ตอนที่ 45 เซิ่งอันหนิงนักเลงหัวไม้ตัวน้อย
โจวซือซวินเดาใจเซิ่งอันหนิงได้อย่างชัดเจน “ครบสามวันแล้วซ่งซิวเหยียนจะมารับพวกเรา”
ดังนั้นไม่ว่าจะแยกบ้านหรือไม่ พวกเขาก็จะพักอยู่ที่นี่ไม่เกินสามวัน
เซิ่งอันหนิงตกใจเล็กน้อย “เขาจะมาหรือ?”
“อื้ม มาจัดการเรื่องนิดหน่อย”
โจวสือซวินไม่ได้ลงรายละเอียด แต่เซิ่งอันหนิงกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับในพื้นที่ชนบทห่างไกลแห่งนี้ นอกจากจูกุ้ยฮวาที่แสนจะสุดยอดผู้นี้แล้ว คนส่วนใหญ่ก็จะซื่อตรงกันหมด
ซ่งซิวเหยียนจะสามารถทำเรื่องอะไรได้?
จูกุ้ยฮวาอยู่ในห้องของโจวเอ้อร์นี และก็ได้ยินเสียงพูดคุยของโจวสือซวินและเซิ่งอันหนิงที่กลับมา นางคอยมองดูทั้งคู่จากทางหน้าต่างพลางถ่มน้ำลายออกมา
เซิ่งอันหนิงนังตัวขวางลาภ!
จูกุ้ยฮวาไม่กล้าที่จะตำหนิโจวสือซวินในเรื่องการแยกบ้าน ดังนั้นนางจึงเอาความโกรธแค้นไปลงที่เซิ่งอันหนิง
โจวเอ้อร์นีที่กำลังนอนอยู่ได้มองดูการกระทำของแม่ของตน และเอ่ยขึ้นอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “พี่รองของฉันทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ? เช้าวันนี้ยังซื้อนมข้าวหมักธัญพืชของตระกูลหลี่ที่อยู่ในอำเภอให้กับนังเซิ่งอันหนิงอีกด้วย”
นมข้าวหมักธัญพืชของร้านตระกูลหลี่นั้นมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในอำเภอ ว่ากันว่าจะต้องเป็นข้าราชการที่อำเภอเท่านั้นจึงจะสามารถกินได้ เมื่อไม่กี่ปีก่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดร้านอาหาร จึงได้พาพวกปัญญาชนให้ไปทำที่บ้านท่านผู้นำ
แต่ตอนนี้สามารถเปิดกิจการได้แล้ว จึงเปิดเป็นร้านเล็ก ๆ และในทุก ๆ เช้าต่างมีคนมาต่อแถวซื้ออย่างมากมาย
แม้แต่จุกุ้ยฮวายังไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน นางเคยแต่ได้ยินคนในหมู่บ้านที่กลับมาจากอำเภอบรรยายถึงรสชาติของมันว่าอร่อยกว่าเนื้อเสียอีก
จูกุ้ยฮวามองดูโจวเอ้อร์นี “แกรู้ได้ไง? พี่ของแกไม่ใช่คนแบบนั้น”
ไอ้เจ้าท่อนไม้แข็งทื่อผู้นั้นน่ะหรือจะซื้ออาหารให้กับเซิ่งอันหนิง?
โจวเอ้อร์นีตอบกลับ “ก็พี่ไฉ่เสียเห็นน่ะสิ”
จูกุ้ยฮวารู้สึกโมโหขึ้นมา แต่โมโหแล้วจะทำอะไรได้ เพราะตอนนี้โจวสือซวินก็ต้องการจะแยกบ้าน “เอาล่ะ แกก็อย่าทำตัวเหมือนกับคนไม่มีอันจะกิน รักษาร่างกายให้ดีจะได้แต่งกับคนดี ๆ”
โจวเอ้อร์นีมีสีหน้าที่เย็นชาขึ้นมาทันที เอ่ยเสียงหนักแน่น “ตอนนี้ฉันเป็นแบบนี้แล้ว ใครหน้าไหนจะต้องการคะ? แม้แต่ลูกก็ยังมีไม่ได้เลย”
จูกุ้ยฮวาจ้องลูกสาวเขม็ง “แกหุบปากไปซะ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะทำตัวเองไม่ใช่หรือไง ถ้าพวกเราไม่พูดซะอย่าง ใครจะรู้ว่าแกมีลูกไม่ได้?”
