ตอนที่ 44
เริ่มตั้งตัว (10)
ใจกลางป่าสีเขียวมีลานกว้างขนาดใหญ่ที่บริเวณโดยรอบเสียหายมากมายราวกับว่ามันผ่านสมรภูมิการต่อสู้อันดุเดือดมา แต่ตอนนี้สิ่งที่นางเห็นคือร่างของชายชรา 2 คนที่ผู้หนึ่งผอมสูงสง่างามกับอีกผู้หนึ่งที่อ้วนท้วนแต่ว่าดูมีภูมิฐานกำลังยืนเผชิญหน้ากันอยู่ ทั้งสองพากันแสดงท่าทางเหนื่อยหอบออกมาจูเฟยก็รู้ได้ทันทีเลยว่าการความเสียหายที่เกิดขึ้นคงจะเป็นฝีมือของทั้งสองอย่างแน่นอน
แต่การต่อสู้ของทั้งสองก็ต้องจบลงเมื่อตัวของพวกเขานั้นได้ยินเสียงลมหายใจของคนอีกผู้หนึ่งที่เพิ่มขึ้นมา ดวงตาของชายชราทั้ง 2 ปรายตาไปมองข้างกายของตนเองพบเห็นร่างของเด็กหญิงวัยประมาณ 6 ปีที่เพิ่มเข้ามา
พวกมันพากันตกใจยกใหญ่ชายชราร่างกายอ้วนท้วนดูมีภูมิฐานดูจะไม่ได้ตกใจมากมายอันใดเพราะว่าเขาคงคิดว่าเป็นเพียงแค่เด็กหลงทางเข้ามา
แต่ว่าหยางซานที่เป็นอาจารย์ของจูเฟยแสดงความตื่นตระหนกตกใจออกมาจากทางใบหน้าโดยไม่อาจปิดกั้นความรู้สึกที่มันกำลังเต็มไปด้วยความสับสนและตื่นตระหนกภายในจิตใจได้
ก็พูดที่ปรากฏกายออกมาแล้วยืนอยู่ตรงหน้าของเขาคือศิษย์ตัวน้อยของเขาจะไม่ให้เขานั่นประหลาดใจได้เช่นไร
เขาสั่งกำชับศิษย์ตัวน้อยของตนเองให้อยู่แต่ภายในโรงเตี๊ยมเหตุใดถึงมาโผล่อยู่ที่นี่ได้
“ ยัยหนูจู!!!! ” หยางซานเปล่งเสียงออกมาดังลั่น เสียงนั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจความสับสน
ในขณะนั้นเองจูเฟยก็ได้ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาลูบห้วตนเองแล้วหัวเราะแห้ง
หลังจากนั้นการต่อสู้ของยอดฝีมือทั้งสองก็ได้จบลงแล้วพวกเขาก็ได้มานั่งจับเข่าคุยกัน มันทำให้ตัวของจูเฟยรู้ว่าทั้งสองเป็นสหายกันแต่ก็มักจะนัดมาประเมินกันในทุกปีภายในสถานที่แห่งนี้
ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาบดบังในยามกลางวันเช่นนี้ ร่างของทั้ง 4 ชีวิตได้มานั่งจับเข่าคุยกันภายใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น สายลมเย็นๆพัดผ่านเข้ามาเย้าหยอกร่างกายให้ความร่มรื่นเย็นสบาย
“ มาประมือกันทุกปีเลยงั้นหรือเจ้าคะ!!! ” จูเฟยพูดขึ้นมาอย่างตื่นตระหนกนี่มันเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่นางไม่เคยรู้มาก่อน
ท่านอาจารย์ของนางนั่งอยู่ทางด้านฝั่งซ้ายส่วนทางด้านขวาของหน้าคือเด็กหนุ่มผู้นั้นที่ช่วยนางไว้และถัดไปจากเด็กหนุ่มผู้นั้นก็คือชายชราที่มีร่างกายอ้วนท้วนที่เป็นสหายของท่านอาจารย์ของนาง
