“ใหญ่ จูกลัว คุณย่าไป่ใจร้าย กลัว”
อาจูเหม่ยที่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงคนมายืนะโอยู่นอกบ้าน ก็จำได้ว่าเสียงใคร
“ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่นี่ ไม่มีใครเข้ามาใด้ อาจูนอนนะ ตื่นมาพี่จินจะให้กินเกี๊ยว”
“เกี๊ยวเป็ยังไง มันอร่อยไหม”
“อร่อยมากค่ะ แต่ตอนนี้น้องอาจูน้อยนอนก่อนนะคะ”
“ค่ะ จูฟังใหญ่ กอด กอด”
ไม่นานคนตัวเล็กก็หลับไปอีกครั้ง หลังจากคนที่หน้าบ้านนั้นกลับกันไปหมดแล้ว ญาติพี่น้องที่น่าเบื่อสินะ เฮ้อ!! คิดถึงญาติพี่น้องที่ไทยจัง…จินที่นอนลงข้างๆน้องในห้อง ที่อาจินเหม่ยคนเดิม เคยมาพักเวลามากับพ่อแม่ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยที่ปกติ จะปิดล็อกห้องไว้ตลอดเวลา
ส่วนอีกห้องคือ ห้องที่ยกให้แม่ของอาจูเหม่ยนอน พ่อยอมให้น้าชิงฮว๋าอยู่อาศัยที่บ้าน ส่งเสียเงินให้ใช้ทุกเดือน ั้แ่รู้ว่าท้อง รับเพียงอาจูเหม่ยเข้าทะเบียนบ้าน นางจึงมีแค่สิทธิ์แค่ผู้อาศัย ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงได้ใจกล้าปีนเตียงพ่อ ทั้งที่อายุห่างกันเป็10ปีกว่าปีกันนะ ถึงพ่อจะดูไม่แก่มากนักก็เถอะ
พอพ่อตาย น้าชิงฮว๋าที่เคยอยู่สุขสบาย งานการไม่ต้องทำมีแค่เลี้ยงลูก ก็คงหมดหวังกับชีวิตมั้ง กลัวจะไม่มีคนส่งเงินให้ใช้ พออาจินเหม่ยให้เงินนางไว้ใช้จ่าย เพราะต้องกลับไปเรียนในอำเภอ หลังจากงานศพ คนเลยลือกันว่านางเลยชิ่งหอบเงิน100หยวนหนีไป แล้วสุดท้ายวันนี้ก็ได้เอาอาจูเหม่ยมาทิ้งไว้หน้าบ้าน ให้อาจินเหม่ยดูแลกันไปล่ะมั้ง
3วันผ่านไป
จินเข้ามาอยู่ในร่างของอาจินเหม่ยสามวันแล้ว ก็พอรู้เื่ความสัมพันธ์ของทางบ้านไป่บ้านหลักดี (แม่แท้ๆของพ่อคลอดพ่อไป่ถิงออกมาก็ตกเืเสียชีวิต) ปู่จึงแต่งงานใหม่ และพอมีแม่เลี้ยงก็เหมือนมีพ่อเลี้ยงไปด้วยอย่างที่เขาพูดนั้นแหล่ะนะ
คุณย่าไป่คนนี้ดูร้ายไม่เบา แถมบรรดาลูกสะใภ้นั้นก็อีก ละโมบโลภมากของของคนอื่น จ้องบ้านอิฐมุงกระเื้ันี้ที่พ่อกับแม่สร้างมา ตาเป็มัน แถมใจร้ายถึงขนาดคิดที่จะขายอาจินเหม่ยให้คนแก่ตัณหากลับ เอาค่าสินสอดแพงๆเสียอีกด้วย แสบจริงๆ
