ศาสตราสามภพ เสี้ยวจันทราเหนือหิมะ

    บทที่ 28 คืนนี้ข้าต้องนอนคนเดียวแล้วใช่ไหม

     

            สายลมพัดผ่านลานกว้างแผ่วเบา กิ่งไม้เอนตัวไหว ใบไม้หลายใบร่วงหล่นลงบนพื้นหิน


            เยว่เสวี่ยหลิงวางซาลาเปาที่เหลืออยู่ลงในมือของฉิงอี ก่อนพยักหน้าให้โยวหงเข้ามาประคองร่างนางไว้แทน จากนั้นจึงยกมือปาดน้ำตา สูดลมหายใจลึก แล้วหันกลับไปมองใบหน้าซีดขาวของคนตรงหน้าอีกครั้ง


            มือที่กำแน่นค่อย ๆ คลายออก เสี้ยวจันทราปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือ


            เยว่เสวี่ยหลิงหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนสะบัดมือชี้ไปยังประตูมิติ


            เปรี้ยง!


            เสี้ยวจันทราพุ่งกระแทกม่านผนึกอย่างรุนแรง ประกายสายฟ้าแตกกระจายไปทั่วอาณาเขต เสียงสะท้อนดังก้องไปทั้งอาราม นางบังคับให้ศาสตราพุ่งเข้าโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า จนลมหายใจเริ่มขาดห้วงและร่างกายสั่นไหว ทว่าประตูมิติยังคงปิดสนิทดังเดิม


            กระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำ


            ลมปราณผสานศาสตรา ควบคุมด้วยจิต


            เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ หลับตาลงอีกครั้ง เสี้ยวจันทราลอยวนอยู่ข้างกาย ขณะที่กระแสลมรอบฝ่าเท้าแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง แสงสีขาวเรืองรองเริ่มไหลเวียนทั่วร่าง ก่อนหลอมรวมเข้าสู่คมจันทราทีละสาย


            ม่านพลังโปร่งใสปรากฏขึ้นชั่วขณะแล้วจางหายไป ทว่าประกายของเสี้ยวจันทรากลับสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม


            เมื่อเยว่เสวี่ยหลิงลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นก็เหลือเพียงความมุ่งมั่น นางสะบัดมืออีกครั้ง ส่งเสี้ยวจันทราพุ่งตรงเข้าหาประตูมิติ


            ครืน—


            แรงสั่นสะเทือนแผ่กระจายไปทั่วอารามจนข้าวของภายในอาคารสั่นไหว ต้นไม้ทั้งแนวเอนลู่ไปตามกระแสลม เยว่เสวี่ยหลิงถูกแรงสะท้อนซัดให้ถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่ยังคงฝืนควบคุมเสี้ยวจันทราให้โจมตีต่อไปโดยไม่หยุด


            เปรี๊ยะ...


            รอยปริแตกเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นบนม่านผนึก


            ดวงตาของทุกคนเบิกกว้าง ทว่าในวินาทีต่อมา เยว่เสวี่ยหลิงกลับทรุดลงกับพื้น เสี้ยวจันทราพลันลอยย้อนกลับมาหาผู้เป็นนาย ขณะที่รอยแตกบนประตูค่อย ๆ สมานตัวจนไม่เหลือร่องรอย


            “เสวี่ยหลิง...”


            เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากเบื้องหลัง


            เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับไปทันที ก่อนรีบเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าฉิงอีและจับมือนางไว้แน่น


            “อดทนอีกหน่อย...เจ้าต้องอดทนอีกหน่อย”


            ฉิงอียิ้มบาง ๆ ก่อนยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วแตะลงเหนือหน้าอกของอีกฝ่าย


            “เสวี่ยหลิง...เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงชอบตามเจ้า”


            เยว่เสวี่ยหลิงส่ายหน้าเบา ๆ


            “เพราะหัวใจของเจ้าอบอุ่น”


            ฉิงอีกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตาค่อย ๆ พร่าเลือนลงทุกขณะ


            “เมื่อข้าอยู่ใกล้เจ้า...ข้ารู้สึกว่าตนเองเข้มแข็งขึ้น”


            เยว่เสวี่ยหลิงกุมมือนั้นไว้แน่นกว่าเดิม


            “ดังนั้นเจ้าต้องรอข้า”


            ฉิงอีส่ายหน้าเบา ๆ แล้วรั้งมือของนางไว้


            “ความรักของเจ้าไม่ผิด...อย่าลืมนะ”


            น้ำตาเอ่อคลออยู่ในดวงตาของคนทั้งสอง เยว่เสวี่ยหลิงพยักหน้ารับ ก่อนค่อย ๆ วางมือนั้นลง แล้วหันกลับไปยังประตูมิติอีกครั้ง


