52 2-2
ตอนที่ 84 เอาใจข้าดี ไม่เลว
“อ่อ เรื่องนั้นเองหรอกรึ ฮ่าฮ่า...”
ไป๋ซือหมิงเค้นหัวเราะฝืดกลบเกลือนอยู่สองสามคำก่อนจะรีบตอบกลับไปว่า
“ผ่านมาก็หลายวันแล้ว มิเห็นมีสิ่งผิดปกติอันใดเกิดขึ้นกับร่างกายของข้าเลย ดูท่าพิษน่าจะถูกถอนออกไปหมดแล้ว!”
เขายืนเอนกายพิงพักข้างประตูโรงครัว ยกนิ้วขึ้นลูบไล้คางไปมาขณะใช้ความคิด แล้วจู่ๆดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นโดยพลัน
“พอกล่าวถึงเรื่องนี้ ข้าเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า หลายวันที่ผ่านมาข้ามิได้พบเจอหน้าพี่สาวถังเลย แต่ไม่คิดไม่ฝันจริงๆว่า ระดับพลังลมปราณของท่านจะทะลวงขึ้นสู่ขั้นกลางเสียแล้ว”
“ด้วยอัตราความเร็วเช่นนี้กล่าวได้ว่าอัศจรรย์ยิ่ง หรือเป็นไปได้ไหมว่า...ท่านกับท่านพี่โม่แอบฝึกปรือกันสองต่อสองภายในเรือนนอน?”
“....” เหลิงหยุนเจียวถึงกับอ้าปากค้างพูดไม่ออก รู้สึกอัศจรรย์ใจไม่น้อยกับจินตนาการอันล้ำเลิศภายในหัวของไป๋ซือหมิงผู้นี้ เส้นประสาทบนหน้าผากของนางถึงกับปูดโปนและเต้นตุ้บๆ นางกล่าวขู่ออกไปอย่างยากจะทนไหว
“หากเจ้ายังขืนกล่าวแต่วาจาไร้สาระเช่นนี้ ระวังจะถูกกรีดปากไม่รู้ตัว อย่าคิดว่าข้าไม่กล้า!”
ไป๋ซือหมิงรีบยกมือขึ้นปิดปากทันควัน เกรงว่าใบหน้าอันหล่อเหลาดุจสมบัติชั้นดีจะมีรอยตำหนิ เขารีบเปลี่ยนเรื่องเบี่ยงประเด็นในทันที หันไปมองหม้อต้มพร้อมสูดกลิ่นหอมกรุ่นที่กำลังโชยเข้าปอดลึก แล้วกล่าวยิ้มๆว่า
“พี่สาวถังช่างเก่งกาจทุกด้านโดยแท้ กระทั่งทักษะในครัวยังน่าชื่นชม นี่คงจะกำลังต้มน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมเพื่อบำรุงร่างกายให้ท่านพี่โม่กระมัง?”
เหลิงหยุนเจียวหันไปเปิดฝาหม้อเคี่ยวน้ำแกงไก่ต่อ แล้วตอบกลับโดยมิได้มีเจตนาที่จะปิดบังซ่อนเร้นอีกฝ่ายแต่อย่างใด
“เขาสูญเสียเรี่ยวแรงไปมาก คงต้องหาอะไรบำรุงเสียหน่อย”
“อ่อ....”
ไป๋ซือหมิงคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพยักหน้าขานตอบเบาๆ แต่ด้วยความเป็นห่วงหรืออย่างไรมิอาจทราบได้ เขาจึงเอ่ยปากเตือนด้วยความหวังดีว่า
“พี่สาวถัง กลางค่ำกลางคืนควรเข้านอนพักผ่อนเสียบ้าง แม้กิจกรรมอย่างว่าจะช่วยเสริมสร้างความสุขก็จิรง แต่หากหักโหมจนมากเกินไป ย่อมส่งผลไม่ดีต่อร่างกาย เบาได้ก็ควรเบาลงเสียหน่อย”
เหลิงหยุนเจียวขว้างทัพพีในมือปาใส่อีกฝ่ายทันที แต่นับว่ายังโชคดีที่ไป๋ซือหมิงไหวตัวทัน รีบเอี้ยวตัวพลิ้วหลบได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับหอบเอาร่างของเหลิงเจียวเหนียวที่กำลังยืนแคะขี้มูกไม่รู้เรื่องรู้ราววิ่งหนีออกไปด้วยอย่างรวดเร็ว
......