จินมาอยู่ในร่างของอาจินเหม่ยที่ตอนนี้ อายุ15ปี ในกลางปี1970 เรียนอยู่มัธยมปลายปี1 กำลังจะสู่เข้า่สอบเลื่อนชั้น ไปมัธยมปลายปีสุดท้ายก็จะจบแล้ว สมัยนี้มีมอ.ปลายสองปี คงเทียบได้กับ มศ.5 ไทยสมัยก่อนมั้ง สมัยนี้ยังไม่มีเปิดให้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่จินอ่านประวัติศาสตร์่ปฏิวัติของจีนมา ก็รู้มาคงต้องรออีกถึง8ปี เพราะทางรัฐจะจัดฟื้นฟูระบบสอบเข้ามหาลัยอีกครั้งในปี1978 หลังจากท่านผู้นำ เหมา เจ๋อ ตุง เสียไปก่อน2ปี ในปี1976 แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้
จินเริ่มสำรวจทรัพย์สินของพ่อที่ทิ้งไว้ให้อาจินเหม่ย ในความทรงจำของอาจินเหม่ย พ่อทิ้งบ้านไว้ให้2หลัง คือหลังนี้บ้านมุงกระเบื้องในหมู่บ้านไห่ถัง แล้วก็บ้านที่อยู่ในอำเภอ ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้เื่บ้านในอำเภอ เพราะคิดว่าเราเช่าอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าพ่อกับแม่เงินเดือนเท่าไร ตอนยังมีชีวิตอยู่
ที่บ้านมีจักรยานหนึ่งคัน เงินชดเชยที่ทางรัฐจายชดเชยผู้เสียชีวิตที่เหมือง พ่อซึ่งเป็ระดับหัวหน้าจึงได้เงินนชดเชยมา4,000หยวน ส่วนพ่อมีเงินเก็บไว้ให้จิน 3,470หยวน เก็บไว้ั้แ่สมัยแม่ยังไม่เสียชีวิต พ่อแม่ทำงานมา23ปี และไปทำงานที่เหมืองเงินเดือนสูงถึงเดือนล่ะ50หยวน ถือว่าเก็บได้เยอะมาก ยังมีเงินชดเชยแม่ตอนที่เสียชีวิตอีก1,200หยวน เงินค่าขายตำแหน่งงานของพ่อกับแม่คนล่ะ350หยวน 2คนจึงได้มาอีก700หยวน
สมัยนี้งานดีๆมีหน้ามีตา อย่างงานในโรงงาน เงินเดือนแพงกว่าเงินเดือนครูอีก แถมสืบทอดตำแหน่งงานให้เครือญาติได้ด้วย หรือไม่ก็ขายขาดตำแหน่งงานได้ด้วย ถ้า่ใดจะมีการขยายโรงงาน ก็จะจัดสอบโดยพิจารณาลูกหลานของคนงานเป็หลักก่อน ง่ายๆ ก็ระบบเด็กเส้นก่อนนั้นแหล่ะ
หลังจากงานศพพ่อแล้ว อาจินเหม่ยให้เงินน้าชิงฮว๋าไว้100หยวนแล้ว จ่ายค่าพิธีการงานศพ ค่าอาหารแล้ว ตอนนี้จินเหม่ยเหลือเงินอยู่ในมือมากถึง8,840หยวน ถือว่าเยอะมาก
เตี่ยที่เมืองไทยเคยเล่าให้ฟังว่า ที่เตี่ยตั้งตัวได้เร็วกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน ที่โล้สำเภาจากจีนแผ่นดินใหญ่มาสยามในตอนนั้น ก็เป็เพราะอากงให้เงินเตี่ยติดตัวไปมากถึง300หยวน มันมากขนาดไหนนะหรือ ก็พอๆกับบ้านอิฐมุงกระเบื้องได้2หลังเลย
แถมเตี่ยยังแอบเอาทองที่คนเขาแอบไปซ่อนฝังดินไว้ มาทุบให้แบนๆแล้วนำมาเย็บติดกับกางเกงซับในไปด้วยอีกหลายแผ่น เตี่ยบอกที่เมืองจีนทองของมีค่าเป็ของผิดกฎหมาย รัฐบาล้ากวาดล้าง เพราะมันแสดงถึงระบบศักดินาเก่าจึงต้องหลบซ้อนเอา แต่ที่เมืองสยามมันขายได้แพงด้วย เตี่ยใครฉลาดจริงๆ
