กู้หวาจิงไม่ได้จะมีเจตนาจะใช้อำนาจออกคำสั่ง นางยอมกินทุกอย่างที่สามารถทำให้นางอิ่มท้องได้ปัญหาคือในตอนนี้นางอยากจะรีบหายจากอาการป่วยให้เร็วที่สุด นางไม่สามารถล้มหมอนนอนเสื่ออยู่บนเตียงได้ทั้งวันเพราะเกรงว่าตระกูลไป๋จะฉวยโอกาสนี้มาหาเื่ทำร้ายนางได้ ร่างกายนางอ่อนแอเกินกว่าที่จะโต้ตอบกลับ
ใบหน้าของเถียนหมอมอเต็มไปด้วยความละอายใจน้ำตายังไม่ทันแห้งก็ไหลลงมาอีกครั้ง
“ตระกูลไป๋ปฏิบัติกับพวกเราอย่างโหดร้ายทั้งยังใช้คำพูดสวยหรูกล่าวว่าการกินเช่นนี้เป็การกินเพื่อสุขภาพช่วยบำรุงร่างกาย คุณหนูไม่ต้องกังวล ในเมื่อคุณหนูเข้าใจทุกอย่างเช่นนั้นแล้ว ข้าก็จะกลับไปยังตระกูลกู้ให้เร็วที่สุดเมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาจะได้ทราบว่าพวกเรามีความเป็อยู่เช่นไร!”
ทว่า กู้หวาจิงไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป...
“หมอมอ ตอนนี้ข้าป่วยมียาสมุนไพรไหนที่พอจะใช้รักษาได้บ้าง”
“คุณหนูหมายถึง....”
“ไม่ทราบว่าพอจะมีหวงฉี[1]กับโสมแดงหรือไม่”
“นี่....หวงฉีมีอยู่เ้าค่ะส่วนโสมแดงนั้น....ดูเหมือนจะมีไม่มากนัก”
“ไม่เป็ไรก่อนหน้านี้ท่านเคยบอกว่าในเรือนของพวกเรามีเตาเล็กๆ อยู่ใช่หรือไม่”
พูดถึงตรงนี้เถียนหมอมอก็อยากจะบ่นออกมาอีกครั้งเตาเล็กนั้นก็มีอยู่หรอก แต่ปัญหาคือไม่มีวัตถุดิบพอที่จะทำอาหารได้มีเพียงแต่เตาเท่านั้นแล้วจะทำอาหารได้อย่างไรกันเล่า!
ตระกูลไป๋ยังคงป่าวประกาศว่าพวกเขาปฏิบัติกับคุณหนูดีมากเพราะคุณหนูอยู่เพียงตัวคนเดียวจึงจัดสรรเตาเล็กมาให้หนึ่งตัวมีเครื่องปรุงรสวัตถุดิบทุกอย่างครบครัน ราวกับนำคุณหนูมาคอยประคบประหงมอยู่ในเรือนแต่เจตนาแท้จริงนั้นยากแก่การหยั่งถึงยิ่งนัก!