ยิ่งคิดเท่าไหร่ก็ยิ่งโมโหมากเท่านั้น “แกมันไม่พยายามเอาเสียเลย ถ้าหากหาคู่ในเมืองได้จะดีสักแค่ไหน”
ตอนนี้ทำได้แค่เพียงรอให้โจวเอ้อร์นีหายดีเท่านั้น จากนั้นก็ค่อยหาชายหนุ่มซื่อ ๆ จากหมู่บ้านที่ไกลออกไปเพื่อแต่งาน
โจวเอ้อร์นีพยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้ “ทั้งหมดเป็นเพราะนังตัวซวยเซิ่งอันหนิงแท้ ๆ ถ้าหล่อนไม่กลับมา ฉันคงไม่เป็นแบบนี้ พี่รองก็จริง ๆ เลย แต่งกับพี่ไฉ่เสียไม่ได้เหรอ? ทำไมจะต้องแต่งกับตัวซวยแบบนี้ด้วย ฉันว่าเรื่องการแยกบ้านต้องเป็นความคิดของนังนั่นแน่ ๆ ”
จูกุ้ยฮวาไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา นางมั่นใจว่าเรื่องการแยกบ้านไม่ใช่ความคิดของเซิ่งอันหนิงแน่นอน ที่โจวสือซวินแสดงสมุดบัญชีเล่มนั้นให้ดูก็เป็นหลักฐานว่าเขาต้องการแยกบ้านตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว
เมื่อเอ่ยถึงการแยกบ้าน จูกุ้ยฮวาก็เริ่มรู้สึกฟุ้งซ่าน ก่อนมองดูโจวเอ้อร์นี “เอาล่ะ แกก็พูดให้มันน้อย ๆ หน่อย ต่อไปก็อย่าพูดถึงหลัวไฉ่เสียล่ะ”
โจวเอ้อนีปิดปากเงียบ และมองออกไปทางหน้าต่างด้วยความแค้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หล่อนจะไม่มีวันปล่อยให้เซิ่งอันหนิงได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข!
…
เซิ่งอันหนิงตรวจสอบบาดแผลของโจวสือซวินอีกครั้ง แต่เป้าหมายหลักคือต้องการจะดูปานที่อยู่บริเวณเอวของชายหนุ่ม
เธอดูบาดแผลอย่างพึงพอใจ ดูเหมือนว่ามันจะดีกว่าเมื่อคืนเป็นอย่างมาก ผ้าพันแผลไม่ได้มีเลือดซึมอยู่มากมายแล้ว เซิ่งอันหนิงจึงใช้แอลกอฮอล์เช็ดบริเวณรอบ ๆ บาดแผล
เธอเช็ดพลางมองดูเอวของโจวสือซวิน รอยสีแดงที่ดูเหมือนจะเป็นปานนั้นก็เป็นปานจริง ๆ มันมีขนาดเท่ากับเหรียญหนึ่งหยวน ลักษณะรูปร่างเหมือนกับใบเมเปิล และมันก็งดงามจริง ๆ
โจวสือซวินที่กำลังนอนอยู่พลันรู้สึกว่ามีบางอย่างเย็นเฉียบเคลื่อนจากบริเวณที่เป็นแผลไปที่เอว ชายหนุ่มอยากจะเอ่ยเตือนเพราะไม่ต้องการให้เซิ่งอันหนิงสัมผัสเอวของเขาโดยตรง
ปลายนิ้วที่เย็บเฉียบเคลื่อนที่เข้าไป ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกชาทั่วทั้งใบหน้า และกล้ามเนื้อของเขาก็เริ่มสั่นกระตุก
