โรงเตี๊ยมโต๊วเหลียวลักษณะโรงเตี๊ยมแห่งนี้มีสองชั้นเป็นไม้โบราณมากมีอายุไม่น้อยกว่าสามร้อยปี ชั้นล่างด้านหลังโรงเตี๊ยมเป็นที่พักพนักงาน ใกล้ๆ ห้องครัวจะแบ่งเป็นห้องเล็กๆ พอนอนได้ มองออกไปด้านหลังเห็นหุบเขาที่สามทางด้านทิศใต้ ด้านทิศเหนือมีเรือนเล็กพิเศษแยกอยู่สองเรือนเรือนหลังหนึ่งเป็นที่พักเถ้าแก่เนี๊ยะ เรือนอีกหลังเก็บไว้ให้สำหรับผู้ที่มีทรัพย์มากพอจ่ายเข้าพักเป็นพิเศษได้
ส่วนใหญ่ผู้เข้าพักมีฐานะทั่วไปจึงเข้าพักตามปรกติที่ทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสองของโรงเตี๊ยมหลังใหญ่ เกือบทุกห้องจะเห็นหุบเขาทั้งสามลูก โรงเตี๊ยมสองชั้นโบราณผู้ก่อสร้างไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นผู้ใด

แผนที่ ภายนอกโรงเตี๊ยมด้านหน้าก่อนทางเข้าประตูมีหุ่นเป็นหัวอานฟ่ง (ตัวละครจากนิยายเรื่อง “ซานตง” ม่าวกุ้ยภาคพิเศษ) ตั้งไว้ต้อนรับหน้าทางเข้าใครก็คิดว่าหุ่นพวกนี้เป็นของปลอมแต่ที่แท้เป็นของจริง ไม่ทราบเจตนาผู้สร้างแต่ผู้ดูแลหรือเจ้าของโรงเตี๊ยมก็ไม่ได้ใส่ใจจะเอาออกหรืออย่างไร อาจเพราะกลัวอาถรรพณ์หรือเคยชินก็ไม่มีผู้ใดถามไถ่
ภายในโรงเตี๊ยมมีภาพเขียนโบราณแปลกๆ ติดอยู่ตามหน้าห้องพักชั้นสองหลายภาพส่วนมากเป็นภาพเขียนโบราณไม่มีประวัติที่มาที่ไปแน่นอนเรื่องราวภายในภาพมีแต่เรื่องเล่า

หุ่นหัวของอานฟ่ง
คอกม้าที่อยู่หน้าโรงเตี๊ยมเยื้องไปทางทิศใต้มีใบหน้าของจงหลี (ตัวละครจากนิยายเรื่อง “ซานตง” ม่าวกุ้ยภาคพิเศษ) แขวนไว้ที่คอกม้าในความมืดภายในโรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งมีหุ่นยืนกว้าอี (ตัวละครจากนิยายเรื่อง “ซานตง” ม่าวกุ้ย ภาคพิเศษ) สวมชุดขาวขนสีขาวทั้งตัวยืนอยู่ตรงมุมห้องแต่งกายเรียบร้อยดูไม่น่ากลัวอะไร จุดที่แปลกสุดๆ คือห้องน้ำมีภาพเขียนชายเป็นโจร (ตัวละครซานตงจากนิยายเรื่อง “ซานตง” ม่าวกุ้ยภาคพิเศษ) คาดตาไว้ด้วยสีทาหยาบๆ มองในมุมมืดแทบไม่เห็นหัวสีดำของเขา เสี่ยวเอ้อต่างก็เล่าว่าเมื่อก่อนภาพเขียนนี้ไม่มีสีทาคาดที่ตาแต่ที่เป็นแบบนี้เพราะเด็กรับใช้กลัวตาสีเหลืองสดคู่นั้นจึงได้เอาสีไปแต้มใส่คาดปิดเอาไว้แทน
เถ้าแก่เนี๊ยะเจ้าของโรงเตี๊ยมในปัจจุบันได้รับมรดกตกทอดมาจากเชื้อสายทายาทโดยตรง พึ่งเริ่มเข้ามาดูแลกิจการเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งนางมีน้าสาวคอยช่วยทำงานแต่ว่าเป็นเครือญาติกันเท่านั้นหาใช่เชื้อสายโดยตรงไม่ สมบัติต่างๆจึงตกแก่เถ้าแก่เนี๊ยะผู้เดียว
เถ้าแก่เนี๊ยะอายุยังน้อยเรียกว่ากำลังสาวเลยทีเดียว นางมีอายุได้สี่ปีเท่านั้นนางชื่ออันหนาน ขนของนางเป็นสีขาวสะอาดตาฟูดูนุ่มนิ่ม ในยามหิมะตกละอองหิมะเกาะติดขนของนางจะเป็นประกายเหมือนผงเพชรสวยงามมากทีเดียว หางของนางเป็นพวงขาว ยามนางเดินตรวจตราในโรงเตี๊ยมว่าบ่าวไพร่ทำงานดีหรือไม่หางของนางจะสะบัดพลิ้วไหวไปตามการก้าวเดิน ดวงตาของนางสดใสราวกวางน้อย