กว่าน้ำแกงไก่ตุ่นโสมจะเคี่ยวจนได้ที่ ก็ปาไปยามดึก
เหลิงหยุนเจียวยกหม้อกลับไปยังเรือนพิรุณจรัสอีกครา พร้อมด้วยน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมหอมกรุ่นที่กำลังเดือดปุดๆอยู่ภายใน ทันทีที่เข้าไปถึงก็รีบวางหม้อลงบนโต๊ะพร้อมร้องบอกออกไปว่า
“นี่เป็นน้ำแกงไก่ตุ่นโสมฝีมือข้าเอง เจ้าลองชิมดูสิ”
กลิ่นหอมตลบอบอวลชวนน้ำลายสอโชยเข้าแตะจมูกของโม่เฉินหยวนเต็มๆ เขาค่อยๆลุกจากเตียงสาวเท้าเดินตรงเข้าไปที่โต๊ะทันที
เหลิงหยุนเจียวใช้ทัพพีตักแบ่งใส่ถ้วยเล็กๆ แล้วยื่นส่งให้โม่เฉินหยวนถ้วยหนึ่ง
เขาถกแขนเสื้อคลุมยาวทั้งสองข้างขึ้นสูงอย่างว่องไว แล้วหยิบช้อนบนโต๊ะตักน้ำแกงขึ้นมาช้อนหนึ่งพร้อมเป่าเบาๆ ก่อนจะเริ่มริมจิบชิมรสชาติอย่างพิถีพิถัน
เหลิงหยุนเจียวเฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย สีหน้าของนางยิ้มแย้มสดใสดูพึงพอใจไม่น้อย เห็นว่าอีกฝ่ายลงมือทานแล้ว นางจึงตักน้ำแกงใส่ถ้วยของตนเอง แล้วเริ่มรับประทานบ้างเช่นกัน
เนื่องด้วยหน้าที่และอาชีพของนางในชีวิตก่อนหน้า จึงติดนิสัยกินเร็วมาตั้งแต่ครั้งนั้น เพียงแค่ไม่กี่อึดใจก็ซดน้ำแกงในถ้วยจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือ
“เอาอกเอาใจข้าได้ดี ไม่เลวเลย”
“หึหึ ถือว่าตอบแทนที่ช่วยเหลือข้า”
โม่เฉินหยวนปิดปากเงียบไม่กล่าวอันใดอีก แล้วก้มหน้าก้มตาตักน้ำแกงเข้าปากต่อไป
“ว่าแต่ วันนี้วันอะไรแล้ว? ไฉนจึงรู้สึกว่า ข้ามักจะมีปัญหาเกี่ยวกับกระแสเวลาในห้วงมิติพื้นที่ของเจ้านัก? เจ้าว่ากระแสเวลาภายในนั้นเดินช้ากว่าภายนอกมิใช่รึ? เหตุใดข้าจึงไม่รู้สึกเช่นนั้นเลย?”
โม่เฉินหยวนกระดกน้ำแกงขึ้นซดอย่างใจเย็น หลังจากวางช้อนและถ้วยลงบนโต๊ะเสร็จสรรพจึงค่อยอธิบายให้ฟังว่า
“โดยปกติแล้ว กระแสเวลาภายในนั้นจะเดินช้ากว่าโลกภายนอก”
“แต่เนื่องด้วยว่า สถานที่แห่งนั้นคือมิติพื้นที่ของข้า ข้าจึงสามารถควบคุมอัตราการไหลของเวลาได้ดั่งใจนึก”
“หากเร่งให้อัตราการไหลของเวลาเร็วขึ้น ระดับและปริมาณความเข้มข้นของพลังวิญญาณภายในนั้นก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย”
ได้ยินคำพูดดังกล่าว เหลิงหยุนเจียวจึงได้หวนนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์คราก่อน นางจำได้ว่า ทั้งสองครั้งที่มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในห้วงมิติพื้นที่ ระดับและปริมาณความเข้มข้นของพลังวิญญาณที่ไหลเวียนภายในนั้นค่อนข้างแตกต่างกันพอควร
และก็เป็นครั้งล่าสุดที่นางสัมผัสได้อย่างชัดแจ้งว่า พลังวิญญาณเหล่านั้นเข้มข้นและแข็งแกร่งมากเป็นพิเศษ
เมื่อลองคิดใคร่ครวญดูให้ดี โม่เฉินหยวนน่าจะตั้งใจปรับอัตราการไหลของเวลาภายใน
“ตั้งแต่ที่เจ้าเข้าไปภายในนั้น เวลาก็ล่วงเลยไปสิบวันแล้ว”
“สิบวัน...”
เหลิงหยุนเจียวพึมพำออกมา และทันใดนั้น พลันบังเกิดแสงสว่างวาบขึ้นภายในใจ