เซิ่งอันหนิงลูบไปที่บริเวณรอบ ๆ ของปาน เมื่อแน่ใจแล้วว่าบริเวณข้าง ๆ ไม่ส่วนที่นูนออกมาหรือมีก้อนอะไรอยู่ข้างใต้ เธอจึงเอ่ยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ปานของคุณสวยจริง ๆ มันดูเหมือนกับภาพวาดเลย”
โจวสือซวินกะพริบตา ระงับความขุ่นเคืองที่พวยพุ่งอยู่ในร่างกายและทำเหมือนว่าไม่ได้ยินในสิ่งที่เธอพูด จากนั้นจึงลุกขึ้นนั่งและสวมเสื้อผ้า
เซิ่งอันหนิงคุกเข่าลงข้าง ๆ เตียงเตาอย่างไม่เขินอายและมองดูปานนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ภาพที่สะดุดตาแบบนี้มองดูแล้วช่างดีต่อสายตาเสียจริง
เมื่อเปรียบเทียบโจวสือซวินที่มีท่าทางเหมือนกับป้าแก่ ๆ กำลังสวมเสื้อผ้าอย่างไม่สบอารมณ์ เซิ่งอันหนิงนั้นก็ดูเหมือนนักเลงหัวไม้ตัวเล็ก ๆ ที่เอาแต่จ้องมองจนแทบน้ำลายไหลอย่างไรอย่างนั้น!
ในขณะที่กำลังสวมเสื้อผ้าก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันจากในลานบ้าน น้ำเสียงนั้นเป็นเสียงที่ไม่คุ้นเคย และเสียงนั้นก็กำลังสนทนากับเฉินเฉี่ยวหลาน
โจวสือซวินเห็นใบหน้าที่ประหลาดใจของเซิ่งอันหนิง จึงเอ่ยอธิบายขึ้น “นั่นหนิวชุนอิงพี่สะใภ้ใหญ่ของผม สองวันก่อนหล่อนกลับบ้านไปร่วมงานแต่งงาน”
เซิ่งอันหนิงรู้ว่าโจวฉางหลินมีลูกชายสามคน คนโตสุดอายุสิบห้าปี และคนเล็กสุดอายุสิบเอ็ดปี อยู่ในวัยที่กำลังกินกำลังซนพอดี
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น โจวสือซวินก็สวมเสื้อผ้าเสร็จแล้ว จากนั้นชายหนุ่มก็เดินออกไปทักทายหนิวชุนอิง “พี่สะใภ้ใหญ่”
หนิวชุนอิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงดีใจ “ให้ตายสิ เจ้ารองกลับมาแล้วหรือ? ตอนที่ฉันกำลังพาลูก ๆ มาถึงหน้าประตูหมู่บ้านก็ได้ยินคนที่หมู่บ้านบอกว่านายกลับมาแล้วน่ะ ตอนนั้นฉันไม่ยังเชื่อ เด็ก ๆ ในบ้านคงจะดีใจมาก ๆ”
เมื่อพูดเสร็จ เด็กหนุ่มสามคนก็เข้ามารายล้อมโจวสือซวิน และเอ่ยร้องด้วยความดีใจ “อารอง อารอง อากลับมาแล้ว”
“อารองเล่าเรื่องสงครามให้พวกเราฟังหน่อยสิ”
โจวสือซวินมองดูเด็กทั้งสามด้วยความงุงงง ไม่ได้พบกันเพียงไม่กี่ปี ต่างก็โตขึ้นไม่น้อย
หนิวชุนอิงยิ้มและเอ่ยตำหนิ “เอาล่ะ พวกลูกอย่ามาเอะอะกวนอารองเลย ให้อารองได้พักบ้าง!”