พนักงานโรงเตี๊ยมไม่ได้เกรงกลัวนางหรอก เพียงแต่เชื่อฟังนางทุกสิ่งเพราะนางเป็นเจ้าของแต่ที่กลัวจริงๆ จังๆ และเกรงใจเห็นจะเป็นน้าสาวของนางมากกว่า นางมีชื่อว่าฟานเฉานางอายุเจ็ดปีและคอยช่วยดูแลทุกอย่างในโรงเตี๊ยม
ฟานเฉาปรกติแล้วจะใจดี แต่ถ้าวันไหนนางหงุดหงิดขึ้นมานางตบไม่เลี้ยงเล็บของนางยาวและแหลมคม ถึงนางจะมีลายที่ขนเป็นเหมือนวัวขาวดำแต่ก็ไม่มีใครกล้าล้อเลียนนางแถมยังเชื่อฟังนางและทำงานตามคำสั่งของนางอีกด้วย ไม่มีใครไม่รู้ว่าฟานเฉาเจ้าอารมณ์อย่างมาก คงเป็นเพราะนางอายุค่อนข้างมากนั่นเอง
เผิงเปิ้นไม่ใช่น้องสาวของอันหนานแต่นางสนิทสนมเหมือนเพื่อน นางทำงานที่โรงเตี๊ยมมีหน้าที่ดูแลเสี่ยวเอ้อและทำงานทั่วไปนางมีอายุสามปีครึ่งขนดำทั้งตัว
โรงเตี๊ยมนี้จัดเป็นโรงเตี๊ยมต่างเมืองในทางผ่านที่ไม่มีทางผ่านอื่น ผู้ที่เข้าพักก็มีทั้งชาวบ้านที่ต้องเดินทาง จอมยุทธ์ พ่อค้าวานิช นักเสี่ยงโชค พระ บัณฑิตที่เดินทางไปสอบ กลุ่มทางการ ขุนนางและบรรดาพวกนอกฎหมายเรียกได้ว่ามีหลากหลายอาชีพนับไม่ถูกเลยทีเดียว
โรงเตี๊ยมโต๊วเหลียวมีเหล้าและอาหารบริการค่อนข้างดีถึงแม้จะอยู่แถบหุบเขาห่างไกลเมืองสักหน่อยแต่ก็มีตลาดของเมืองผางใกล้ๆ ในระยะทางสามลี้เท่านั้น (1 ลี้เท่ากับ 500 เมตร) ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมก็ต้องไปหาซื้อมา
พนักงานที่เหลือก็จะเป็นเด็กรับใช้ แม่ครัวพ่อครัว พวกดูแลคอกม้ารวมทั้งสิ้นไม่เกินสิบ เด็กรับใช้กำลังเดินโคมรอบโรงเตี๊ยมสำรวจตรวจตราและจุดไฟให้สว่างอีกหนึ่งชั่วยามฟ้าก็จะมืดสนิทแล้ว
ยามซวี 19.00 น. ของเดือนลิ่วเย่ว (เดือนหกมิถุนายน) ช่วงเวลานี้ปรกติจะเงียบลูกค้าจะมีมาทั้งปีบางช่วงก็ประปราย เถ้าแก่เนี๊ยะอันหนานเห็นว่าวันนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดีจึงปลีกตัวเดินกลับไปที่เรือนพักทางด้านทิศเหนือลำพัง ปล่อยให้ฟานเฉาผู้เป็นน้าควบคุมดูแลโรงเตี๊ยมในยามค่ำคืนนี้แทนนาง
ด้านหน้าโรงเตี๊ยมขณะนี้มีสาวลูกเศรษฐีนามว่าฮวาผิงอายุสี่ปีและจูเยว่สาวรับใช้อายุสามปีเดินทางกันมาลำพังมาหยุดยืนมองหน้าโรงเตี๊ยมอย่างลังเล นางกำลังเดินทางผ่านภูเขาเพื่อไปหาญาติที่เมืองจงหนานทางทิศเหนือตามคำสั่งของบิดามารดา
“คุณหนูท่านดูสิโรงเตี๊ยมกลางเขาแห่งนี้พิลึกมาก เราจะเข้าพักที่นี่จริงหรือ?” จูเยว่เอ่ยถามนางเหลือบมองสภาพโรงเตี๊ยมแบบไม่แน่ใจในความปลอดภัยมองดูแล้วไม่น่าไว้ใจ
“เราไม่มีทางเลือกมากมายนัก นี่ก็จะค่ำแล้วเราจะไปที่ใดได้อีก?” ฮวาผิงกล่าวและมองหาทางเข้าโรงเตี๊ยม_______________________________________________________________________________________________________________รออ่านตอนสองพรุ่งนี้นะจ๊ะ