'ช่างมันเถอะ...' หลงเทียนหยูคิด เขายังมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ ว่าแล้วเขาก็สวมหน้ากากสีดำปกปิดใบหน้า และดึงผ้าคลุมสีดำขึ้นคลุมร่างกายอีกชั้น
ตอนนี้เขายังเป็แค่คนตัวเล็ก ๆ ที่ไร้อำนาจ การทำอะไรก็ต้องรอบคอบทุกย่างก้าว การอยู่ในป่าก็ใส่เพื่อปกปิดตัวตนไปก่อน เวลาทำอะไรจะได้ไม่มีใครจำได้
ขณะเดินสำรวจป่าไปเรื่อย ๆ หลงเทียนหยูก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ เขาเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ ลอบมองสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ สายตาที่เหนืุ์ถึงสองเท่านับว่าได้ใช้ประโยชน์แล้ว เขาเห็นคนจำนวนมากกำลังต่อสู้กัน แต่ละฝ่ายน่าจะมีคนไม่ต่ำกว่าสิบคน
เขาลอบมองอยู่พักหนึ่ง ก็ถึงกับตกตะลึงและเหงื่อตก เพราะมีบางคนสามารถบันดาล เปลวไฟ ออกมาจากมือเพื่อโจมตีศัตรูได้ นี่หมายความว่าคนบนโลกนี้มีพลังพิเศษกันอย่างนั้นหรือ? ไม่รู้ว่าไอ้สามคนที่เขาฆ่าไปเมื่อครู่มีพลังพิเศษด้วยหรือเปล่า ดีแล้วที่เขารีบฆ่าพวกมัน เพราะต่อให้มีพวกมันก็ไม่มีโอกาสได้ใช้
หลังจากดูอีกพักใหญ่ก็เห็นได้ว่าผู้ใช้พลังพิเศษมีน้อยมาก แสดงว่าไม่ใช่ทุกคนที่มี ดูแล้วมีแค่ฝั่งละคนเท่านั้นที่มีพลังพิเศษ จากที่ดู เหตุผลของการต่อสู้ครั้งนี้คือการแย่งชิงผู้หญิงคนหนึ่งที่อีกฝ่ายกำลังปกป้อง อีกฝ่ายก็พยายามบุกเพื่อแย่งชิงมาให้ได้
'จะเอายังไงดี...' แน่นอนว่าเขาไม่มีความคิดที่จะเข้าไปช่วยฝ่ายไหนทั้งนั้น แต่ถ้าสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการต่อสู้ครั้งนี้ได้ก็คงจะดีไม่น้อย รอดูสถานการณ์ต่อไปก่อนดีกว่า ถ้ามีโอกาสก็ฉกฉวย ถ้าไม่มีก็ถอยออกมา
เวลาผ่านไป ทั้งสองฝ่ายต่างก็าเ็ล้มตายกันไปไม่น้อย สุดท้ายก็เหลือเพียงแค่ผู้ใช้พลังพิเศษทั้งสองคนที่กำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็เอาตาย หลงเทียนหยูรู้แล้วว่าโอกาสของเขากำลังจะมาถึงแล้ว
ในที่สุด ผู้ใช้พลังไฟที่อยู่ฝ่ายปกป้องหญิงสาวก็เอาชนะอีกฝ่ายได้ เปลวไฟโอบล้อมผู้มีพลังพิเศษอีกคนจนถูกไฟคลอกตาย แต่ฝั่งผู้ใช้ไฟเองก็าเ็ไม่น้อยเช่นกัน หลงเทียนหยูแอบสำรวจโดยรอบว่ามีใครซุ่มอยู่หรือไม่ ก็พบอีกอยู่คนหนึ่งซึ่งต่อมาก็ถูกเขาลอบจัดการสังหารไปเรียบร้อยแล้ว
หลงเทียนหยูรอจังหวะที่ผู้ใช้พลังไฟหันหลังไปคุยกับหญิงสาว พุ่งตัวด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่เขาจะทำได้ หญิงสาวที่เห็นเขาพุ่งเข้ามาก็ร้องเสียงหลง ชายผู้ใช้ไฟรู้สึกตัวหันกลับมาอีกทีก็ไม่ทันเสียแล้ว หลงเทียนหยูฟันฉับเดียว... ลำคอของเขาขาดสะบั้นออกจากร่าง
หลังจากจัดการเสร็จ เขาก็มองเขม็งไปยังหญิงสาวที่เหลือรอดอยู่คนเดียวในตอนนี้ ขณะที่กำลังคิดอยู่ว่าจะจัดการผู้หญิงคนนี้ดีไหม ก็ได้ยินเสียงใสดังกังวานออกมา
“ท่านหน้ากากดำ... เชิญท่านทำตามใจชอบเถอะ เราผู้นี้จะขอเพียงยืนดูเฉย ๆ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น”
หลงเทียนหยูหรี่ตามองหญิงสาวคนนี้ชัด ๆ อีกครั้ง เธอมีผิวขาวซีด ใบหน้าคมสวย คิ้วโก่ง ดวงตาสีเขียว จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ผมยาวสีทอง อายุประมาณสิบแปดสิบเก้า เป็ผู้หญิงที่สวยมากจริง ๆ
เขาลองคิดดูแล้วก็ตัดสินใจปล่อยผู้หญิงคนนี้ไป เขามีลางสังหรณ์ว่าถ้าโจมตีเธอไป คนที่จะซวยอาจจะเป็เขาแทน เป็ไปได้ไหมว่าผู้หญิงคนนี้ก็มีพลังพิเศษด้วยเช่นกัน?
