ตอนที่ 6 ตระกูลเฮงตกต่ำ
ตระกูลเฮงเคยเป็ตระกูลใหญ่อันดับต้นๆของคนไทยเชื้อสายจีนมาก่อนเมื่อก่อนตระกูลเฮงได้สิทธิ์ทางการค้าทองคำ นำเข้ายาสมุนไพรจากจีนแผ่นดินใหญ่ภัตราคารอาหารในย่านธุรกิจ จากสมาพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งสมาพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่เกิดจากสามสมาคมหลักร่วมตัวกันจัดตั้งขึ้น ประกอบด้วยสมาคมการค้า สมาคมข่นส่งสมาคมมืด ซึ่งทั้งหมดต้องยกความดีให้กับเฮงัเีอัจฉริยะฟ้าประทานทั้งสิ้น
การจะได้รับสิทธ์ทางการแบบต่างๆนั้นจะเลือกจากผู้ที่ถูกเลือกเมื่อย้อนๆไปสองสามร้อยปีก่อนกลุ่มตระกูลคนไทยเชื้อสายจีนจะดูแลปลูกปั้นเด็กรุ่นใหม่ที่มีพร์เพื่อคัดเลือกเป็ตัวแทนข้ามไปสู่ฝากโน้นซึ่งประตูเชื่อมต่อต้องใช้เวลายี่สิบปีรวบรวมพลังงานเพื่อเปิดหนึ่งครั้งดังนั้นจึงเกิดการแข่งขันทุกๆยี่สิบปี ่แรกๆเด็กรุ่นใหม่กำเนิดมาในสามสิบคนจะพบผู้มีพร์ชั้นดีหนึ่งคนซึ่งตระกูลคนไทยเชื้อสายจีนมีอยู่มากมายหลายสิบตระกูลทำให้เกิดมีเด็กพิเศษเหล่านี้ขึ้นตลอดเวลาไม่ขาดแคลน หากแต่เวลายิ่งทอดนานไปไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเด็กรุ่นใหม่กลับด้อยลงอย่างชัดเจน แม้จะเป็เช่นนั้นทุกๆครั้งจะมีเด็กที่มีพร์เพียงพอถูกส่งไปตามจำนวนที่กำหนดคือครั้งละสองคนทั้งยังต้องมีอายุไม่เกินสิบปีอีกด้วย
ในวงรอบยี่สิบปี หากเด็กตระกูลใดได้รับเลือกตระกูลนั้นจะได้สิทธิทางการค้าที่ดีที่สุดทั้งยังได้รับการสนับสนุนทางการค้ากับสมาชิกที่เป็ตระกูลต่างๆนั่นย่อมนำมาด้วยความมังคั่งมั่นคงแก่วงศ์ตระกูล ตระกูลเฮงหลังจากเฮงัเีจากไป ตลอดสามร้อยปีไม่ปรากฏทายาทที่มีความสามารถเพียงพอทำให้ขาด่ สิทธการค้าต่างๆ ค่อยๆถูกยึดคืน คู่ค้าต่างๆก็หดหาย การช่วยเหลือจากสมาพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีมาถึง จนในที่สุดก็ต้องหลุดจากตระกูลหลักของสมาพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่เป็เพียงตระกูลรองที่ไม่มีผู้ใดอยากคบค้า จากนั้นทุกอย่างค่อยๆเลวร้ายลงการค้าประจำตระกูลที่เคยทำมาก็ค่อยซบเซาลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็คนของตระกูลหลักของสมาพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่เริ่มไปค้าขายกับตระกูลหลักด้วยกัน ยิ่งเป็ตระกูลที่มีผู้ถูกเลือกบ่อยครั้งอย่างตระกูลโง้วตระกูลซูที่อย่างน้อยก็ไม่เกินสี่สิบปีจะต้องมีคนบุตรหลานผู้หนึ่งกลายเป็ผู้ถูกเลือกล้วนยิ่งมีฐานะร่ำรวยมั่งคง