            เสียงร้องของนางดังก้องไปทั่วอาณาเขต กระแสลมทั้งอารามพลันปั่นป่วนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เสี้ยวจันทราส่องแสงเจิดจ้าและพุ่งกระแทกม่านผนึกซ้ำอีกครั้ง รอยปริแตกเริ่มปรากฏขึ้นบนพื้นผิว ก่อนค่อย ๆ ขยายกว้างและลุกลามออกไปทีละน้อย จนทั่วทั้งอารามสั่นสะเทือน


            โยวหงกำมือแน่น พลางมองฉิงอีด้วยดวงตาแดงก่ำ


            “ฉิงอี...เจ้าต้องรอเสวี่ยหลิงนะ...”


            ฉิงอียิ้ม ก่อนเอนศีรษะพิงไหล่ของโยวหงอย่างอ่อนแรง สายตาค่อย ๆ พร่าเลือนลงทุกขณะ ขณะที่เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับมามองอีกครั้ง

    ดวงตาของคนทั้งสองสบกันท่ามกลางกระแสลม ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่งลงเพียงชั่วขณะ


            เสียงของฉิงอีดังขึ้นในใจ


            เสวี่ยหลิง...อย่ายอมแพ้ให้กับความรักนะ


            ข้าขอบใจเจ้า


            เยว่เสวี่ยหลิงหลับตาลงเพียงชั่วพริบตา ก่อนค่อย ๆ ลืมขึ้นอีกครั้ง น้ำตายังคงไหลอาบแก้ม ทว่าแววตากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


            กระแสลมซึ่งปั่นป่วนทั่วทั้งอาณาเขตพลันถูกรวบรวมเข้าสู่จุดเดียว ม่านพลังโปร่งใสหลอมรวมเข้ากับเสี้ยวจันทรา จนคมสีเงินส่องประกายเจิดจ้าราวจะแผดเผาความมืดทั้งหมดให้สิ้นไป


            นางหันกลับไปมองฉิงอีเป็นครั้งสุดท้าย


            ฉิงอียังคงถือซาลาเปาอยู่ในมือ


            และยังคงยิ้มอยู่เช่นเดิม


            “ข้าจะปกป้องเจ้า!”


            เสียงนั้นดังก้องไปทั่วอาณาเขต


            เสี้ยวจันทราพุ่งทะยานออกไปดุจคมมีดสีเงิน ฉีกผ่านม่านผนึกเป็นทางยาว แรงสั่นสะเทือนมหาศาลแผ่กระจายไปทั่วอาราม ก่อนเสียงครืนกึกก้องจะระเบิดขึ้น เมื่อผนึกประตูมิติแตกสลายลงในที่สุด


            ฉิงอียังคงถือซาลาเปาไว้ในมือ ดวงตาที่พร่าเลือนทอดมองเยว่เสวี่ยหลิงซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางพายุลม มองนางที่ไม่ลังเลอีกต่อไป ก่อนรอยยิ้มบางจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า


            คราวนี้...เจ้าคงไม่หนีแล้วสินะ


            ราวกับความกังวลทั้งหมดได้เลือนหายไปพร้อมกับรอยยิ้มนั้น


            เยว่เสวี่ยหลิงยิ้มทั้งน้ำตา


            “ฉิงอี...”


            นางหันกลับไปหาอีกฝ่าย


            ซาลาเปาในมือของฉิงอีพลันร่วงลงบนพื้น กลิ้งช้า ๆ ไปตามลานหิน รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้า ทว่าดวงตาคู่นั้นปิดลงแล้ว ลมหายใจสุดท้ายเลือนหายไปพร้อมกับความเงียบซึ่งแผ่ปกคลุมทั่วทั้งอาณาเขต


            เยว่เสวี่ยหลิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน


            “ฉิงอี...”


            เสียงเรียกสั่นพร่าหลุดออกมาจากลำคอ นางก้าวเข้าไปทีละก้าวราวกับยังไม่อาจยอมรับภาพตรงหน้า ก่อนทรุดตัวลงและดึงร่างของฉิงอีเข้ามากอดแน่น กลัวว่าถ้าคลายอ้อมแขนแล้ว อีกฝ่ายจะเลือนหายไปตลอดกาล


            เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เยว่เสวี่ยหลิงซบใบหน้าลงบนเรือนผมของฉิงอี น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย ขณะที่อ้อมแขนยิ่งกระชับร่างนั้นแน่นขึ้น


            “คืนนี้...” เสียงของนางสั่นจนแทบไม่ได้ยิน “ข้าต้องนอนคนเดียวแล้วใช่ไหม...”