“หมอมอใจเย็นก่อนเถิดอย่าหุนหันพลันแล่นไป จริงอยู่ที่ข้านั้นอยากจะแตกหักกับตระกูลไป๋แต่เหตุใดไม่รอให้ร่างกายของข้าดีขึ้นกว่านี้ก่อนเล่า สมุนไพรทั้งสองอย่างนั้นท่านนำไปแช่น้ำเย็นไว้สักครู่ จากนั้นใช้หม้อดินต้มน้ำให้เดือดแล้วใช้ไฟอ่อนเคี่ยวจนน้ำข้น และค่อยเติมน้ำเย็นลงไปผสม นำกากออกเอาไปต้มกับโจ๊กนั่นทุกวัน ต้มดีแล้วค่อยปรุงรสด้วยน้ำตาลอีกที”
เถียนหมอมองงงัน ดวงตามองตรงไปยังกู้หวาจิงราวกับไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางจึงพูดสิ่งเหล่านี้ออกมา
กู้หวาจิงรู้ตัวว่าสิ่งที่ตนเองพูดออกไปนั้นค่อนข้างประหลาดแต่นางไม่มีทางอื่นอีกแล้ว
หากจะให้พูดถึงความสามารถในการทำอาหารการกินเมื่อชาติปางก่อนนางก็ยังพอมีอยู่บ้าง นางพยายามเค้นความจำออกมา ก็พอมีอาหารสมุนไพรที่นางพอจะทำได้อยู่ไม่ว่าเถียนหมอมอจะคิดเช่นไรก็ตาม แต่การฟื้นฟูร่างกายก่อนนั้นคือสิ่งสำคัญ
นางมองไปยังใบหน้างุ่มง่ามของเถียนหมอมอ สีหน้าของกู้หวาจิงนั้นเรียบเฉยไม่แสดงท่าทีใดๆแต่ในสมองกลับคิดไม่ตก ต้องตบตาเื่นี้ยังไง หากเถียนหมอมอสงสัยขึ้นมาล่ะแสร้งทำเป็ปวดหัวจะดีไหมนะ
ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กันและกันอยู่พักหนึ่งในที่สุดกู้หวาจิงก็ มองเห็นเถียนหมอมอขยับตัวและยืนขึ้นไม่พูดแม้แต่คำเดียวราวกับจะออกไปทำตามคำพูดของนาง
“…”
นี่...จะไม่ถามสักหน่อยเลยหรือ
คราวนี้เป็ตาของกู้หวาจิงบ้างที่ต้องใแทบจะไม่เชื่อในความโชคดีของตนเอง
…
ไม่คาดคิดว่าสองวันมานี้จะไม่มีคนของตระกูลไป๋เข้ามาเลยในมือของกู้หวาจิงถือช้อนกระเบื้องลายครามคอยคนโจ๊กสมุนไพรในถ้วยรอให้ไอร้อนแผ่กระจาย
เถียนหมอมอฝีมือดีทีเดียว นางพูดไปแบบนั้นนางก็ทำออกมาให้ได้จริงๆ
แม้ว่ารสชาติจะยังไม่ค่อยเข้มข้นแต่ว่ากู้หวาจิงก็พึงพอใจในรสชาตินี้มาก
เวลาสองสามวันที่ฟื้นฟูร่างกาย เพราะโจ๊กธรรมดาๆ ที่ช่วยส่งเสริมลมปราณภายในทำให้ร่างกายของกู้หวาจิงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่ายินดีตอนนี้นางสามารถเดินได้ถึงสองสามก้าวแล้ว อีกทั้งนางยังต้องขอบคุณตระกูลไป๋ที่ไม่เข้ามารบกวนนาง
ในใจของนางเต็มไปด้วยความสุข ทันใดนั้นเถียนหมอมอก็เข้ามาในห้องด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“คุณหนูสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลไป๋มาเ้าค่ะ ตอนนี้อยู่ด้านนอกแล้ว”
ทันทีที่พูดจบตอนนั้นเองลมก็พัดพากลิ่นหอมเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำเสียงที่น่ารังเกียจ
“เอ๊ะ ดูแล้วสีหน้าก็ไม่เลวนี่ มิใช่ว่าป่วยจนใกล้ตายหรอกหรือผู้ใดกันที่เป็กระต่ายตื่นตูมรีบไปแจ้งข่าวให้แก่ฮูหยินผู้เฒ่าเช่นนี้”
ในมือของกู้หวาจิงยังคงถือช้อนค้างไว้ นางค่อยๆ หันหน้าขึ้นไปมอง
บนร่างกายของสตรีที่เดินเข้ามาสวมใส่ชุดกระโปรงสีแดงอ่อนกระบอกแขนและคอเสื้อปักลวดลายสวยวิจิตร รอบๆ เอวมีจี้หยกขาวมันแพะห้อยอยู่ด้วยกันเปล่งประกายแวววาวสะดุดตา
สตรีนางนี้เติบโตขึ้นมาอย่างดีการแต่งตัวก็สอดคล้องกับบรรทัดฐานสังคม บนศีรษะปักเครื่องประดับมากมาย มีทั้งปิ่นหยกทั้งปู้เหยา[2]ทองคำปักอยู่้าจอนผมยังเต็มไปด้วยเครื่องประดับไข่มุกรูปดอกไม้ เมื่ออยู่ภายในห้องมืดมิดนี้ทุกสิ่งจึงดูเจิดจ้าวิบวับมากยิ่งไปกว่าเดิม
เมื่อครู่นี้เถียนหมอมอบอกว่าเป็สะใภ้ใหญ่งั้นหรือ
“พี่สะใภ้...”