“ แล้วพวกข้าเป็นสหายกันแต่ว่าไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไหร่ ” หยางซานหันมาพูดกับศิษย์ตัวน้อยของตนเอง
“ ก็เพราะว่าเจ้านั่นแหละชอบเถียงข้าว่าวิชาค่ายกลของเจ้าเหนือกว่าวรยุทธของข้า ” ชายร่างกายอ้วนท้วนที่นั่งถัดออกไป 2 ลำดับได้ตะโกนข้ามหัวจูเฟยไปบอกหยางซาน
“ ก็มันจริงนิดูสิสุดท้ายแล้ววรยุทธของเจ้าก็ไม่สามารถเอาชนะค่ายกลของข้าได้ ” หยางซานตะโกนกลับไป
จูเฟยที่นั่งอยู่ตรงกลางก็ถึงกับตัวหดเล็กลงในทันที นางได้ฟังเรื่องของทั้งสองมาบ้างว่าพวกเขานั้นเป็นปรมาจารย์ในด้านคนละสายวิชาพลังวิญญาณกัน
ท่านอาจารย์คงนางเป็นผู้เชี่ยวชาญและมั่นใจในพลังของวิชาค่ายกลส่วนตัวของชายชราร่างกายอ้วนท้วนที่เป็นสหายของเขามั่นใจในวิชาวรยุทธ ทั้งสองได้ฝึกฝนและเดินอยู่บนเส้นทางของผู้ใช้พลังวิญญาณมาตั้งแต่ยังเยาว์ แล้วพวกเขาก็เดินสู่วิถีใช้พลังวิญญาณในด้านคนละสายกัน
และเมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาพวกเขาก็มั่นใจในพลังของตนเองจนต้องประมือกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ว่าแม้ว่าจะต่อสู้กันมาและแลกฝีมือกันมาหลายต่อหลายครั้งก็ยังไม่มีผู้ใดชนะ พวกเขาเลยต้องนัดมาต่อสู้กันทุกๆปีที่เมืองแห่งนี้
“ แล้วตัวของท่านผู้นี้คือผู้ใดกันงั้นหรือเจ้าคะ?? ” จูเฟยปรายสายตากลมโตของนางไปมองชายชราร่างกายอ้วนท้วนที่มีภูมิฐาน แม้ว่าตัวของนางจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นสหายของท่านอาจารย์และรู้เรื่องราวต่างๆแต่ก็ยังไม่รู้จักนามของอีกฝ่ายเลย
“ คนพูดนี้คือ เสิ่นซุน เป็นผู้ใช้พลังวิญญาณระดับสีทองเช่นเดียวกับข้า ” ผู้เป็นอาจารย์ของนางได้เอ่ยแนะนำสหายให้รู้จัก
จูเฟยไม่ลืมมารยาทของตัวเองนางได้ค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆแล้วหันไปหาผู้อาวุโสที่ร่างกายอ้วนท้วนที่นั่งอยู่ถัดไปหนึ่งลำดับ เด็กน้อยยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันด้านหน้าแล้วก้มคารวะลงพร้อมกับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ “ คารวะผู้อาวุโสเสิ่นเจ้าค่ะ~ ”
ผู้อาวุโสผู้นั้นได้ยกมือขึ้นมารูปหนวดเล็กๆที่ประดับอยู่ใต้จมูกของตนเองที่เพียงเล็กน้อย แล้วจ้องมองตัวของจูเฟยที่อยู่ด้านหน้าพร้อมกับพยักหน้าขึ้นลง “ นี่ศิษย์ของเจ้านั่นหรือหยางซาน ”
ผู้อาวุโสด้านหน้าจ้องมองแล้วพอจะคาดเดาได้จากพลังวิญญาณอันเบาบางที่ปกคลุมร่างของนางเอาไว้
“ ในที่สุดเจ้าก็รับศิษย์สักทีนะ ”
จูเฟยได้ปรายสายตาของนางไปมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกายเขานั่งอยู่ด้วยท่าทางราบเรียบและแสดงใบหน้าที่เรียบเฉยโดยไม่คิดจะเปิดปากพูดขึ้นมาภายในวงสนทนานี้เลย
