ความมืดมิดมิได้เป็เพียงผืนผ้าคลุมไร้สีสัน หากแต่เป็ห้วงลึกที่กลืนกินสรรพสิ่ง แสงจากคบเพลิงของทหารยามมิอาจฉีกกระชากความมืดให้ขาดวิ่น กลับทอประกายสั่นไหว ราวกับดวงตานับร้อยคู่ที่กระหายใคร่รู้ ซุ่มซ่อนในเงามืด จ้องมองหาเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย เสียงประกาศก้องกังวานถึง "เ้าสาวสีเื" มิได้เป็เพียงคำขู่ หากแต่เป็คลื่นแห่งความหวาดผวาที่ซัดสาดเข้าสู่จิตใจของผู้คน ก่อเกิดรอยร้าวแห่งความหวาดหวั่น
ในเงามืดของหลังคาโรงเตี๊ยมเก่าแห่งหนึ่ง ร่างเงาสี่ร่างนั่งซุ่มอยู่ พวกเขาเคลื่อนไหวเงียบเชียบราวกับิญญา แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าคมสันที่เต็มไปด้วยร่องรอยาแ บ่งบอกถึงประสบการณ์การต่อสู้มาอย่างโชกโชน
ชายร่างกำยำ ผิวสีแทน ดวงตาดุดันราวกับนักล่า มีรอยแผลเป็ยาวพาดผ่านแก้มขวา
"ได้ข่าวว่าค่าหัวของ เ้าสาวสีเื งามไม่เบา พวกเ้าว่าจริงหรือไม่?"เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"ข่าวลือเื่ความงามของนางกระฉ่อนไปทั่ว 'อสรพิษเงา' อย่างข้ายังได้ยิน คงไม่ธรรมดา" ชายอีกคน รูปร่างสูงโปร่ง เคลื่อนไหวร่างกายราวกับงูเลื้อย ดวงตามีประกายเยือกเย็นตอบกลับด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ความงามข้าไม่สน ข้าสนแค่เหรียญทองที่ตระกูลวรกุลเสนอมา 'พญาเขา' จะขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า" คนที่สาม รูปร่างบึกบึนราวกับสัตว์ร้าย ดวงตาแข็งกร้าวคล้ายกระทิงโทสะ พ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด
คนสุดท้าย ร่างเล็กแต่คล่องแคล่ว สวมผ้าคลุมสีดำสนิทจนกลืนไปกับความมืด มีเพียงดวงตาที่คมกริบราวกับอีกาเท่านั้นที่จับจ้องไปยังเบื้องล่าง "อย่าประมาท 'ปีกรัตติกาล' ได้ยินมาว่านางเป็ถึงจอมเวทย์ทวิลักษณ์ แม้จะยังอ่อนหัด แต่ก็อันตรายกว่าที่เราคิด"
"จอมเวทย์ทวิลักษณ์งั้นรึ? ฮ่าๆๆ" เสียงหัวเราะในลำคอ "น่าสนใจยิ่งขึ้น ข้า 'ฉลามคลั่ง' ชอบล่าเหยื่อที่ท้าทาย"
"พลังเวทย์... เป็สิ่งที่น่าค้นหาเสมอ" อสรพิษเงา เลียริมฝีปากอย่างกระหาย
"ไม่ว่าจะเป็จอมเวทย์หรือนางฟ้า ถ้าขวางทางข้า ข้าจะกระทืบให้แหลก" พญาเขา กำหมัดแน่น
"อย่าประมาท ถึงแม้ว่าพวกเราอาจจะอยู่ในอันดับปลายๆ ของห้าสิบอันดับทหารรับจ้างก็จริง แต่ชื่อเสียงของเราก็ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย งานนี้ต้องรอบคอบ หากพลาดพลั้ง อาจจะไม่คุ้มค่า" ปีกรัตติกาล ยกมือขึ้นห้าม
"ข้าเห็นด้วยกับ 'ปีกรัตติกาล' พวกเราต้องวางแผนให้ดี ตระกูลวรกุลคงไม่ยอมเสียหน้าง่ายๆ พวกเขาอาจจะส่งนักล่าที่เก่งกาจกว่าพวกเรามาด้วย" ฉลามคลั่ง พยักหน้าเห็นด้วย
"เป้าหมายของเราคือจับเป็ หากเป็ไปได้ ข้าอยากจะเห็นโฉมหน้านางเสียหน่อย ก่อนจะส่งไปให้ตระกูลวรกุล" อสรพิษเงา ตรวจสอบใบมีดที่อาบยาพิษของเขา