            ลมหายใจของเยว่เสวี่ยหลิงสะดุด ก่อนเรี่ยวแรงทั้งหมดจะหมดลง ร่างของนางทรุดอยู่เช่นนั้นโดยยังคงกอดฉิงอีไว้แน่น ขณะเดียวกัน เสี้ยวจันทราก็ค่อย ๆ เลือนหายกลับเข้าสู่มิติของมัน


            ไม่นานหลังม่านผนึกถูกทำลาย โม่หยวนซาง เฟิงอวี้ และมู่หลานซินก็ทะยานผ่านช่องประตูมิติที่ฉีกขาดเข้ามา


            สายตาของโม่หยวนซางหยุดอยู่ที่เยว่เสวี่ยหลิงในทันที เขาพุ่งเข้าไปหาและพยายามคลายมือของนางออกจากอาภรณ์ของฉิงอี ทว่าแม้เจ้าตัวจะหมดสติไปแล้ว นิ้วทั้งสองข้างกลับยังกำไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยแม้แต่น้อย


            โม่หยวนซางชะงัก ก่อนหันไปมองมู่หลานซินอย่างจนใจ


            มู่หลานซินก้าวเข้ามาใกล้แล้วโบกพัดในมือเบา ๆ อินทรียักษ์ตัวหนึ่งพลันปรากฏขึ้นกลางลาน ก่อนหมอบกายลงข้างคนทั้งสอง โม่หยวนซางจึงอุ้มเยว่เสวี่ยหลิงขึ้นทั้งที่นางยังคงกอดฉิงอีไว้แน่น แล้ววางร่างของทั้งคู่ลงบนหลังอินทรียักษ์อย่างระมัดระวัง


            มู่หลานซินจับชีพจรของเยว่เสวี่ยหลิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ


            “นางสูญเสียลมปราณไปมาก ทั้งยังฝืนใช้พลังชีวิตของตนเองอีก”


            อีกด้านหนึ่ง เฟิงอวี้แบกร่างของหลี่เซวียนกับหย่งฟางขึ้นบนบ่า ก่อนหันไปมองร่างของมือสังหารซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกล


            โม่หยวนซางเผยฝ่ามือ กระบี่ซางหลัวพลันปรากฏขึ้นในมือ เขาสะบัดกระบี่เพียงแผ่วเบา เปลวเพลิงสีฟ้าพุ่งทะยานออกจากคมกระบี่ ก่อนหลอมรวมเป็นกิเลนเพลิงขนาดใหญ่ โม่หยวนซางประคองซุนหยุนฟงกับเหยียนซานขึ้นไปบนหลังกิเลน


            ขณะที่โยวหงช่วยพยุงหยางเสวี่ยอินซึ่งยังคงอ่อนแรงจากการใช้ลมปราณจนหมดสิ้น


            ไม่นานนัก ทุกคนก็ทะยานออกจากอารามสำนึกตน ผ่านประตูมิติซึ่งกำลังค่อย ๆ ปิดลงเบื้องหลัง แล้วกลับไปยังอารามมรกต


            เมื่อมาถึง โยวหงกับหยางเสวี่ยอินจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การลอบออกจากจวินเหิงหย่วน การข้ามแม่น้ำสามภพ การพบขบวนลักพาตัว การถูกลอบสังหาร จนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในอารามสำนึกตน


            หลังดื่มยา ซุนหยุนฟงกับเหยียนซานซึ่งนั่งอยู่บริเวณโต๊ะหินในศาลาก็เริ่มขยับกายได้อีกครั้ง คนทั้งสองหันไปมองใต้ต้นเหมยกลางลานพร้อมกัน


            ตรงนั้น เยว่เสวี่ยหลิงยังคงนอนกอดฉิงอีไว้ ราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถแยกคนทั้งสองออกจากกันได้


            ใบเหมยสีแดงค่อย ๆ ร่วงหล่นจากกิ่งไม้ ขณะเดียวกัน หิมะแรกของปีก็เริ่มโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า


            หยางเสวี่ยอินวางถ้วยยาลง ก่อนลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ราวกับตั้งใจจะเดินเข้าไปหา ทว่าโยวหงกลับยื่นมือออกมาจับข้อมือของนางไว้


            เมื่อหยางเสวี่ยอินหันกลับมา โยวหงก็เพียงส่ายหน้าเบา ๆ


            “ปล่อยให้นางกอดต่อเถอะ...” เสียงนั้นสั่นไหวเล็กน้อย “นั่นอาจเป็นอ้อมกอดครั้งสุดท้ายแล้ว”


            ทุกคนทอดมองร่างทั้งสองใต้ต้นเหมย ท่ามกลางหิมะแรกที่ค่อย ๆ โปรยลงมาอย่างเงียบงัน


            ในวินาทีนั้น พวกเขาจึงเข้าใจว่า บางครั้งการจากลามิได้เริ่มต้นในวันที่คนผู้หนึ่งสิ้นลมหายใจ หากเริ่มขึ้นในชั่วขณะที่คนซึ่งยังมีชีวิตอยู่ตระหนักว่า ต่อจากนี้จะไม่มีวันได้ยินเสียงของอีกฝ่ายอีกแล้ว


