บทที่ 41 กระโดดเข้ากองไฟเสียเอง
เห็นเธอมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้ ฉินอู่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากอย่างลังเล
“ฉันหมายถึงพวกการ์ดที่ดูแลสถานบันเทิงยามราตรีน่ะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”
สีหน้าซีดเผือดของเยี่ยชิงหวนก็พลันแดงระเรื่อขึ้นมาทันที เธอถอนหายใจยาว “เธอทำฉันตกใจหมดเลย นึกว่า...”
“นึกว่าอะไร?”
ฉินอู่มีบุคลิกซื่อ ๆ บื้อ ๆ เป็นทุนเดิม ทำให้เยี่ยชิงหวนอดไม่ได้ที่จะทั้งขำทั้งเอือมระอา
“ไม่มีอะไรแล้ว ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ฉันว่าการเป็นการ์ดในสถานบันเทิงก็ไม่ดีหรอก ดีไม่ดีถ้ามีเรื่องเดี๋ยวเธอก็ต้องกลับเข้าไปในนั้นอีก แล้วไหนจะเรื่องที่เธอเป็นผู้หญิง ทำอะไรที่ผู้หญิงเขาทำกันดีกว่า”
เยี่ยชิงหวนใช้มือเท้าคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “งั้นเอาแบบนี้ เธอไปอยู่โรงแรมกับฉันก่อน สองสามวันนี้ฉันต้องไปทำงาน วันเสาร์ฉันจะไปหาเธอ แล้วก็มีเรื่องอยากให้ไปช่วยหน่อย”
“เข้าใจแล้ว” ฉินอู่ พยักหน้ารับเบา ๆ ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา
“เธอไม่คิดจะถามหน่อยเหรอว่าจะให้ไปทำอะไร?” เยี่ยชิงหวนพูดหยอกเย้า “ไม่กลัวฉันหลอกขายเธอเหรอ?”
“หา?” ฉินอู่ชะงักไป เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้คิดเรื่องนี้มาก่อน
เยี่ยชิงหวนยกมือขึ้นกุมขมับอย่างจนใจ “เอาเถอะ ถ้าเธอมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายขนาดนั้น คงไม่ต้องมานั่งติดคุกเป็นเพื่อนฉันหรอก”
ระหว่างทางไปโรงแรม เยี่ยชิงหวนก็เล่าเรื่องที่เธอต้องการจะทำคร่าว ๆ ให้ ฉินอู่ ฟัง
“เรื่องไกลตัวเอาไว้ก่อน ตอนนี้ฉันอยากจะเปิดร้านขายเครื่องประดับแบบมีหน้าร้าน เพื่อรองรับการขายทางออนไลน์ เลือกทำเลไว้แล้ว จะเช่าร้านเล็ก ๆ ที่ห้างสรรพสินค้าซื่อเหมา แถว ๆ ถนนซานเหมิน เธอแค่คอยไปดูร้านให้ฉันก็พอ”
เรื่องจดทะเบียนพาณิชย์ได้คุณนายซ่งช่วยวิ่งเต้นให้ เลยไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ ส่วนแผนการตลาดเครื่องประดับโดยรวมก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในหัวแล้ว แต่จะให้พึ่งพาแต่เส้ากรุ๊ปอย่างเดียว เธอไม่วางใจ เพราะไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้แม้กระทั่งเส้ากรุ๊ปจะเดินไปในทิศทางไหน
“เธอจะเปิดร้านเครื่องประดับเหรอ?” ฉินอู่มีท่าทางสงสัย “เธอไม่ใช่คุณนายของตระกูลเส้าเหรอ?”
“เป็นคุณนายของตระกูลเส้าแล้วจะหาเงินเองไม่ได้หรือไง?”