จนทรงอิทธพลต่อทั้งคนไทยเชื้อสายจีนทั้งคนไทยเชื้อสายต่างๆ เป็วงกว้าง ทำให้ร้านทอง ร้านยาจีน และภัตราคารต่างถูกขายให้กับผู้ได้รับสิทธ์การค้าเ้าต่อไป แม้จะไม่ถูกบังคับให้ขายแต่ด้วยคู่ค้าและคนซื้อขายที่หายไป ทำให้จำเป็ต้องมุ่งไปทางนั้นเพราะต่อให้ดึงดันทำต่อไป ลูกค้าหลักจริงๆที่เป็คนของสมาพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่มากเกินแปดสิบส่วน อีกยี่สิบส่วนเป็บุคคลทั่วไปบ้างสนิทชิดเชื้อกับตระกูลเฮง กับลูกหลาน แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดอยู่ดีในที่สุดกิจการของตระกูลเฮงเหลือเพียงขายของชำเล็กๆในตลาดท้ายคลองห่างไปประมาณแปดสิบเมตรจากบ้านบุตรหลานที่เป็เชื้อสายห่างๆก็แยกตัวไปอยู่ที่อื่น ต่างตั้งตัวตามความสามารถตามกลไกลของโลกใบนี้ แต่ส่วนใหญ่เพียงพอเลี้ยงดูตนเองได้ ที่รุ่งเรืองมีบ้างแต่แทบตัดขาดไปหลายรุ่นแล้ว
เด็กชายหินวิ่งข้ามถนนมาถึงหน้าประตูบานใหญ่ ออกแรงเพียงนิดประตูค่อยๆเปิดออกแสดงว่ายังมีผู้มาเยือนยังไม่กลับไป ด้วยเวลาเช่นนี้ในใจของเด็กชายยิ่งกังวลมากขึ้น
ปึง...เสียงสิ่งของร่วงกระทบพื้นดังขึ้นจากด้านในหัวใจของเด็กชายถึงกับบีบรัดด้วยความกังวล จำได้เมื่อเดือนก่อนก็เป็เช่นนี้ตื่นเช้ามาเตี่ยมีใบหน้าบวบแดงไปหลายวันยังไม่นับข้าวของบางสิ่งที่มีค่าถูกยกหายไปโดยเฉพาะรถเก่งโบราณคันหนึ่งที่เตี่ยกับม่าม้ารักมากก็ถูกนำไปเมื่อเดือนก่อนเดือนนี้ก็จะยิ่งย่ำแย่เพราะของมีค่า ที่พอมีราคาถูกแปรเป็ทองหมดสินแล้วเหลือเพียงบ้านและที่ดินที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่าเตี่ยไม่ยินยอมขายแน่นอน เด็กน้อยยังจำในรอบเดือนที่ผ่านมาเตี่ยเดินทางไปหาท่านลูงห้าที่ค่อนข้างมีฐานะมั่นคงที่สุดของเชื้อสายตระกูลเฮงยุคนี้ แต่สุดท้ายท่านได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อนพบเพียงลูกชายของลุงห้า ที่ไม่เคยพบหน้ารู้จักกันมาก่อน ได้แต่กลับมามือเปล่า
เด็กชายหินเปิดประตูออก แล้ววิ่งไปด้านในอาคารหลังใหญ่ด้านในทันทีขณะวิ่งยังจ้องมองดูรถเก๋งคันใหญ่สามคันยอดอยู่ที่ลานจอดรถ มีรถคันหนึ่งติดเครื่องอยู่แสดงว่ามีผู้อยู่ในรถเด็กชายเพียงเหลียวมองวูบหนึ่งก่อน หายไปด้านในมีเพียงเฒ่าชราผมขาวยืนอยู่ที่ลานจอดรถผู้เดียวผู้ที่อยู่ในรถสั่นสะท้านเฮือกกนึ่งก่อนประตูรถจะเปิดออก
......