“ แล้วท่านพี่ผู้นี้คือ... ” นิ้วมือของนางชี้ตรงไปที่เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกาย
“ นี่คือศิษย์ของข้าเองเจ้าเรียกเขาว่าเหยียนเหอก็ได้ ” ผู้อาวุโสเสิ่นได้พูดแนะนำศิษย์ของตนเองออกมา
“ ท่านพี่เหยียนเหอข้าต้องขอบคุณท่านแล้วที่เมื่อครู่ตัวของท่านนั้นยื่นมือช่วยตัวของข้าเอาไว้ ” จูเฟยก้มศีรษะของตนเองพร้อมกับทำการขอบคุณอีกฝ่าย
เด็กหนุ่มที่หน้าตาเรียบเฉยด้านหน้าได้พยักหน้าตอบรับกลับจูเฟย หลังจากตัวของนางก็ได้นั่งลงไปที่เดิมของตนเอง
การต่อสู้ภายในปีนี้ของผู้อาวุโสทั้งสองก็ได้จบลงพวกเขาก็ได้แยกย้ายกันเดินทางกลับไปภายในเมือง แต่ก่อนจะแยกจากกันก็ได้พูดคุยกันเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องเมืองอู่หนานที่ตัวของจูเฟยนั้นอาศัยอยู่
เดินทางกลับมาถึงโรงเตี๊ยมก็เป็นในยามบ่ายแก่ๆแล้ว เมื่อเดินกลับมาถึงก็พบเจอกับอวี้หลินที่กำลังนั่งร่ำไห้อยู่บริเวณหน้าโรงเตี๊ยม
หนึ่งศิษย์หนึ่งอาจารย์ที่เดินจูงมือกันมาแต่ไกลพบเห็นสาวใช้ที่นั่งก้มหน้าแล้วหลั่งน้ำตาอยู่ด้านหน้าโรงเตี๊ยมด้วยความเสียใจ
ในขณะที่กำลังก้มหน้าก้มตาร่ำไห้อยู่นั้นมือเล็กๆได้สัมผัสเข้าไปที่บริเวณแผ่นหลังของอวี้หลินพร้อมกับเสียงของจูเฟยก็ดังขึ้นมาพร้อมกัน “ เป็นอันใดของเจ้างั้นรึอวี้หลิน ”
เมื่อได้ยินเสียงเล็กๆที่ดังขึ้นมาอวี้หลินพี่กำลังก้มหน้าก้มตาร่ำไห้อยู่นั้นก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของนางมองเห็นร่างของคุณหนูตัวน้อยที่หายไปอยู่ด้านหน้า ครั้งนี้น้ำตาที่หลั่งไหลออกมาก็เปลี่ยนก็ได้ไปกลายเป็นน้ำตาแห่งความปิติดีใจทันที สาวใช้คนสนิทโหมเข้ากอดของคุณหนูตัวน้อยที่อยู่ข้างหน้าของตนเอง
“ เอ๊ะ!!! เอ๊ะๆ ” จูเฟยทำท่าทางตกใจที่สาวใช้คนสนิทของนางโหมเข้ามากอดนางอย่างไม่ให้ทันตั้งตัวเช่นนี้
“ ก็เป็นอันใดของเจ้าเนี่ยอวี้หลิน ” จูเฟยทำท่าทางลุกลี้ลุกลนทันทีในขณะที่ร่างของนางกำลังโดนอบกอดด้วยแขนทั้งสองข้างของสาวใช้อย่างเต็มแรง
“ ก็...ก็คุณหนูเล่นหายไปเช่นนั้นจะไม่ให้บ่าวนั่งเสียใจได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ~” อวี้หลินพูดเสียงสะอื้นพร้อมกับดวงตาทั้งสองข้างที่กำลังหลั่งน้ำตาแห่งความปิติออกมา
จูเฟยในที่สุดนางก็ต้องรู้ได้สักทีว่าเหตุใดสาวรับใช้ของนางถึงร่ำไห้เช่นนี้ที่แท้ก็เพราะนางหายตัวไปโดยไม่ได้บอกได้กล่าว ตอนแรกที่เห็นท่านอาจารย์ก็รีบร้อนวิ่งตามไปโดยกลัวว่าจะไล่ตามไม่ทันเลยลืมบอกเรื่องนี้ให้กับอี้หลินได้ฟัง