เยี่ยชิงหวนยิ้ม “ใครจะรังเกียจเงินเยอะล่ะ แล้วในโลกนี้ นอกจากตัวเองแล้ว ก็ไม่มีใครพึ่งพาได้หรอก”
แม้แต่ฉินอู่ที่เคยปกป้องเธอในคุก เธอยังไม่เคยปริปากเล่าเรื่องที่ตัวเองเกิดใหม่เลย เหตุผลหนึ่งคือไม่จำเป็น อีกเหตุผลหนึ่งคือต่อให้เล่าไป อีกฝ่ายก็คงไม่เชื่อ
เอาเป็นว่าให้เธออยู่ข้างกาย มีที่กำบังลมฝน แล้วยื่นมือเข้ามาช่วยบ้าง แค่นี้ก็พอแล้ว
หลังจากจัดแจงให้ฉินอู่เข้าพักที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว เยี่ยชิงหวนถึงได้นั่งแท็กซี่กลับบ้าน
ท้องฟ้ามืดแล้ว บรรยากาศในบ้านก็ไม่ค่อยดีนัก
“ยังไม่ทานมื้อเย็นกันอีกเหรอ?” เยี่ยชิงหวนเพิ่งก้าวเข้าบ้านก็เห็นอาหารเต็มโต๊ะที่ห้องอาหาร ดูเหมือนจะไม่มีใครแตะต้องเลย
ไม่ใช่ว่ารอฉันหรอกนะ? ตัวเองมีฐานะสูงส่งขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?
“ยังเลยค่ะ” คนรับใช้กระซิบ “ตอนกำลังจะทานข้าว คุณปู่ก็เกิดเป็นลมขึ้นมา ทั้งบ้านเลยวุ่นวายไปหมด”
“คุณปู่เป็นลม?” หัวใจของเยี่ยชิงหวนกระตุกวูบ “แล้วตอนนี้ท่านอยู่ไหน ส่งโรงพยาบาลหรือยัง?”
“โรคเก่ากำเริบค่ะ เชิญหมอโม่มาแล้วค่ะ”
ระหว่างที่กำลังพูดกันอยู่นั้น ก็มีเสียงเปิดประตูจากห้องนอนของคุณปู่ดังขึ้น
เยี่ยชิงหวนเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ก็เห็นหลี่เหมยลี่ยืนอยู่ข้างชายหนุ่มคนหนึ่ง รูปร่างสูงโปร่ง สวมแว่นตา ดูสุภาพเรียบร้อย สวมเสื้อกาวน์สีขาวของแพทย์
ทันทีที่เห็นร่างนั้น หัวใจของเยี่ยชิงหวนก็เต้นแรงขึ้นมาทันใด
เธอยกมือขึ้นกุมอกโดยอัตโนมัติ อีกมือหนึ่งก็เผลอแตะไปที่แก้มตัวเอง ร้อนผ่าว ๆ
“ต้องรบกวนคุณหมอโม่แล้วค่ะ” เสียงของหลี่เหมยลี่ดังมาจากบนบันได “เชิญทางนี้ค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ คุณปู่แค่ความดันขึ้น ช่วงนี้ให้ท่านพักผ่อนเยอะ ๆ แล้วก็จ่ายยาบำรุงหัวใจไป แต่อย่าทานบ่อยเกินไป จะติดได้ครับ”
“ค่ะ”
เมื่อเดินมาถึงเชิงบันได โม่เฉียนก็ชะงักกะทันหัน สายตามองตรงไปที่ เยี่ยชิงหวน
หลี่เหมยลี่ที่เดินตามหลังมาเห็นเข้าก็ขมวดคิ้ว “นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ถึงเพิ่งกลับมา บ้านช่องไม่คิดจะเหลียวแลกันบ้างเลยรึไง”
เยี่ยชิงหวนวางมือที่ปิดบังใบหน้าลง ก้มหน้าอธิบาย “บริษัทมีโอทีค่ะ”
“คุณนายไปทำงานแล้วเหรอครับ?” โม่เฉียนถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน ใบหน้าฉายแววแปลกใจ
“เธอจะทำงานอะไรได้” หลี่เหมยลี่ขมวดคิ้ว “ก็แค่ไปฆ่าเวลาที่เส้ากรุ๊ป ไม่อย่างนั้นก็ต้องมาสร้างความรำคาญที่บ้าน วัน ๆ เอาแต่แบบนี้ ฉันไม่รู้จะได้อุ้มหลานตอนไหน”
พูดถึงเรื่องนี้ หลี่เหมยลี่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “จริงสิ หมอโม่ วันนี้บังเอิญคุณมาพอดี ช่วยดูอาการเธอหน่อยสิ ว่าร่างกายตอนนี้พร้อมจะมีบุตรหรือยัง”
พอได้ยินแบบนั้น สีหน้าของเยี่ยชิงหวนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ถึงแม้ว่าอาชีพแพทย์จะไม่มีการแบ่งแยกเพศ แต่ก็นั่นแหละผู้ชายตัวโต ๆ ยืนอยู่ตรงหน้า หลี่เหมยลี่นี่ไม่สนใจอะไรเลยจริง ๆ สินะ อยากอุ้มหลานจนเสียสติไปแล้ว?