หลงเทียนหยูไล่เก็บทรัพย์สินของคนที่ตายในพื้นที่ ใครที่ยังไม่ตายเขาก็จัดการสังหารทั้งหมด แน่นอนว่าทุกครั้งที่สำรวจ เขาก็ยังคงระมัดระวังหญิงสาวคนนี้อยู่ตลอด
นับว่าครั้งนี้เขาได้กำไรครั้งใหญ่ เงินที่ได้บวกกับก่อนหน้านี้มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว อาวุธ ชุดเกราะ และยาที่น่าสนใจก็เก็บเอาไว้ ถึงไม่ได้ใช้ก็เอาไปขายทำเงินได้ ส่วนก้อนหินก็มีอีกไม่น้อยเช่นกัน ใช่แล้ว... เราลองถามสิ่งที่สงสัยกับผู้หญิงคนนี้ก็แล้วกัน! เขาถือหินขึ้นมาให้หญิงสาวเห็น
“ฉันขอถามหน่อยว่าหินพวกนี้มันเอาไว้ใช้ทำอะไร?” เสียงที่ลอดออกมาจากหน้ากากดำฟังดูแก่ชราแต่ทรงพลังมาก
หญิงสาวได้ฟังคำถามก็อดแปลกใจไม่ได้ เพราะมันเป็เื่สามัญพื้นฐานที่คนทั่วไปก็รับรู้กันทั้งนั้น ทำไมชายหน้ากากดำที่มีเสียงแก่ชราถึงไม่รู้? แต่สถานการณ์ของเธอตอนนี้จะไม่ตอบคำถามของคนตรงหน้าได้อย่างไร
“เรียนท่านผู้เฒ่าหน้ากากดำ หินเหล่านี้ได้มาจากการสังหารพวกการ์เดี้ยนค่ะ เมื่อสังหารพวกมันได้ ที่แกนกลางจะมีหินพวกนี้อยู่ โดยหินจะแบ่งเป็สีที่ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถ อย่างหินสีขาวคือการ์เดี้ยนที่มีระดับต่ำที่สุด สูงขึ้นมาอีกระดับก็คือสีเหลือง”
“แล้วระดับของหินมีกี่ระดับและมีสีอะไรบ้าง? ประโยชน์ของมันมีอะไร?” เสียงแก่ชราดังขึ้นถามต่ออีกครั้ง
“สีของหินมีห้าระดับค่ะ ไล่จากต่ำสุดขึ้นไปสูงสุดคือ สีขาว สีเหลือง สีเขียว สีแดง และสุดท้ายคือสีน้ำเงิน ประโยชน์ของมันคือสามารถนำไปขายแลกเป็เงินได้ตามระดับสีของหิน หรือใช้แลกสิ่งของก็ได้เช่นกัน โดยในเมืองจะมีสมาคมที่ชื่อทานอส รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเป็พวกอุปกรณ์หรือยาชนิดต่าง ๆ ได้ค่ะ”
หลงเทียนหยูพยายามย่อยข้อมูลที่ได้รับมา การที่มีคนรับซื้อแบบนี้แสดงว่ามันต้องมีประโยชน์อะไรบางอย่างที่เอาไปใช้ได้แน่ ๆ แต่ในส่วนนี้น่าจะมีแต่คนระดับสูง ๆ ที่รู้ประโยชน์ของหินพวกนี้ ส่วนคนระดับล่าง ๆ ก็คงรู้เพียงแค่เอาไปแลกเงินกับสิ่งของต่าง ๆ ได้
เขาเพ่งมองไปที่หญิงสาวอีกครั้ง ก็เห็นท่าทางของเธอไม่ได้ตกอกใกับสถานการณ์ตรงหน้าเท่าไหร่ สีหน้าท่าทางและลมหายใจยังเป็ปกติดี ถือว่าควบคุมตัวเองได้ดีเยี่ยม ไม่รู้ว่าเป็เพราะแกล้งฝืนทำ หรือเพราะถึงเขาจะพยายามฆ่าเธอ แต่เธอก็สามารถรับมือได้กันแน่
แต่เขาก็เชื่อในลางสังหรณ์ของตัวเอง ดังนั้นก็ปล่อยไปก็แล้วกัน ยังไงด้วยตัวตนของเขาตอนนี้ เธอก็ไม่มีวันจำเขาได้เมื่อเขาถอดหน้ากากกับผ้าคลุมออกไปแน่นอน แต่เขาก็ยังมีข้อสงสัยอยู่อีก
“สถานะของมนุษย์กับการ์เดี้ยนตอนนี้คือศัตรูคู่แค้นที่ต้องฆ่ากันอย่างเดียวเลยใช่ไหม? แล้วตอนนี้ใครกำลังได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่?”
หญิงสาวผมทองได้ฟังคำถามก็หรี่ตา อดมองคนตรงหน้าไม่ได้ นี่เป็คนที่ถูกกักขังมานานมากจนเพิ่งหลุดออกมาหรือเปล่า? แต่ถึงในใจจะสงสัยอย่างไร เธอก็พูดตอบกลับด้วยความสุภาพ
“เรียนท่านผู้เฒ่าหน้ากากดำ สถานการณ์ของมนุษย์กับการ์เดี้ยนถือว่าเป็ศัตรูคู่แค้นกันจริง ๆ ค่ะ เจอกันเป็ต้องฆ่ากันให้ตาย เพียงแต่ก็มีกฎเกณฑ์บางอย่างอยู่เหมือนกัน โดยกฎเกณฑ์นี้กำหนดมาจากระดับสูงของทั้งสองฝ่ายที่ทำข้อตกลงกันเอาไว้...”