ใกล้ค่ำ ขอบฟ้าถูกย้อมเป็สีส้มแดงสดใส ดูราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่ธรรมชาติสรรสร้าง หลินอวี่บังคับเกวียนลาอย่างมั่นคง ค่อย ๆ ขับเข้าสู่หมู่บ้านชาวประมง เสียงกีบลา "ตึก ๆ " ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบสงบของทางเข้าหมู่บ้าน
ประจวบเหมาะกับที่ผู้ใหญ่บ้านหลัวเฉวียนกำลังเดินทอดน่องครุ่นคิดเื่ราวบางอย่างอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านพอดี เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นเห็นเกวียนลาของหลินอวี่ สายตาก็ถูกดึงดูดด้วยไม้บนรถทันที ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มกว้างที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและความปลาบปลื้ม "ไอ้หยา หลินอวี่ นายเก่งจริง ๆ ! ซื้อไม้กลับมาได้จริง ๆ ด้วย"
หลัวเฉวียนรีบก้าวเข้ามาหา มองดูไม้บนรถด้วยสายตาชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
หลินอวี่ดึงบังเหียนแล้วะโลงจากเกวียนลา ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม "คุณปู่ผู้ใหญ่บ้าน ไม้พวกนี้พอไหมครับ? ต่อไปต้องรีบซ่อมแซมบ้านแล้ว อากาศดูท่าจะเริ่มหนาวขึ้นทุกที"
หลัวเฉวียนพยักหน้ายิ้ม ๆ สายตามีความครุ่นคิด "พอแล้ว... พอแล้ว... แต่การซ่อมบ้านไม่ใช่เื่ง่าย โดยเฉพาะการต้องใช้ช่างไม้ฝีมือดี ถึงในหมู่บ้านเราจะมีช่างไม้อยู่บ้าง แต่การจะรวบรวมคนให้ครบก็ต้องใช้เวลาสักหน่อย"
หลินอวี่เริ่มกังวลจึงรีบพูดขึ้นว่า "คุณปู่ผู้ใหญ่บ้านครับด้วยบารมีของคุณปู่การจะหาคนในหมู่บ้านมาช่วยสองสามคนเป็เื่ง่ายนิดเดียวไม่ใช่หรือครับ? ผมยังเด็กอยู่ ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ คุณปู่ว่าเื่นี้ควรจัดการยังไง ผมเชื่อฟังคุณปู่ทุกอย่างเลยครับ ผมอยากรีบซ่อมบ้านให้เสร็จ เพื่อให้แม่กับน้องสาวได้อยู่อย่างสบายใจขึ้น"
หลินอวี่ตั้งใจยกยอหลัวเฉวียน ในเมื่อเขาเป็คนออกเงินค่าไม้เื่หาคนมาช่วยหลัวเฉวียนย่อมไม่ปฏิเสธแน่นอน?
หลัวเฉวียนลูบคาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "เอาแบบนี้ล่ะกัน ฉันจะช่วยหาคนมาช่วย แต่ช่างไม้ต้องมีค่าแรง เราสองบ้านช่วยกันออกคนละครึ่ง พยายามทำให้เสร็จภายในวันเดียว ซ่อมบ้านทั้งสองหลังให้เรียบร้อย นายว่าไง?"
