดอยู่ที่นี่ไปไหนไม่ได้อีกเลย”
“เพราะมีสิ่งยิดติดปล่อยวางไม่ได้พวกเ้าจึงไม่อาจไปผุดไปเกิดได้ อยากให้ข้าส่งิญญาไปปรโลกหรือไม่”
“แม่นางข้าขอร้องท่านช่วยตามหาลูกสาวของข้าแม่ของเสี่ยวอิงให้ได้หรือไม่ หากนางยังมีชีวิตอยู่แล้วไม่ลำบากอันใดข้ากับเสี่ยวอิงคงจากไปอย่างสงบสุขได้ แต่เพราะเป็ห่วงที่นางหายตัวไปพวกเราจึงไม่อาจปล่อยวางได้จริง ๆ”
“ข้าไม่รับปากเื่นี้ตอนนี้ข้าจะปิดเนตรทิพย์ไม่อาจมองเห็นพวกเ้าได้อีกเอาไว้ยามข้าว่างข้าจะมารับฟังเื่ของพวกเ้าก็แล้วกัน”
ตอนนี้ข้าง่วงนอนเหลือเกินหลินซือเยว่มองเห็นเผิงฉือเดินยิ้มออกมา นั่นย่อมเป็เื่ดีนางปิดเนตรทิพย์แล้วหันไปทางเผิงฉือที่เดินเข้ามาใกล้
“พวกเขาให้คนมาทำความสะอาดไว้แล้วคุณหนูเข้าไปพักผ่อนเถอะเ้าค่ะเดี๋ยวข้ากับหลินอ้ายจะเข้าตลาดไปหาซื้อของมาไว้ทำอาหารมีครัวอยู่แต่ไม่มีของกินเลย ช่างใจจืดใจดำกันนัก”
“ไปเถอะ” หลินซือเยว่ยิ้มบาง ๆ
ห้องที่ใหญ่ที่สุดย่อมเป็ของนางเรือนหลังนี้มีขนาดค่อนข้างเล็ก เครื่องเรือนเก่าชำรุดอยู่หลายชิ้นแต่ก็ยังพออยู่อาศัยได้ หากเทียบกับอารามไท่ผิงกวนแล้วสภาพไม่ได้แตกต่างกันเท่าใดนัก นางตรวจดูทุกจุดภายในเรือนไม่พบสิ่งผิดปกติใดอีกจึงล้มตัวนอนบนเตียงแล้วหลับตาลง
ครั้งหนึ่งนางเคยถาม
“อาจารย์ดวงชะตาข้าจะทำให้ตระกูลหลินตกต่ำจริงหรือไม่”นางเคยถามเ้าอาวาสชุน ในวันที่ท่านได้เรียนรู้จากนางไปพอสมควร
“เ้านักพรตนั่นมันโกหกแน่นอน”เ้าอาวาสชุนตอบกลับมาอย่างมั่นใจ
“เช่นนั้นก็ช่างเถิด”เหตุที่ถามเพราะต้องให้ผู้อื่นดูดวงชะตาให้เมื่อรู้แล้วกลับไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใดนางคงชินชากับความรู้สึกถูกทอดทิ้งแล้วกระมัง