“ม่าม้า” เด็กชายเข้าไปภายในบ้าน เห็นในโถงรับแขกมีชายฉกรรจ์ในชุดรัดกุมสีดำกว่าสิบคนยืนเรียงรายเป็แถวเรียงเดียงสองแถวเบื้องหน้ามีชายฉกรรจ์อีกผู้หนึ่งสวมใส่ชุดรัดกุมสีดำแต่ที่หน้าอกมีลวดลายงูเห่าสีขาวใบหน้ามีรอยแผลเป็ยาวคาดจากกลางจมูกจรดคางด้านซ้าย ดูดุดันหน้ากลัวในมือมีกระบองสั้นสีดำ ตรงพื้นเป็รูปปั้นองค์เทพที่เป็หนึ่งในสิ่งของสืบทอดมายาวนานของตระกูลเฮงแต่ตอนนี้แตกกระจายกับพื้นราวกับของไร้ค่า
เด็กชายเข้ามาถึงถูกสายตาดุดันหลายสิบคู่จ้องมองอยู่ ต้องขนลุกตั้งชันค่อยๆเดินเลี่ยงไปด้านเตี่ยกับม่าม้าของตน มองสองกำหมัดจนแน่น
“เอาละมาเริ่มกันต่อ...” ชายที่อยู่เบื้องหน้าเป็ผู้นำคนทั้งหมดเอ่ย“รูปปั้นพวกนี้ มันไร้ค่า... หากไม่มีเงิน ไม่มีของมีค่าอีก ก็จงนำเงินมาคืนทั้งหมดรวมดอกเบี้ยคงค้างแล้วก็เป็เงินสามล้าน เร็ว”
“สามล้าน! น้องชายภายใต้กฎของสมาชิกสมาพันธ์ วงเงินกู้เกินล้านคิดดอกสองเปอร์เซ็น สองล้านอย่างมากเพียงสี่หมื่นเท่านั้น”ผู้นำตระกูลเฮงคนปัจจุบันนามเฮงหยงอิงเอ่ยด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“อะไร... สิ่งของที่พวกลื้อให้ไปมันไม่พอค่าดอกด้วยซ้ำ มันทบไปรวมยอดแล้วอีกอย่างลื้อลืมหรือว่าแกล้งลืม เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ตระกูลของลื้อถูกถอดออกจากกตระกูลหลักของสมาพันธ์ดอกเบี้ยใหม่คือร้อยละยี่สิบแล้ว” ชายฉกรรจ์แค่นเสียงอย่างดูแคลนมุมปากยกยิ้มอย่างชั่วร้าย
“น้องชาย เดือนนี้พวกเราขอพลัดผ่อนอีกสามวันได้ไหมโปรดแจ้งท่านประธานหม่าว่า...”
“ไม่ได้...” ชายฉกรรจ์ไม่ฟังจบ กล่าวขัดขึ้นมาทันทีพร้อมเดาะไม้กระบองในมือไปมา “หากลื้อไม่มีจ่าย ก็เอาที่ดินพื้นนี้มาให้กับพวกเรา”
“ไม่ได้...” เฮงหยงอิงกล่าวปฎิเสธทันที
“ไม่ได้ก็ต้องได้...”ชายฉกรรจ์กล่าวเสียงเย็นยะเยียบยกมือโบกไปด้านหน้า ชายฉกรรจ์ห้าคนด้านหลังวิ่งกรูกันจะเข้าไปห้องชั้นในมารดาของเด็กชายหินรีบเข้าไปขวางก็ถูกจับตัวไว้ เด็กชายหินส่งเสียงคำรามเข้าไปช่วยมารดาอย่างกล้าหาญด้วยกำลังเด็กน้อยย่อมมิอาจทำเช่นใดได้
“น้องชาย...โปรดเห็นใจด้วย” เฮงหยงอิงมองไปรอบตัวอย่างร้อนใจ
