สองวันต่อมา ในยามเช้า หนิงเทียนเหลือเวลาที่จะอยู่ในหมู่บ้านนี้อีกเพียงสองวันเท่านั้นก่อนที่มันจะต้องออกจากหมู่บ้านนี้ไปกับขบวนคาราวาน
เวลานี้หนิงเทียนมองเห็นหมู่บ้านปี้ยี่อีกครั้งหนึ่ง บนใบหน้าของมันยังคงไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
มันนั้นใช้เวลาถึงสองวันในการเดินทางจากวัดร้างของเผ่าเฮยกลับมายังหมู่บ้านปี้จุ่ยแห่งนี้อีกครั้ง
แต่ถ้านับกับจริงๆแล้วด้วยพลังในจุดสูงสุดของดินแดนองครักษ์แล้วการเดินทางในระยะแค่นี้ มันสามารถใช้เวลาเพียงหนึ่งวันเต็มเท่านั้น
ในขณะที่หนิงเทียนย่ำเท้าลงบนถนนสายหลักที่ทอดยาวไปสู่หมู่บ้านปี้จุ่ยแล้วนั้น
มันพลันหยุดเท้าลงและหันหลังกลับ ก้าวเดินออกไปทางบริเวณชายป่าพฤกษาทมิฬ มันก้าวเดินพลางชมดูรอบๆด้าน
มันมองเห็นต้นไม้ริมทางเรียงรายเป็สายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพียงชั่วขณะจิตมันกลับเหม่อมองไปยังต้นไม้ที่ไหวตามกระแสลมต้นหนึ่ง
‘นั้นมัน ดอกกุ้ยฮวา’ หนิงเทียนจับจ้องไปยังดอกกุ้ยฮวาอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่มันจะลอบถอนหายใจออกด้วยความความรู้สึกบางอย่าง
‘ในโลกแห่งนี้ก็ยังมีดอกกุ้ยฮวาอยู่สิน่ะ’หนิงเทียนก้าวเดินเข้าไปใกล้พร้อมกำลังใช้มือหมายจะเด็ดดอกกุ้ยฮวาออกมา ในขณะที่มือของมันกำลังจะัันั้น
บังเกิดภาพผู้หญิงนางหนึ่งในห้วงความคิดมัน
‘เซี่ยฮวา เวลานี้ท่านคงจะเป็ฮองเฮาของแผ่นดินฉินอยู่’ภาพในอดีตของหนิงเทียนก่อขึ้นในห้วงความคิดมากมาย
ในชีวิตก่อนที่มันยังเป็แม่ทัพของอาณาจักรฉิน มันได้เรียนรู้ความรักจากผู้หญิงนางหนึ่ง...
หนิงเทียนสะบัดศีรษะขับไล่ความคิดต่างๆที่เข้ามาออกไป มันเหม่อมองไปยังแม่น้ำสายหนึ่งที่คดเคี้ยวทอดยาว ‘หัวใจของมนุษย์ก็เป็ดั่งเช่นแม่น้ำสายนี้’
ขณะที่หนิงเทียนปล่อยจิตใจล่องลอยไป มันก็ได้ก้าวไปนั่งอยู่ริมแม่น้ำอย่างเชื่องช้า
แม้แต่อู๋ชางที่มักจะพูดมากอยู่เป็ประจำ เวลานี้มันได้เพียงแต่มองไปที่นายของมันอย่างเงียบเฉียบ
หนิงเทียนนั่งอยู่ที่ริมแม่น้ำ มองไปยังหมู่บ้านปี้จุ่ย ผู้คนในหมู่บ้านต่างทำกิจวัตรประจำวันกันอย่างเป็ปกติ บ้างก็กำลังซักเสื้อผ้าอยู่ที่ริมแม่น้ำ บ้างก็กำลังปลูกผักกันอยู่ หนิงเทียนเหม่อมองอยู่เป็เวลานาน
ไม่มีใครล่วงรู้ว่าตอนนี้หนิงเทียนกำลังคิดอะไรอยู่ โดยปกติแล้วมันจะเป็คนที่ระมัดระวังตัวเป็อย่างมาก
แต่ในเวลานี้แม้แต่หญิงชราที่นำเสื้อผ้ามาซักห่างจากมันเพียงไม่กี่ก้าว กลับไม่ทำให้มันรู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ
มีเพียงเงาเลือนรางที่ตกกระทบผิวน้ำด้านหน้ามันเท่านั้น ที่ทำให้มันตื่นจากภวังค์
“คุณชายหนิง เป็ท่านใช่ไหมคุณชายหนิง” น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นดังแว่วมาทางด้านหลัง
หนิงเทียนค่อยๆรู้สึกตัว มันหันหน้าไปอย่างช้าๆจึงได้เห็นหญิงสาวในชุดสีฟ้าสดใส
ยืนอยู่ด้านหน้าของมัน “....แม่นางปี้เหยา!” หนิงเทียนเปล่งเสียงออกมาบางเบา
“เป็ท่านจริงๆ คุณชายหนิง” ใบหน้าที่ขาวอมชมพูของปี้เหยาเปล่งประกายขึ้นมาทันที น้ำเสียงของมันไม่อาจข่มความดีใจของตนเองไว้ได้
‘เป็นาง...มิคาดว่าจะเป็นาง’ ดวงตาของหนิงเทียนปรากฏอาการสั่นไหวเล็กน้อย
ขณะที่มันกำลังจะเอ่ยคำพูดบางอย่างออกไป
ตุ้บ...
ร่างผอมบางของปี้เหยาโผล่เข้ามากอดมันอย่างทันที เพียงชั่วอึดใจเดียวคล้ายกับว่าปี้เหยานั้นนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
นางจึงผละร่างออกจากหนิงเทียนอย่างรวดเร็วใบหน้าของปี้เหยาเวลานี้แดงราวกับลูกตำลึงความรู้สึกที่ยากจะบรรยายก็พลุ่งพล่านในหัวใจของคนทั้งคู่ ดวงตาของทั้งสองจับจ้องกันและกัน
ทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่เนินนานเช่นนี้ กระทั่งน้ำเสียงใสกระจ่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งะโออกมา จึงทำให้ทั้งคู่ รู้สึกตัว ทั้งสองหันมองไปยังต้นตอของเสียงเรียกนั้น
“พี่ชายหนิง พี่ชายหนิง นั้นท่านใช่หรือไม่” ปี้ยี่ที่วิ่งเข้ามาด้วยความดีใจ
หนิงเทียนยิ้มอ่อนๆให้ปี้ยี่ “เป็ข้าเอง หืมม...เด็กน้อยไม่เจอกันเพียง2วัน เ้ากลับกลายเป็ผู้ฝึกตนในแดนมนุษย์ขั้นที่2ไปแล้ว”
“เป็เพราะน้ำผึ้งจากบ้านพี่ชายหนิงแน่ๆ ข้ารู้สึกว่าหลังจากกินน้ำผึ้งของท่านมันช่วยให้ร่างกายของข้ามีกำลังมากขึ้น”
ปี้ยี่กล่าวต่อ“เอ่อ พี่ชายหนิง ข้ายังไม่ได้กล่าวขอบคุณท่านเลยที่ได้ช่วยท่านแม่ของข้าในยามที่คนทั้งหมู่บ้านมองพวกเราเป็เช่นศัตรู” บัดนี้ดวงตาของมันเป็ประกาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกเคารพ
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ปี้เหยาขอขอบคุณคุณชายหนิงที่ได้ออกหน้าช่วยเหลือ” ถึงยามนี้ปี้เหยาจึงค่อยๆรู้สึกตัว
“พวกเ้าทั้งสองกล่าวเกินไปตัวข้านั้นไม่ได้ช่วยอะไรพวกเ้าเลย เป็เฒ่าซางต่างหากที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเ้าทั้งสอง”
“แต่ว่าถ้าไม่มีคุณชายหนิง ตัวข้านั้นไม่รู้ว่าจะเป็เช่นไร”ปี้เหยากล่าวด้วยความซาบซึ้ง
“ในเมื่อเราเจอพี่ชายหนิงแล้ว ท่านแม่พวกเรากลับไปคุยกันที่กระโจมดีไม่ ข้านั้นหิวจะแย่อยู่แล้ว” ปี้ยี่เอ่ยด้วยความซุกซนเช่นทุกครั้ง