เด็กทั้งสามจึงได้เงียบลง จ้องมองมาที่โจวสือซวินด้วยแววตาคึกคัก
ในสายตาของเด็ก ๆ โจวสือซวินเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ถือปืนเข้าไปในฐานทัพของศัตรู และเป็นเรื่องราวที่พวกเขาจะออกไปโอ้อวดให้กับเพื่อน ๆ วัยเดียวกันกับเขาได้
ในทุก ๆ ครั้งที่กองทัพฉายภาพยนตร์ ส่วนมากจะเป็นภาพยนต์สงคราม เด็กทั้งสามก็เอ่ยขึ้นโดยที่ไม่อายผู้ใดว่า “อารองของพวกเราเจ๋งกว่าพวกเขาอีก!”
เซิ่งอันหนิงตามออกมามองดูเด็กชายสามคนที่รายล้อมโจวสือซวินอยู่ คนหนึ่งสูงกว่าอีกคนหนึ่ง แม้จะสวมเสื้อผ้าที่มีแต่รอยปะแต่กลับสะอาดสะอ้าน
เมื่อหนิวชุนอิงมองดูเซิ่งอันหนิง จึงทักทายอย่างคึกคัก “นี่คือภรรยาของเจ้ารองสินะ สวยมาก ๆ เลย ราวกับนางในภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น”
เซิ่งอันหนิงถูกชมจนเขินอาย เธอมองดวงตากลมโตของหนิวชุนอิง จากนั้นจึงเอ่ยทักทาย “สวัสดีค่ะพี่สะใภ้ใหญ่”
หนิวชุนอิงพยักหน้า “ไม่เป็นไร ๆ”
จากนั้นก็เรียกลูกชายทั้งสามของหล่อน “เจี้ยนหัว เจี้ยนหมิน เจี้ยนจวิน รีบมาทักทายอาสะใภ้รองเร็ว ๆ สิ”
จู่ ๆ เจ้ารองโจวเจี้ยนหมินและเจ้าสามโจวเจี้ยนจวินก็เขินอายขึ้นมา “อาสะใภ้รอง”
แต่โจวเจี้ยนหัวลูกชายคนโตไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ความตื่นเต้นบนใบหน้าของเขาหายไป เด็กหนุ่มเม้มปากมองดูเซิ่งอันหนิงและไม่ได้คิดที่จะเอ่ยอะไร อีกทั้งดวงตายังแฝงแววปฏิปักษ์
แน่นอนว่าเซิ่งอันหนิงเห็นแววตาของเด็กหนุ่ม แต่เธอก็ยังคงยิ้มแย้มเช่นเดิม ทว่าเพียงแค่รู้สึกแปลกใจว่าทำไมเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีถึงได้มีความรู้สึกต่อเธอแบบนี้
พวกเขาเพิ่งเจอกันครั้งแรกไม่ใช่หรือ?
หนิวชุนอิงชกเข้าที่หลังของโจวเจี้ยนหัว “เรียกอาสะใภ้สิ ตะลึงอยู่ทำไม?”…………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ไม่น่าช่วยนังเอ้อร์นีเลยค่ะ น่าจะปล่อยให้ตกเลือดตายไปซะ ถ้าไม่ได้อันหนิงนี่หล่อนตายไปนานแล้วเถอะ
พี่โจวมีอะไรกับปานนี้หรือเปล่าคะ แตะนิดหน่อยไม่ได้เลยนะ ทีกับเมียทำแข็งกร้าวใส่ แต่กับไฉ่เสียนี่ใกล้ชิดเนอะ งงใจ ทำตัวให้มันชัดเจนหน่อยสิ
เจี้ยนหัวนี่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของอันหนิงร่างเดิมหรือเปล่านะ เลยแสดงท่าทางแบบนี้ อันหนิงคนใหม่เจองานหนักอีกแล้วสิ
ไหหม่า(海馬)