กู้หวาจิงนับลำดับศักดิ์แล้วเสร็จจึงกล่าวทักทายปราศรัยอย่างมีมารยาท ไม่คิดว่าจะไปเหยียบจี้ใจดำของนางเข้า
“โอ๊ย ข้ามิกล้าเป็หรอก ข้าจะกล้าไปเป็พี่สะใภ้ของคุณหนูสี่กู้ได้ที่ไหนกันเล่าเ้าอย่านับญาติให้มันวุ่นวายเลย อย่าทำให้ข้าเป็ที่ไม่ชอบใจของฮูหยินผู้เฒ่าไปด้วยเลย”
“…”
“จุ๊จุ๊จุ๊” สะใภ้ใหญ่แห้งตระกูลไป๋ค่อยๆเลิกคิ้วขึ้น “ต้องกล่าวว่าอุบายของคุณหนูสี่กู้นั้นหลักแหลมยิ่งใช้วิธีการสกปรกโสมมแต่งเข้ามายังในตระกูลไป๋ เหตุไฉนยังต้องร้อนใจอีกเล่าเพื่อที่จะได้รับความสนใจจึงใช้คำโกหกมดเท็จว่าป่วยหนัก ช่างน่านับถือเสียจริง”
“ที่พี่สะใภ้กล่าวมานั้น ได้มีท่านหมอเข้ามาดูอาการแล้วจริงๆเหตุใดท่านจึงกล่าวหาว่าข้าโกหกอีกเล่า”
“เ้าอย่ามาพูดให้มันวุ่นวายผู้ใดจะรู้ว่าหมอท่านนั้นมาจากที่ใดกัน พวกข้ามิกล้าดูถูกเ้าหรอกเ้าอาจจะใช้อุบายหลอกล่อและบีบบังคับมาก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะติดสินบนจ้างหมอปลอมมา”
กู้หวาจิงถอนหายใจเบาๆ นางตัดสินใจไม่โต้ตอบกลับไปเพราะไม่อยากมีเื่ยุ่งยาก
“ถ้าหากพี่สะใภ้จะยืนกรานคิดเช่นนั้นข้าก็มิมีอะไรจะพูดหากแต่นอกจากเื่นี้ ไม่ทราบว่าท่านยังมีเื่อื่นอันใดอีกหรือไม่”
คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลไป๋ยิ้มอย่างเหยียดหยาม “อย่างไรก็ตามข้ามาที่นี่เพราะคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่า ในระยะนี้ฮูหยินผู้เฒ่ายุ่งอยู่กับการสวดภาวนาให้แก่น้องชายรองไม่มีเวลามาจัดการเื่ของเ้าฉะนั้นแล้วความผิดที่เ้าทำก่อนหน้านี้ข้าจะเป็คนจัดการทั้งหมด คุณหนูสี่กู้มีอะไรที่อยากจะพูดหรือไม่”
“ไม่มีเ้าค่ะ”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9
[1] ชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่งของจีนใบรูปกลมรี มีขนดอกสีเหลืองอ่อน รากนำมาปรุงเข้ายาได้
[2] ปิ่นระย้าเป็ปิ่นซึ่งนิยมกันในวังสมัยราชวงศ์ฮั่นแล้วแพร่หลายสู่ราษฎรเวลาประดับปิ่นชนิดนี้แล้วเดิน จะระย้ากรุยกรายไหวไปมา