เวลานี้ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้วที่มันได้กลับมาในกระโจมบรรณาการอีกครั้ง
หนิงเทียนที่นั่งอยู่หน้าประตูกระโจม มองไปยังผู้คนที่เดินผ่านไปมาในใจนั้นครุ่นคิดเื่ราวบางอย่าง
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังมาจากด้านหลัง ปลุกให้หนิงเทียนรู้สึกตัว หนิงเทียนมองเห็นปี้เหยาเดินเข้ามาพร้อมอาหารในมืออย่างเชื่องช้า
บัดนี้หนิงเทียนจ้องมองไปยังปี้เหยาอย่างไม่ละสายตา ด้วยเสื้อผ้าสีฟ้าสดใส
เอวที่คอดกิ่ว ผมยาวสลวยทอดมายังบ่าของนาง ใบหน้าของนางงดงามยิ่งขึ้นทุกครั้งที่ได้จ้องมอง
มุมปากของนางปรากฏรอยยิ้มจางๆ “คุณชายหนิง ท่านลองชิมอาหารของข้า ข้ารับรองได้ว่าจะไม่เป็เหมือนโจ๊กผักข่มที่ท่านได้ทานครั้งแรก”
“พี่ชายหนิง ท่านแม่ของข้าสวยใช่หรือไม่?” หนิงเทียนถูกปลุกขึ้นจากภวังค์ด้วยคำพูดของปี้ยี่ มันมองไปที่หนิงเทียนด้วยแววตาไร้เดียงสา
ใบหน้าของปี้เหยาแดงซ่านมันกล่าวด้วยเสียงเชิงตำหนิไปยังปี้ยี่ “เ้าเป็เด็กกลับแก่แดดเช่นนี้ได้อย่างไร”
“คุณชายหนิงท่านอย่าได้สนใจคำพูดของเด็กคนนี้เลย ว่าแต่สองวันมานี้ท่านหายไปไหนมา
ปี้เหยากลัวพวกสารเลวเผ่าซิจะผิดคำพูดย้อนกลับทำร้ายท่าน” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเป็ห่วงปนความโกรธแค้นเมื่อกล่าวถึงเผ่าซิ
‘นางเป็ห่วง....ไม่ ข้ากำลังคิดอะไรอยู่? แม้ว่านางจะคล้ายแต่นางไม่ใช่เซี่ยฮวา” มันพยามขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปโดยเร็ว
“พี่ชายหนิง ท่านใจลอยอีกแล้ว” ปี้ยี่ร้องเตือนพร้อมกับหัวเราะออก “คิก คิกๆ พี่ชายหนิงท่านกำลังตะลึงในความงามของท่านแม่อยู่ละสิ”
“นี้เ้า...” ปี้เหยามองไปยังปี้ยี่ด้วยสายตาเชิงตำหนิ ก่อนจะหันมากล่าวกับหนิงเทียน
“คุณชายหนิง ท่านอย่าไปฟังคำพูดไร้สาระของปี้ยี่เด็ดขาดนะ”
หนิงเทียนยิ้มรับพร้อมกล่าวต่อ“ว่าแต่เหตุใดข้าจึงไม่เห็นเฒ่าซาง” มันเอ่ยถามออกไป เหตุเพราะตัวมันนั้นยังติดใจทักษะกระบี่สีครามของซางจื่ออยู่ไม่น้อย
“ท่านปู่มีงานด่วน” ปี้ยี่เอ่ยในขณะที่จิตใจของมันอยู่ที่อาหารของปี้เหยาหมดแล้ว
“คงเป็วันพรุ่งที่ท่านจะกลับมา”ปี้เหยากล่าวเสริมอีกคนหนึ่ง
หนิงเทียนได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้เก็บมันมาใส่ใจแต่อย่างไร เพียงชั่วครู่ท้องของปี้ยี่ก็คำรามออกมาเป็ดั่งสัญญาณในการเริ่มทานอาหาร
เวลาผ่านไปทั้งสามรับประทานอาหารกันด้วยรอยยิ้มและสีหน้าที่เปี่ยมสุข
หนิงเทียนส่งยิ้มไปทางปี้เหยา “แม่นางปี้เหยาอาหารของท่านอร่อยมากๆ ข้าขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้”