แม้จะรู้สึกอึดอัด แต่เรื่องที่หลี่เหมยลี่ให้ความสำคัญเยี่ยชิงหวนก็ไม่อาจขัดใจ ได้แต่ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาในห้องรับแขก ยอมให้ตรวจ
“ไม่ต้องประหม่าครับ เหมือนเดิมครับ แค่วัดชีพจรแล้วก็สอบถามเรื่องการกินอยู่ของช่วงนี้ก็พอ เรื่องอื่นตรวจที่นี่ไม่ได้ ต้องไปโรงพยาบาล”
น้ำเสียงของโม่เฉียนอบอุ่นราวกับน้ำอุ่น ดังฟังแล้วรู้สึกสบายใจ
แต่เยี่ยชิงหวนกลับก้มหน้า ไม่ยอมสบตาเขา
บางทีอาจเป็นเพราะร่างกายนี้กับเธอหลอมรวมกันเป็นอย่างดีแล้ว ตอนนี้เวลาเจอคนพวกนั้นในอดีต ก็อดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนอย่างตอนนี้ พอโม่เฉียนจับข้อมือเธอ เยี่ยชิงหวนก็รู้สึกราวกับหัวใจจะทะลุออกมาจากอก
นี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาของเธอ เธอก็ไม่เคยคลั่งไคล้ผู้ชายคนไหนขนาดนี้ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเป็นปฏิกิริยาของเจ้าของร่างเดิม
เยี่ยชิงหวนพยายามนึกอย่างหนักจนจำเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้ได้
โม่เฉียน เป็นแพทย์ประจำตระกูลของตระกูลเส้า โดยพื้นฐานแล้วจะคอยรักษา คุณปู่เป็นหลัก นิสัยใจคอดี สามปีก่อนตอนที่เยี่ยชิงหวนเพิ่งแต่งเข้าตระกูลเส้า แทบทุกคนในครอบครัวไม่ชอบหน้าเธอ มีแต่โม่เฉียนที่คอยให้ความช่วยเหลือเป็นระยะ ๆ พูดได้ว่าช่วงเวลานั้น โม่เฉียนกลายเป็นที่พึ่งพิงของเยี่ยชิงหวนก็ว่าได้
“เป็นอะไรของเธอเนี่ย? แค่ผู้ชายทำดีด้วยหน่อย ก็ไปฝากความหวังไว้กับเขาแล้ว!”
เยี่ยชิงหวน อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา
มือที่จับชีพจรเธออยู่สั่นเล็กน้อย โม่เฉียนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมีสีหน้าสับสน “คุณพูดว่าอะไรนะครับ?”
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไป รีบแก้ตัว
“ป-เปล่าค่ะ ฉันแค่ฮัมเพลงไปเรื่อย เชิญคุณหมอทำต่อเถอะค่ะ”
หลี่เหมยลี่ ขึ้นไปดูคุณปู่บนชั้นสอง คนรับใช้ก็วุ่นอยู่กับการอุ่นอาหารในครัว ตอนนี้ในห้องนั่งเล่นจึงมีเพียงเยี่ยชิงหวนและโม่เฉียนเพียงสองคนเท่านั้น
โม่เฉียนจ้องมองเยี่ยชิงหวนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ช่วงหลายปีที่อยู่ในคุก คุณคงลำบากมากสินะครับ ชิงหวน”
“ชิงหวน?” เยี่ยชิงหวนชะงักไป ก่อนจะขัดขึ้นมา “คุณหมอโม่ เรียกฉันว่าคุณนายหรือไม่ก็คุณนายเส้าเถอะค่ะ”
เยี่ยชิงหวนคนก่อนนี่ขยันหาเรื่องใส่ตัวดีแท้ ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นที่ชื่นชอบในตระกูลเส้าแล้วแต่ยังกล้ามาสานสัมพันธ์กับแพทย์ประจำตระกูล แถมยังยอมให้เขาเรียกชื่อแบบสนิทสนมอีก นี่มันไม่ต่างอะไรกับการกระโดดเข้ากองไฟชัด ๆ !