“ ไม่เป็นอันใดแล้วข้ากลับมาแล้วอย่างไรเลิกร้องไห้ได้แล้ว ” จูเฟยเริ่มปลอบโลมสาวใช้ของตนเองพี่ตอนนี้กำลังร่ำไห้ราวกับเด็กน้อย ภาพที่เห็นต้องไม่มีผู้ใดคาดคิดอย่างแน่นอนที่เด็กวัย 6 ปีนั้นกำลังปลอบเด็กสาววัยประมาณ 15-16 ปี
หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้เริ่มพักผ่อนกัน วันนี้เป็นวันที่ 2 ที่อยู่ที่ภายในเมืองนี้พวกนางจะอาศัยอยู่ที่ภายในเมืองนี้ประมาณ 3 วัน แล้วจะเริ่มเดินทางกลับไปที่เมืองอู่หนาน
เช้าวันถัดมาก่อนจะเดินทางกลับได้ทำการเดินไปสำรวจเมืองอีกรอบนึงก่อนที่จะนั่งรถม้าแล้วเดินทางกลับไปที่เมืองอู่หนาน
พวกเขาใช้เวลาการเดินทางกลับประมาณสามวันกว่าที่จะเดินทางกลับไปถึงเมืองอู่หาน เดินทางกลับมาถึงเมืองอู่หนาน
เมื่อเดินทางกลับมาถึงจูเฟยก็ได้มาเริ่มแนะนำตัวของอวี้หลินให้ท่านแม่ของนางฟัง โดยเด็กน้อยได้จัดแจงเรื่องราวทุกอย่างเอาไว้แล้วว่านางจะอธิบายเรื่องนี้ให้ท่านแม่ของนางฟังเช่นไร
โดยเมื่อกลับไปถึงจูเฟยพอได้มานั่งพูดคุยกับแม่ของนางว่านางได้ช่วยเหลืออวี้หลินมาจากพ่อค้าทาสคนนึงที่กำลังจะขายหน้าให้กับชายผู้หนึ่งที่คิดจะนำอวี้หลินไปบำเรอ หลังจากนั้นก็ได้ซื้อนางกลับมาในฐานะข้ารับใช้ โดยจูเฟยบอกมารดาของนางไปแล้วว่าตัวของอวี้หลินไม่มีญาติมิตรเหลืออยู่แล้วเลยขอติดตามกลับมาที่บ้านด้วย
หมิ่นอวี้เฟยรู้ดีเพราะว่าตัวของนางก็เคยอาศัยอยู่ภายในเมืองหลวงและยังมีบิดาเป็นพ่อค้าที่เลื่องชื่อ เพราะฉะนั้นย่อมรู้ดีว่าผู้ที่เป็นทาสและมีสัญลักษณ์ถ้าติดอยู่ภายในร่างกายไม่สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนทั่วไป
เมื่อมองดูแล้วใบหน้าของเด็กผู้นี้ก็ไม่ได้เป็นผู้ที่โหดร้ายอันใด สุดท้ายแล้วหมิ่นอวี้เฟยได้ยอมให้ตัวของอวี้หลินอาศัยอยู่ในครอบครัวของนางด้วย อย่างไรตอนนี้เงินทองภายในครอบครัวของนางก็ไม่ได้ขาดสนแถมจะออกไปในทางมีกินเสียด้วยซ้ำ การจะให้เด็กหญิงผู้นี้มาอาศัยอยู่อีกคนมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นหรือยากลำบากอันใด
หลังจากการเดินทางกลับมาก็ได้นอนหลับพักผ่อนภายในบ้านหลังเล็กๆของพวกนางกัน โดยเมื่อมีสมาชิกเพิ่มหมิ่นอวี้เฟยก็ไปซื้อเครื่องนอนมาให้ตัวของอวี้หลินนอนใกล้ๆกัน
เช้าวันถัดมาวันนี้เป็นวันใหม่และตัวของจูเฟยก็ได้กลับมาถึงที่เมืองอู่หนานเรียบร้อยแล้วนางจะได้เริ่มตั้งตัวและตั้งรกรากธุรกิจแรกของนางอย่างร้านอาหารประจำเมืองอู่หนานสักที
ต้องเริ่มจากการมองดูที่ดิน..
จบตอน