“ถ้าคุณชายหนิงชอบ ท่านสามารถมารับประทานอาหารที่กระโจมนี้ได้ทุกวัน”
“ท่านแม่ อีกสองวันพี่ชายหนิงก็จะไปกับขบวนคาราวานแล้ว เขาจะมากินอาหารของท่านแม่ทุกวันได้อย่างไร’ ด้วยคำพูดที่ไร้เดียงสาของปี้ยี่นั้นทำให้ความอึดอัดเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว
ดวงตาของปี้เหยาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทั้งสองเงียบอยู่ชั่วครู่
“นี้ข้าพูดอะไรผิดหรือท่านแม่ พี่ชายหนิง” ปี้ยี่มองไปยังทั้งสองสลับกันไปมาอย่างช้าๆ
มันไม่รู้แม้แต่น้อยว่ามันพูดอะไรที่ไม่สมควรออกไป
“วันนี้ก็ใกล้จะมืดแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”หนิงเทียนรีบกล่าวลาก่อนที่บรรยากาศมันจะอึมครึ่มไปมากกว่านี้
“เอ่อ.. คณชายหนิงพรุ่งนี้ท่านมีเวลาว่างพอที่จะดื่มชาร่วมกันหรือไม่” ปี้เหยากล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาคล้ายกับว่ามันเป็คำที่พูดออกไปอย่างยากลำบาก
หนิงเทียนพยักหน้าอย่างช้า พร้อมกลับหันหลังเดินจากไป
ภายในมิติ อนันตเวคี หนิงเทียนทรุดกายลงในบ้านหลังเล็กๆที่สร้างขึ้นมาเพื่อมันโดยเฉพาะ มือข้างหนึ่งของมันก่ายไปที่หน้าผาก อีกข้างหนึ่งหยิบดอกกุ้ยฮวาออกมาจากชายเสื้อ
มันจับจ้องไปดอกกุ้ยฮวาในมืออย่างดำลึก ภายในจิตใจบังเกิดเื่ราวในอดีตขึ้นมา
‘ท่านแม่ทัพนี้คือดอกกุ้ยฮวา ท่านรู้จักอีกชื่อหนึ่งของมันหรือไม่
มันถูกเรียกว่าหอมหมื่นลี้ ตราบใดที่แม่ทัพซือได้กลิ่นของมัน ขอให้ท่านรับรู้ไว้เสมอ ว่าเซี่ยฮวา คิดถึงท่านอยู่ทุกขณะจิต’ หนิงเทียนค่อยๆปิดตาลง จมลึกสู่ห้วงนิทรา....
เช้าวันรุ่งภายในบริเวณรอบๆหมู่บ้านปี้จุ่ย ทางเข้าไปสู่ป่าพฤกษาทมิฬ หนิงเทียน ปี้เหยาและปี้ยี่ ทั้งสามนั่งลงบนพื้นหญ้าสีเขียวขจี
“แย่แล้วท่านแม่ ข้าแย่แล้ว” ปี้ยี่กล่าวด้วยความตื่นตระหนกอย่างมาก
“มีเหตุอันใดหรือเ้าถูกพวกปี้ฟานรังแกมาอีก” ปี้เหยาถามออกไปด้วยความเป็ห่วง
หนิงเทียนมองไปยังปี้ยี่ราวกับกำลังรอฟังคำตอบของมันอยู่
“ท่านแม่ ข้าลืมไปได้ยังไง เย็นนี้ท่านปู่จะกลับมาข้าต้องรีบไปเตรียมตัวฝึกกระบี่ก่อน พวกท่านค่อยๆดื่มชากันไปก่อนไม่ต้องรอข้านะ” สิ้นคำกล่าวของปี้ยี่มันไม่รอให้ทั้งสองเอ่ยคำใดออกมา
มันรีบวิ่งไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้หนิงเทียนและปี้เหยานั่งอยู่เพียงสองคน
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของปี้ยี่ หนิงเทียนอดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงหัวเราะออกมามันกล่าวออกด้วยน้ำเสียงขบขัน “ปี้ยี่คงมีเื่สำคัญที่ต้องทำ จึงรีบร้อนถึงเพียงนี้”