“เห็นใจหรือ นำฉโนดที่ดินออกมา เื่ราวก็จบ”ผู้เป็หัวหน้ายกมือส่งสัญญาณอีกครา ชายฉกรรจ์ด้านหลังห้าคนที่เหลือวิ่งเข้าไปด้านใน ต่อมาได้ฉุดลากเด็กหนุ่มออกมาสองคน คนหนึ่งอายุสิบห้าปีอีกคนอายุวัยสิบเจ็ดปี ทั้งคู่เป็พี่ชายทั้งสองของเด็กชายหินเอง
“ปล่อยนะ...” มารดาของเด็กๆออกแรงสะบัดจะหลุดจากการจับกุมเข้ามาสวมกอดบุตรชายทั้งสามด้วยความห่วงใย “เด็กๆเหล่านี้ไม่กี่ยวข้องด้วยโปรดอย่าทำร้ายแก่เลยนะ”นายหญิงตระกูลเฮงน้ำตานองหน้าอย่างน่าสงสารยิ่งนัก
“บอกให้สามีลื้อ มอบฉโนดออกมาสิ”
“ท่านพี่...”นายหญิงตระกูลเฮงส่งเสียงอ้อนวอนความจริงนางเคยเอ่ยเื่นี้หลายครั้งแล้ว หากอับจนจริงๆควรขายที่ดินพื้นนี้ไปยังมีเงินก้อนหนึ่งไปเริ่มต้นใหม่ได้ แต่เฮงหยงอิงดื้อรั้นไม่ยินยอม
“พี่ขอโทษ...” เฮงหยงอิงสีหน้าสลดลงก่อนจะหยิบปืนที่เตรียมไว้ที่เอวออกมา ชี้กระบอกปืนไปทางชายฉกรรจ์ที่เป็ผู้นำ “น้องชาย...พี่ขอร้องละขอเวลาสามวัน สามวันเท่านั้น”
“จุ๊จุ๊จุ๊... นี่จะทำให้เื่ยุ่งยากขึ้น ผมว่าเก็บปืนไปดีกว่าไม่งั้นอาจต้องมีคนเจ็บตัว” ชายฉกรรจ์ที่ยืนเบื้องหน้าปืนที่พร้อมยิงไม่เพียงเกลงกลัว กลับยิ้มแย้มอย่างดุร้ายยิ่งขึ้น
“เตี่ยระวัง...” เด็กชายหินจ้องมองเบื้องหน้าตลอดพลันกล่าวแต่ช้าเกินไปเมื่อชายฉกรรจ์พลันพุ่งเข้าหาเฮงหยงอิงร่างส่ายไปมาราวกับงู ยังไม่ทันที่เฮงหยงอิงจะตั้งตัวไม้กระบองฟาดใส่มืออย่างแรงจนปืนกระเด็นหลุดจากมือไปก่อนชายฉกรรจ์จะสะบัดกระบองอีกครั้งตั้งใจฟาดไปที่ข้อพับที่หัวเข่าซ้าย แต่มือกลับถูกเด็กคนหนึ่งคว้ากอดเอาไว้ทั้งยกกัดไปที่แขนอย่างแรง
เด็กชายหินเห็นทุกความเคลื่อนไหวอย่างไม่น่าเชื่อการเคลื่อนไหวของชายฉกรรจ์แสดงถึงเป็ผู้ฝึกฝีมือผู้หนึ่ง แม้จะไม่สูงส่งมากมายแต่เพียงพอจะข่มเหงผู้คนธรรมดาเพียงคาดไม่ถึงว่าสเด้กชายคนหนึ่งจะเห็นการเคลื่อนไหวของตนเอง
ชายฉกรรจ์บังเกิดโทสะ ยกเท้าทีบเฮงหย่งอิงจนกระเด็นไป มือซ้ายจับดึงผมตั้งๆของเด็กชายหินจนปากที่กัดไปคลายออกโลหิตยังใหลตามมุมปากของเด็กชาย เมื่อเห็นเช่นนั้นชายฉกรรจ์สบถออกมาคำหนึ่ง ยกกระบองขึ้นหมายฟาดตีเด็กน้อยผู้นี้สักทีหนึ่ง
“อย่า...”หลายเสียงดังขึ้นพร้อมกัน แต่ไม่อาจหยุดมือที่เหวี่ยงลงมาได้ นอกจากไม้เท้าเก่าๆด้ามหนึ่ง