ในตอนนั้นั้แ่ที่บ้านเราแยกมาอยู่ในอำเภอ ครอบครัวเราก็ไม่ได้ลำบากอะไร ออกจะสุขสบายมีเงินใช้มีเนื้อกินบ่อยๆด้วยซ้ำ อากงกับอาม่าใจดี ไม่มีนิสัยงก หรือมัธยัสถ์จนเกินไป
แต่ที่เตี่ยต้องหนีไปสยามก็เพราะความหน้าตาดีหล่อเหลา จึงต้องหนีหญิง สาวๆชอบเยอะ ลูกคุณหนูหลานสาวบ้านสายรองของนายอำเภอคนเก่า มาหลงรักหนุ่มหน้าหยกขวัญใจแม่ยกอย่างเตี่ย จนวางแผนจะกอดเอา คือผู้หญิงชอบมากจนมากอด เสียหายแล้วให้ผู้ชายรับผิดชอบ งงไหม ตอนแรกจินก็งง กอดเขาแล้วให้เขารับผิดชอบ บางคนเรียกว่าจับเอา มีอย่างนี้ด้วย
พอเตี่ยได้ข่าวมาว่ายัยคุณหนูนั้น วางแผนจะกอดเอาต่อหน้าคน ก็เลยขออากงกับอาม่าหนีไปแสวงโชคที่เมืองสยามทันที
จินเคยถามเตี่ยว่าไม่ชอบหลานสาวนายอำเภอนั้นหรือ หรือว่าเขาไม่สวย เตี่ยจึงไม่ชอบหนีมา เตี่ยแค่ยิ้มๆบอกว่าคนมันไม่ชอบ ก็คือไม่ชอบ ไม่ชอบคลุมถุงชน คนเราจะรักใคร่ชอบพอกันเห็นกันก็จะถูกใจเอง
อย่างตอนที่เตี่ยเจอแม่ เตี่ยก็ชอบเลย เวียนไปอุดหนุนขนมนางเล็ดที่แม่ขายทุกวัน จนได้สนิทสนมคบหากัน พอเลิกงานเตี่ยก็รีบไปช่วยหาบขนมที่แม่หาบขาย คอยไปรับไปส่งบ้านพี่เขยกับพี่สาวแม่
พี่สาวแม่ได้แต่งงานกับคนกรุงเทพเป็ช่างโยธาที่ไปรางวัดทำถนนที่ภาคอีสาน จนพบรักกัน แม่กับป้าเป็ลูกสาวผู้ใหญ่บ้านในชนบทที่มีการขยายทำถนน
แม่ที่เป็น้องสาวจึงได้เข้ามาพักที่บ้านพี่เขย เพราะเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพ เวลาว่างแม่กับพี่สาวก็หาทำของขายหารายได้กัน
เตี่ยเข้ามาที่เมืองไทย ได้สักพัก ก็หาลู่ทางขายทองที่แอบเอามาจากจีน ทองของเมืองจีนนั้นแพงกว่าของเมืองสยามมาก เพราะเปอร์เซ็นต์ทองสูงกว่า
เตี่ยค่อยๆแบ่งไปขาย ไม่ขายทีเดียวหมด ไปบ่อยจนสนิทสนมกับเ้าของโรงช่างทอง ที่เป็ลูกพระยาเศรษฐีเก่า จนท่านพระยานั้นชอบใจ ชอบนิสัย เพราะเตี่ยหน้าตาดี ดูเป็มิตร หน้าตาไม่วอกแวกดูไว้ใจได้
และด้วยความที่เตี่ยเรียนจบมอ.ปลายที่จีนมา จึงอ่านออกเขียนได้ บุคลิกท่าทางดี การวางตัวดี เลยถูกใจผู้ใหญ่ จนท่านอยากได้เตี่ยมาเป็เขย
แต่เตี่ยมาเจอแม่เสียก่อน จึงปักใจรักแม่ค้าขายขนมนางเล็ดคนเดียว เพียรตามจีบ มาอุดหนุน มากินขนมนางเล็ดทุกวัน จนเริ่มสนิทจนมากินส้มตำกับแม่ เตี่ยกินปลาร้าได้สบายๆ แถมยังชอบมากเสียด้วย เตี่ยเฝ้าแม่จน2ปีผ่านไป จนแม่เรียนจบ มศ.5 อายุ18ปี เตี่ยอายุ19ปี ก็แต่งงานกันเลย