ใบหน้าของปี้เหยาขณะนี้แดงซ่านด้วยความอาย มันมิคาดคิดมาก่อนเลยว่าปี้ยี่จะใช้วิธีนี้ทิ้งให้มันอยู่ด้วยกันตามลำพัง
ปี้เหยาคลี่ห่อผ้าที่มันเตรียมมา พร้อมนำถ้วยชาส่งใส่มือของหนิงเทียน ปี้เหยารินชาให้แก่หนิงเทียนอย่างสุภาพพร้อมทั้งกล่าวว่า
“ข้านั้น ้าขอบคุณท่านอีกครั้งก่อนที่ท่านจะไปจากหมู่บ้านนี้ ถ้าวันนั้นท่านไม่ก้าวเข้ามายืนข้างข้าในวันที่โลกถล่มทับใส่ ตัวข้านั้นคงจะยอมตายเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเองไปแล้ว”
หนิงเทียน วางถ้วยชาในมือของมันลง พร้อมกล่าวด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้
“อย่าได้ขอบคุณอะไรข้าเช่นนี้อีกเลยแม่นางปี้เหยา การที่ข้าช่วยเหลือเ้า เพราะว่าเ้าเป็ผู้หญิงที่มีน้ำใจ
ในวันที่ข้ามาถึงหมู่บ้านนี้ครั้งแรก ถึงแม้เราจะเข้าใจผิดกันเล็กน้อย แต่ก็เป็เ้าที่ให้ความช่วยเหลือข้าต่างๆนาๆ
การที่ข้าช่วยเหลือเล็กๆน้อย นั้นไม่สามารถนับว่าเป็บุญคุณอันใดได้”
“แต่มันได้สร้างความลำบากแก่คุณชาย ทั้งยังทำให้ท่านเป็ศัตรูกับเผ่าซิอีกด้วย”
ปี้เหยากล่าวต่ออย่างเศร้าสร้อย “ยามนั้นมีผู้คนมากมาย แต่มีเพียงท่านที่ยืนอยู่ข้างข้า คุณชายหนิงท่านโปรดระวัง อิทธิพลของเผ่าซินั้นมีมากมายนัก
ระหว่างการเดินทางไปเมืองฉางผิงของท่านคนชั่วซิเฟย อาจจะหวนกลับมาเล่นงานท่านก็ได้”ประโยคหลังของนางนั้นแ่เบายิ่ง
ปี้เหยายังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิด “เผ่าซินั้นมีอิทธิพล อย่างมากในพื้นที่รอบนอกแห่งนี้ แต่ท่านกลับยินยอมล่วงเกินเผ่าซิเพื่อข้า มันช่างไม่คุ้มกันเลยจริงๆ”
ได้ยินคำพูดของปี้เหยา หนิงเทียนลอบถอนหายใจอย่างแ่เบา
“แม่นางปี้เหยาเื่พวกนี้ไม่ได้สลักสำคัญอันใดอีกทั้งวันพรุ่งข้าจะจากที่นี้ไปยังเมืองฉางผิงแล้ว”
“คุณชายหนิงท่านจะเรียกข้าว่า เหยาเอ๋อได้หรือไม่” ปี้เหยาแย้มยิ้มกล่าวด้วยเสียงค่อย
หนิงเทียนเห็นใบหน้าหญิงสาวตรงหน้าของมันแดงซ่านเล็กน้อยขณะกล่าววาจาในใจออกมา ตัวมันไม่คาดคิดว่านางจะอยากให้เรียกหาอย่างใกล้ชิดเช่นนี้
น้ำชาในมือของหนิงเทียนที่เย็นตามกาลเวลา เวลานี้มันกับอุ่นขึ้นมาทันที ความรู้สึกที่อบอุ่นและยากที่จะอธิบายในใจได้นี้คือ.....
หนิงเทียนถือถ้วยชาอย่างครุ่นคิดบางอย่าง มันเอ่ยปากถามออก “เหยาเอ๋อ เ้ามีความคิดจะทำเช่นไรต่อไป”
“เวลานี้ข้าเพียงติดตามท่านพ่อบุญธรรมและเลี้ยงดูปี้ยี่ต่อไปจนเมื่อปี้ยี่อายุครบ10ปี ข้าจะนำพาเขาไปหา ครอบครัวที่แท้จริง”
“ครอบครัวที่แท้จริง?”