"ข้าไม่สนใจหน้าตา ข้าสนแต่ทองคำ รีบวางแผนแล้วลงมือเสียที ข้าไม่อยากรอ" พญาเขา คำรามต่ำๆ
"จากข่าวที่ได้มา นางน่าจะกบดานอยู่ในชุมชนนี้ พวกเราจะแบ่งกำลังออกเป็สี่ทิศทาง หากใครพบนางก่อน ให้ส่งสัญญาณทันที อย่าเข้าปะทะโดยไม่จำเป็" ปีกรัตติกาล กางแผนผังเมืองที่ขโมยมาได้
เงาลึกลับทั้งสี่พยักหน้าพร้อมกัน ดวงตาของพวกเขาเปล่งประกายวาววับในความมืด ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังเตรียมพร้อมออกล่าเหยื่อ การไล่ล่าครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ภายใต้ผืนฟ้าสีดำสนิทที่ประดับประดาด้วยดวงดาวนับล้าน ดวงตาคมกริบสี่คู่แยกย้ายกันไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ราวกับเงาที่เคลื่อนไหวตามบัญชาแห่งความมืด 'ฉลามคลั่ง' มุ่งหน้าไปยังเขตตลาดเก่าที่ซับซ้อนราวเขาวงกต 'อสรพิษเงา' เลื้อยตัวหายเข้าไปในตรอกซอกซอยแคบๆ ที่แสงคบเพลิงเข้าไม่ถึง 'พญาเขา' ทะยานข้ามหลังคาเรือนอย่างไม่เกรงกลัวเสียงดัง และ 'ปีกรัตติกาล' โผบินเงียบเชียบเหนือท้องฟ้า ราวกับเป็ส่วนหนึ่งของความมืดมิด
ณิชาที่บอบช้ำจากการต่อสู้และการหลบหนีมาอย่างต่อเนื่อง ััได้ถึงการมาเยือนของภัยคุกคามใหม่ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและไม่ปิดบังดังตามมาในระยะใกล้ ราวกับผู้มาเยือนมั่นใจในชัยชนะอย่างเต็มเปี่ยม หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความตึงเครียด นางกำดาบที่เรืองรองแสงสีทองในมือแน่นขึ้น เตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าอีกครั้ง
ในตรอกแคบ มืดสนิท และเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของสินค้าเก่า 'ฉลามคลั่ง' ปรากฏตัวเบื้องหน้าณิชา ร่างกำยำของเขาบดบังแสงจันทร์จนเกิดเป็เงามหึมา รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าที่มีรอยแผลเป็ยาวพาดผ่าน
"ไง แม่สาวน้อย" เสียงทุ้มต่ำของเขาดังก้องในความเงียบ
"หนีเก่งนี่ แต่หนีข้าไม่พ้นหรอก" ดวงตาสีน้ำทะเลลึกของเขากวาดมองร่างที่เปรอะเปื้อนเืของณิชาอย่างพึงพอใจ ราวกับกำลังมองอาหารชั้นเลิศ
ณิชาจ้องมองเขาด้วยแววตาระแวดระวัง นางรับรู้ได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งและอันตรายที่แผ่ออกมาจากชายผู้นี้
"เ้าเป็ใคร?" ณิชาถามเสียงแ่เบา แต่ยังคงความแข็งกร้าวไว้
"ข้าหรือ? ข้าคือคนที่กำลังจะพาเ้าไปรับรางวัลงามๆ จากตระกูลวรกุลไงล่ะ" ฉลามคลั่ง หัวเราะในลำคอ
"เสียใจด้วยนะ แม่สาวน้อย โชคดีที่ข้าเจอเ้าก่อนคนอื่น ทองคำทั้งหมดนั่นจะเป็ของข้าคนเดียว" เขาไม่สนใจที่จะส่งสัญญาณบอกพรรคพวกตามที่ตกลงไว้ ความโลภครอบงำจิตใจของเขาจนหมดสิ้น
ณิชายกดาบที่เปล่งแสงสีทองขึ้นตั้งท่าเตรียมพร้อม
"ยังจะขัดขืนอีกรึ? ข้าจะบอกเอาไว้ให้นะ ทักษะลูกแก้วิญญาของข้าเป็แบบ เสริมร่างกายที่หาได้ยาก เป็เกียรติของเ้าที่ได้รับมันไว้ เสริมกายา!!"