            เฟิงอวี้ละสายตาจากภาพใต้ต้นเหมย แล้วหันกลับมามองโม่หยวนซางกับมู่หลานซิน สีหน้าของเขาเคร่งเครียดกว่าที่เคย


            “มือสังหารสองคนนั้น...เป็นศิษย์ของจวินเหิงหย่วนจริง” บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบลงอีกครั้ง


            โม่หยวนซางทอดมองเหล่าศิษย์ที่ได้รับบาดเจ็บ ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่เยว่เสวี่ยหลิงซึ่งยังคงกอดฉิงอีไว้แน่น แม้เจ้าตัวจะหมดสติไปแล้วก็ตาม


            ปราณภายในกายแผ่ขยายออกมาโดยไม่รู้ตัว จนเกล็ดหิมะที่ตกกระทบอาภรณ์ละลายหายไปในทันที


            “ผู้วางแผนอาจเป็นใครบางคนในสภาอย่างนั้นหรือ”


            มู่หลานซินส่ายหน้าเบา ๆ พลางก้าวเข้าไปใต้ต้นเหมย


            “หรือบางที...คนของนิกายกลืนสามภพอาจบงการพวกเขาอยู่เบื้องหลัง”


            นางคุกเข่าลงข้างร่างของคนทั้งสอง เยว่เสวี่ยหลิงกับฉิงอียังคงนอนแนบชิดกัน หน้าผากแตะกันแผ่วเบา ขณะที่มือของทั้งคู่กำชายอาภรณ์ของอีกฝ่ายไว้แน่น ราวกับไม่มีผู้ใดต้องการเป็นฝ่ายปล่อยมือก่อน


            มู่หลานซินทอดมองภาพนั้นอยู่เนิ่นนาน ก่อนยกมือขึ้นลูบเส้นผมของเยว่เสวี่ยหลิงอย่างอ่อนโยน


            “ฉิงอีต้องเดินทางแล้ว...”


            เสียงนั้นแผ่วเบาราวสายลม มืออีกข้างค่อย ๆ เอื้อมไปแตะใบหน้าเย็นเฉียบของฉิงอี


            “แต่เจ้าจะยังคงอยู่กับนางเสมอ”


            สิ้นถ้อยคำนั้น นิ้วมือของคนทั้งสองก็ค่อย ๆ คลายออกจากชายอาภรณ์ทีละน้อย


            กิ่งเหมยเหนือศีรษะโน้มตัวลงมา ราวกับกำลังโอบกอดพวกนางไว้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนค่อย ๆ แยกร่างทั้งสองออกจากกันอย่างอ่อนโยนที่สุด


            โยวหงกับหยางเสวี่ยอินยืนอยู่ไม่ไกล ในมือของทั้งคู่ยังคงกำถุงสมุนไพรสีขาวซึ่งฉิงอีเป็นผู้ห่อไว้ด้วยตนเอง น้ำตาค่อย ๆ เอ่อคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว


            ใบเหมยสีแดงร่วงหล่นลงมาทีละใบ กระทั่งปกคลุมร่างของฉิงอีไว้จนมิด เหลือเพียงกองกลีบเหมยสีแดงใต้หิมะแรกของปี


            สายลมสายหนึ่งพัดผ่านลานอาราม ละอองหิมะลอยหมุนขึ้นสู่ท้องฟ้า กองกลีบเหมยสั่นไหวแผ่วเบา ก่อนแตกกระจายเป็นกลีบดอกนับไม่ถ้วนและลอยตามสายลมขึ้นสู่ฟากฟ้า


            เมื่อสายลมพัดผ่านไป ร่างของฉิงอีก็ไม่หลงเหลืออยู่ตรงนั้นอีกแล้ว


            มีเพียงกลีบเหมยสีแดงซึ่งยังคงลอยสูงขึ้น ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย


            หยาดน้ำตาหนึ่งไหลออกจากหางตาของเยว่เสวี่ยหลิง ลากผ่านแก้ม ก่อนตกลงสู่ผืนดินโดยไร้เสียง


            โม่หยวนซางก้าวเข้ามาใกล้ แล้วค่อย ๆ ช้อนร่างของนางขึ้นสู่อ้อมแขน ตลอดเวลานั้น เยว่เสวี่ยหลิงยังคงหลับใหล ทว่าริมฝีปากกลับขยับแผ่วเบา ราวกับกำลังกล่าวกับคนผู้หนึ่งซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำ


            “ขอบคุณนะ...ฉิงอี...”