“เื่นี้ตัวข้าเองก็ไม่ได้รู้เื่อะไรมากมายนัก ปี้ยี่หยิบหยกสีเขียวกระจ่างออกมา นี้คือจี้หยกที่ติดตัวปี้ยี่มาั้แ่เกิด
ท่านแม่ของข้าได้สั่งเสียก่อนที่ท่านจะจากไปว่าเมื่อปี้ยี่อายุครบ10ปี ให้เขาสวมจี้หยกนี้และเดินทางไปยังหมู่บ้านหนึ่งฤดู ท่านแม่ได้สั่งเสียไว้เพียงเท่านี้”
“หมู่บ้านหนึ่งฤดูคือที่ใด?”หนิงเทียนถามอย่างสงสัย
“ข้าก็เคยถามท่านแม่เช่นนั้น ท่านได้เพียงแต่ตอบว่าเมื่อปี้ยี่อายุครบ10ปีจะมีคนมานำทางไปเอง”
หนิงเทียนมองไปยังใบหน้าของปี้เหยา “เื่นี้สำคัญเช่นนี้ เหตุใดท่านจึงบอกแก่คนนอกเช่นข้า”
ปี้เหยาจ้องมองกลับไป ก่อนจะเอ่ยเบาๆ “ข้าเองไม่คิดว่าท่านเป็คนนอก”
“แค่กๆ แค่ก เมื่อได้ยินคำพูดของปี้เหยา หนิงเทียนหนิงเทียนกระแอมออกมาไม่หยุดยั้ง” มันซึ่งเป็วีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่กลับมีอาการประหม่าเช่นนี้
‘คิกๆๆ’ ปี้เหยาหัวเราะออกกับท่าทีที่หนิงเทียนแสดงออก
“จริงสิคุณชายหนิง พรุ่งนี้คุณชายพอจะมีเวลาหรือไม่ ข้าจะพาท่านไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง”
“พรุ่งนี้ข้าพอจะมีเวลาว่างเล็กน้อยใน่เช้า อีกอย่างเ้าเรียกข้าว่าหนิงเทียนเถอะ”
วันพรุ่งนี้เป็วันสุดท้ายในหมู่บ้านปี้จุ่ยของหนิงเทียน มันคงจะเป็วันที่มันต้องตัดสินใจ
ปี้เหยายิ้มอย่างมีความสุข “ท่านรับปากข้าแล้วน่ะ พรุ่งนี้ยามเช้าเรามาพบกันที่นี้”
หนิงเทียนพยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นให้ข้าเดินไปส่งเ้าเถอะ”
เมื่อทั้งสองเดินออกมาจากริมแม่น้ำ เป็เวลาพลบค่ำก่อนที่จะถึงกระโจมบรรณาการ
ทั้งสองเห็นกลุ่มผู้ฝึกตนนับ50คน สวมใส่ชุดเกราะสีเงินส่องแสงสว่างแม้ยามมืด
พวกมันทั้งหมดขี่อาชาเหินเวหาที่เป็สัตว์ป่าระดับหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพอย่างสูงล้น
ทหารในชุดเกราะสีเงินส่องสว่างพวกมันทั้งหมดกำลังเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านปี้จุ่ยอย่างรวดเร็ว
“!!!! หนิงเทียน ท่านหลบไปเร็วพวกมันต้องเป็คนที่เผ่าซิส่งมาเพื่อตามล่าท่านเป็แน่”
ปี้เหยาบัดนี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกมันหวาดกลัวว่าหนิงเทียนจะเป็อะไรไป
“เหยาเอ๋อ เ้าสงบใจก่อน มิใช่ว่าพวกมันกำลังเดินทางกลับหรอกรึ?” มุมปากของหนิงเทียนยกยิ้มอย่างชั่วร้าย
“แต่ว่า..มันอาจจะกำลังตามหาตัวท่านอยู่” ปี้เหยายังไม่ละความกังวลใจ
“ถ้าเช่นนี้พวกเรา กลับไปที่กระโจมบรรณาการก่อน แล้วจึงสอบถามเื่ราวทั้งหมดกับพ่อบุญธรรมของเ้าเป็อย่างไร”