ฉลามคลั่ง ส่ายหน้าอย่างขบขัน ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ณิชาด้วยความเร็วราวกับฉลามที่พุ่งออกจากผืนน้ำ หมัดหนักหน่วงของเขาพุ่งตรงไปยังใบหน้าของณิชาอย่างรวดเร็วและมั่นใจ เขาไม่เคยคิดว่าหญิงสาวร่างบางที่ดูอ่อนแรงเช่นนี้จะสามารถรับการโจมตีของเขาได้
ฉลามคลั่งที่น่าสงสาร เขายังไม่รู้ว่า ณิชาเคยฟาดดาบของนางใส่คุณชายใหญ่ตระกูลวรกุลมาก่อน คุณชายใหญ่ไม่สามารถรับดาบของณิชาได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว คุณชายใหญ่ตระกูลวรกุลก็มีทักษะ เสริมกายา ทักษะของเขามีความแข็งแกร่งกว่า ฉลามคลั่ง อีกด้วย ด้วยความที่สัตว์ิญญาในลูกแก้วของคุณชายใหญ่คือ ราชสีห์ พละกำลังการเสริมกำลังของ ราชสีห์ มีผลมากกว่า ฉลาม แต่ฉลามจะได้ความเร็วที่มากกว่า แต่นั้นต้องอยู่ในน้ำ แต่ตอนนี้เขาอยู่บนบก
แขนของเขาขาดไปด้วยใบหน้าที่หัวเราะยิ้มแย้มเป็ภาพที่เปลี่ยนอย่างไม่ทันคาดคิด ความเ็ปได้วิ่งเข้ามาเป็การปลุกอันโหดร้ายให้ตื่นจากความฝัน
"อ๊ากกกก!!!!"เสียงร้องของเขาดังสนั่นพร้อมกับแขนที่ขาดกระเด็น สีหน้าเ็ปซีดขาวของเขาแสดงถึงหวาดกลัวอย่าเห็นได้ชัด
'ปีกรัตติกาล' ที่กำลังโกรธเนื่องจาก'ฉลามคลั่ง' ไม่ยอมทำตามที่ตกลง เขากำลังโผบินจากท้องฟ้าลงมาแย่งเหยื่อ ถึงกับผงะกระเจิงกับสิ่งที่เห็น เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง จริงๆแล้วการที่เขาเป็คนที่บอกคนอื่นไม่ให้ประมาทนั้นเป็แผนของเขา เผื่อมีใครคิดจะจับตัวเหยื่อไปโดยไม่แบ่งอย่างที่ 'ฉลามคลั่ง' ทำ เขาไม่คิดว่าณิชาจะความแข็งแกร่งขนาดนี้ หลังจากเขาได้สติเขารีบส่งสัญญาณให้คนอื่น
เสียงกระซิบบอกกับณิชาให้ไปลงดาบสังหารกับ 'ฉลามคลั่ง' แต่ณิชาไม่ได้เลือกทำตาม นางเลือกวิ่งหนีต่อ เสียงกระซิบนี้ทำนางให้รอดจากภัยอันตรายมาหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งค่อนข้างจวนตัวนางเลือกทำตามอย่างไม่ลังเล ทิศทางที่นางรับการโจมตี หรือ ทิศทางที่นางฟาดฟัน มันจะบอกกับนาง ทำให้ณิชาผู้ที่ไม่เคยฝึกวิชาดาบเลย สามารถสู้กับคนอื่นได้จนถึงได้เปรียบ หากใครรู้ว่านางไม่มีวิชาดาบแค่ฟันดาบไปทื่อๆ คงเ็ปใจตายกันอย่างแน่นอน ครั้งนี้ณิชามีเวลาตัดสินใจ นางไม่ได้ชอบสังหารใครถ้าเป็ไปได้นางจะเลือกที่จะหนีมากกว่า
การหนีของณิชาไม่ใช่ไร้ทิศทาง มีสถานที่ที่จะให้ความปลอดภัยนางได้คือ วิหารศักดิ์สิทธิ์ ตอนนี้นางกำลังออกจากเขตของชุมชนแล้ว ต่อไปจะเป็ที่ราบโล่ง ก่อนจะถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์ นางไม่สามารถใช้ประโยชน์จากความมืด ซอกตึก อาคารได้อีกแล้ว แต่โชคดีที่ดูเหมือนกองทหารไม่ได้ตามนางมา
ณิชาไม่ได้นับจำนวนคนที่นางสังหารแต่รู้ว่าเยอะมากมายมันแทบจะทำให้นางรู้สึกบ้า นางแทบทนไม่ไหวจากกลิ่นคาวเืจนรู้สึกสะอิดสะเอียน ณิชาไม่ได้อยากจะสังหารใครนางแค่้าปัดป้องเท่านั้น แต่ทุกการลงดาบของนางทุกคนต่างตกตาย ราวกับเต้าหูนิ่มๆที่ถูกใบมีดหั่นอย่างง่ายๆ ไม่ว่าจะหั่นเบาแค่ไหนมาก็ขาดออกจากกันอยู่ดี จะมีคนที่แข็งๆอยู่บ้าง ก็คือคุณชายใหญ่ตระกูลวรกุล กับคนที่เหมือนฉลามเมื่อครู่
ณิชาวิ่งอยู่บนที่ราบมาไกลจากชุมชนมากแล้วมาก นางเห็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ เด่นสง่าอยู่ไม่ไกล ทำให้นางอดที่ถอนหายใจไม่ได้ แต่ไม่ทันที่นางจะได้ผ่อนคลาย ภาพข้างหน้าก็ค่อยๆพร่ามัว เหมือนหมอกมาบัง ก่อนจะได้ยินเสียงร้องะโจากบนท้องฟ้าด้านหลังไม่ไกล
"ทักษะเวทย์ โลกรัตติกาล!!"
เสียงะโก้องกังวานของ 'ปีกรัตติกาล' ราวกับเสียงร้องของยมทูตที่ก้องกังวานในความมืดมิด ทันใดนั้นเอง ทัศนียภาพรอบตัวณิชาก็พลันแปรเปลี่ยนไป แสงจันทร์ที่เคยส่องสว่างจางหายไปราวกับถูกกลืนกินด้วยความมืดสนิท ไร้ซึ่งแสงดาว ไร้ซึ่งเงาใดๆ โลกทั้งใบพลันตกอยู่ในความมืดมิดที่แท้จริง