“พวกเรารีบไปกันเถอะ” ปี้เหยาวิ่งไปที่กระโจมบรรณาการอย่างรีบร้อน หนิงเทียนมองไปยังแผ่นหลังของนาง มันยิ้มอย่างอ่อนโยนและส่ายศีรษะอย่างช้าๆ
จากนั้นจึงค่อยๆเดินตามปี้เหยาไปอย่างไม่เร่งรีบอันใด
“พ่อบุญธรรม พ่อบุญธรรม” ปี้เหยาวิ่งอย่างรีบร้อนเข้ามายังกระโจมบรรณาการใบหน้าของมันตอนนี้ซีดขาว ไปด้วยความหวาดกลัว
“ท่านแม่เกิดอะไรขึ้น” ปี้ยี่ที่กำลังฝึกกระบี่อยู่นั้นถามกลับด้วยความร้อนรน
“เหยาเอ๋อเ้าเป็อะไรไป เหตุใดถึงร้อนรนเช่นนี้?”เสียงอันราบเรียบของซานจื่อดังออกมา
“ท่านพ่อบุญธรรมพวกเผ่าซิ ยกทัพมาเพื่อจะจับคุณชายหนิง พ่อบุญธรรมโปรดช่วยเขาด้วย”
“ท่านแม่นี้มันเื่อะไรกันแน่?” ปี้ยี่ฟังคำบอกเล่าจากมารดาของมันด้วยอาการงุนงง
“เหยาเอ๋อเ้าสงบสติลงก่อน”
เพียงชั่วครู่หนิงเทียนก็ได้เดินตามเข้ามาในกระโจม มันโค้งศีรษะเล็กน้อยไปที่ซางจื่อ เพื่อเป็การเคารพเ้าของสถานที่
ซางจื่อที่ละสายตาจากปี้เหยามองไปยังหนิงเทียน มันส่งยิ้มเล็กน้อยให้แก่หนิงเทียน
“เหยาเอ๋อไหนบอกพ่อบุญธรรมมา ว่าเื่ราวมันเป็อย่างไร”
“พ่อบุญธรรมระหว่างทางที่ลูกกลับมาลูกเห็นนักรบเกราะเงินของเผ่าซิมากมายอยู่ด้านหน้าของหมู่บ้าน มันต้องเป็ซิเฟยที่นำกำลังกลับมาแก้แค้น หนิงเทียนแน่นอน”
คิ้วของซานจื่อยกขึ้นสูงมันมองไปยังบุตรบุญธรรมของมัน “ถูกต้องเผ่าซิ ถึงกับนำอาชาเหินหาวเพื่อเร่งเดินทางกลับมาแก้แค้น แต่ผู้ที่นำกำลังมามิใช่ซิเฟยแต่เป็ซิหลางบิดาของมัน”
“หัวหน้าเผ่าซิมาด้วยตนเอง!!!! หนิงเทียนท่านต้องรีบหนีไป” น้ำเสียงของปี้เหยาเต็มไปด้วยความเป็ห่วง
“เหยาเอ๋อเ้าฟังพ่อบุญธรรมพูดให้จบก่อน เมื่อวันก่อนที่พ่อบุญธรรมออกไปทำธุระเร่งด่วน เพราะได้รับข่าวการเสียชีวิตของซิเฟย”
“อะไรนะ...ซิเฟยตายแล้ว ์ช่างเมตตาจริงๆ”แม้ว่าปี้เหยาจะใเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยินแต่มันนั้นยังไม่ลืมขอบคุณ์ที่จัดการคนชั่วให้แก่แผ่นดิน
ปี้เหยายังคงกล่าวต่อ “พ่อบุญธรรมแล้วทหารพวกนั้นมาที่หมู่บ้านของเราทำไมกัน”
“พวกมันคงจะมาจับกุมครอบครัวของหัวหน้าหมู่บ้านปี้ชี”
“ เพราะเหตุใดถึงต้องจับท่านปี้ชีไปด้วย” ปี้เหยากล่าวด้วยอาการใ น้ำเสียงของมันเศร้าลงเล็กน้อย มันยังจดจำภาพที่ปี้ชีช่วยคุกเขาขอร้องแทนมันได้อยู่
ซางจื่อกล่าวตอบว่า “ในเื่นี้พ่อบุญธรรมพอทราบเื่ราวมาบ้างเล็กน้อย ระหว่างการเดินทางกลับของซิเฟย
มันนั้นตกไปในกับดักของเผ่าเฮย จนต้องถอยรนเข้าไปในวัดร้างที่เป็เขตแดนของเผ่าเฮย
ภายในคืนเดียวทหารทั้งหมดรวมถึงตัวนายน้อยแห่งเผ่าซิ พวกมันตกตายกันหมดจะเหลือรอดเพียงซิตู่คนเดียวเท่านั้น”
“ส่วนต้นตอของเรืองราวทั้งหมดนั้น เป็เพราะหัวหน้าหมู่บ้านปี้ชีได้ขายข้อมูลการเดินทางของซิเฟยให้แก่เผาเฮยจึงเป็เหตุให้พวกของซิเฟยทั้งหมดตกอยู่ในกับดักของเผ่าเฮยจนถึงแก่ความตาย”
เมื่อซิหลางได้ยินเื่ราวทั้งหมดจากปากของซิตู่ มันจึงนำกำลังมาแก้แค้นแทนลูกชาย
ศีรษะของหัวหน้าชีถูกตัดแขวนไว้หน้าหมู่บ้าน ส่วนลูกและหลานของปี้ชีถูกนำตัวกลับไปยังเผ่าซิ”
เมื่อปี้เหยาได้ฟังพ่อบุญธรรมของมันกล่าวจบ ความรู้สึกหวาดกลัวของมันก็รู้สึกเบาบางลงไป
“ที่แท้เป็ข้าที่ห่วงหนิงเทียนจนเกินไป” ปี้เหยาเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ มันหลุดปากพูดออกไปว่า ห่วงหนิงเทียน สามคำนี้ ซางจื่อ ปี้ยี่และหนิงเทียนได้ยินอย่างชัดเจน
ใบหน้าของปี้เหยาแดงขึ้นมาทันที “เอ่อ ท่านพ่อบุญธรรมท่านคงหิวแล้วข้าจะไปเตรียมอาหารให้ท่าน” นางรีบออกจากกระโจมอย่างรวดเร็ว
หนิงเทียนแย้มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าว “ท่านซางจื่อ ข้าขอถามอะไรท่านสักอย่าง”
“เด็กน้อย เ้ามีอะไรจะถามตาแก่เช่นข้า” ซางจื่อตอบกลับด้วยเสียงอบอุ่น
“ท่านฝึกทักษะปราณน้ำแข็งใช่หรือไม่?”
“เด็กน้อย ตาแก่ผู้นี้เพียงฝึกทักษะธรรมดาเท่านั้นไม่มีค่าให้กล่าวถึง” เห็นได้ชัดว่าซางจื่อพยามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามกับหนิงเทียน
“ถ้าท่านไม่เต็มใจที่จะตอบก็แล้วไปเถอะ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ในขณะที่หนิงเทียนกำลังเดินกลับ
ซางจื่อเพียงยิ้มเล็กน้อยและส่งเสียงไล่หลัง หนิงเทียนออกมา “เด็กน้อย พรุ่งนี้ยามอาทิตย์ขึ้นกลางศีรษะขบวนคาราวานจะออกจากหมู่บ้านปี้จุ่ย เ้าโปรดรักษาเวลาด้วย”
เมื่อกล่าวจบมันมองไปยังแผ่นหลังของหนิงเทียนที่ค่อยๆเล็กลง
มันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างค้างคาอยู่ภายในใจมัน แต่ไม่สามารถพูดออกได้เป็เพราะสิ่งที่มันสงสัยนั้นไม่มีทางเป็จริงแน่นอน
เด็กหนุ่มในดินแดนมนุษย์ไม่มีทางจะสังหารกลุ่มนักรบนับสิบคนได้แน่
าที่กำลังจะเกิดระหว่างเฮยและซิ ไม่มีทางที่จะเป็แผนการของเด็กวัย16ปีได้แน่ มันรีบสะบัดความคิดที่ฟุ้งซ่านออกไปทันที
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย
ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%