หลินอวี่ตอบตกลงโดยไม่ลังเล "ตกลงครับ คุณปู่ผู้ใหญ่บ้านผมตามใจคุณปู่เลย ขอแค่ซ่อมบ้านให้เสร็จ เื่ค่าแรงไม่ใช่ปัญหา เพียงแต่ยัง้าฟาง ดิน และหญ้าแห้ง ของพวกนี้ยังไม่ได้เตรียมไว้ครับ"
พอได้ยินแบบนั้น หลัวเฉวียนก็หัวเราะออกมาทันที "นายจัดการเื่ไม้มาได้ขนาดนี้ ฉันจะไม่แสดงน้ำใจได้ยังไง? วัสดุที่เหลือปล่อยให้เป็หน้าที่ฉันเถอะ ไม่ใช่เื่ยากอะไรเลย"
เมื่อได้รับคำสัญญาจากผู้ใหญ่บ้าน หลินอวี่ก็เบาใจลง
ผู้ใหญ่บ้านหลัวเฉวียนเป็ที่เคารพนับถือในหมู่บ้าน เมื่อเขาก้าวออกมา การหาคนมาช่วยย่อมไม่มีปัญหา ส่วนเื่ช่างไม้นั้น พวกเขาใช้ฝีมือเลี้ยงชีพ ไม่ว่าจะไปทำงานบ้านไหนก็ต้องจ่ายค่าแรงเป็ธรรมดา
พอถึงบ้านหลินเหยาก็ร่าเริงขึ้นมาทันทีวิ่งเล่นซุกซนเหมือนลูกกวางตัวน้อย ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว หวังอวี่เฟินผู้เป็แม่พอถึงบ้านก็เข้าห้องไปทำอาหาร ส่วนหลินอวี่อยู่บนรถ ค่อย ๆ ผลักไม้ทีละท่อนลงจากรถ ขนลงมาครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือให้ผู้ใหญ่บ้านลากไป
ตอนเย็นหลังจากกินข้าวเสร็จ หวังอวี่เฟินก็เริ่มยุ่งทันที เธอจะเย็บเสื้อผ้าให้หลินอวี่และหลินเหยา เพราะเด็กทั้งสองคนมีเสื้อผ้าเพียงชุดเดียว ซึ่งเก่าจนขาดรุ่งริ่ง คราบสกปรกฝังลึกจนเสื้อดูหมองหม่น ต้องถอดออกมาเย็บปะชุนและซักทำความสะอาด ที่บ้านไม่มีเข็มและด้ายมากพอ จึงต้องไปขอยืมจากบ้านเพื่อนบ้าน ซึ่งเดี๋ยวต้องนำมาคืน
พอได้ยินว่าจะมีเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่ หลินเหยาก็ร่าเริงราวกับนกน้อยะโโลดเต้นมาเกาะแกะข้างกายแม่ ใบหน้าเล็ก ๆ แดงระเรื่อ ดวงตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้น "คุณแม่ จะทำชุดใหม่ให้หนูแล้ว!"
เสียงของเธอใสและไพเราะ เต็มไปด้วยความดีใจที่ไม่อาจกั้นไว้ได้ เมื่อเห็นท่าทางร่าเริงของลูกสาว หวังอวี่เฟินก็อดหัวเราะไม่ได้ "ดูสิ ทำตัวเหมือนกระต่ายเลย ยืนนิ่ง ๆ สิลูก แม่จะวัดตัวให้"
พอได้ยินว่าต้องวัดตัว หลินเหยาก็สงบลงทันที และให้ความร่วมมืออย่างว่าง่าย ที่บ้านจะมีสายวัดได้อย่างไร? ทั้งหมดขึ้นอยู่กับมือของคุณแม่!
เมื่อเห็นหลินเหยายืนนิ่งแล้ว สายตาของหวังอวี่เฟินก็จดจ่อ นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ขวาแตะเบา ๆ ที่หัวไหล่ แล้วเลื่อนไปยังอีกด้านเพื่อกำหนดขนาด เพียงครู่เดียว ความกว้างไหล่รอบเอวส่วนสูงและความยาวขาของหลินเหยาก็ถูกจดจำไว้ในใจทั้งหมด
ส่วนหลินเหยายืนอย่างเรียบร้อย มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มหวานตลอดเวลา และหันมาถามด้วยความสงสัยเป็ระยะ "คุณแม่คะ หนูสูงขึ้นหรือเปล่า?"
"อื้ม... เหยาเหยาสูงขึ้นแล้ว ถ้าสูงกว่านี้อีกนิดก็จะกลายเป็เด็กโตแล้วนะ" สายตาของหวังอวี่เฟินเต็มไปด้วยความรักใคร่
ถึงคิวของหลินอวี่ เขาเดินมาข้างกายแม่ ร่างกายที่ผอมบางทำให้หวังอวี่เฟินรู้สึกปวดใจ เพราะไม่มีเนื้อมีหนังเลยแม้แต่น้อย ทำให้ตอนที่เธอวัดตัว มือของเธออดไม่ได้ที่จะสั่นเล็กน้อย
หลินอวี่ดูเหมือนจะรับรู้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของแม่ จึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า "แม่ครับ ชุดที่ทำให้ผม ช่วยทำขนาดให้ใหญ่หน่อยนะครับ วันข้างหน้าชีวิตครอบครัวเราต้องดีขึ้นแน่นอน จะไม่เป็เหมือนเมื่อก่อนที่มื้อหนึ่งอิ่มมื้อหนึ่งอด ถึงตอนนั้นผมต้องตัวโตกำยำแน่ ๆ ถ้าแม่ทำเสื้อตัวเล็กเกินไป ถึงเวลาจะใส่ไม่ได้นะครับ"
หลินเหยาได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้าตาม "งั้นชุดของเหยาเหยาก็ต้องทำตัวใหญ่ด้วย เหยาเหยาร่างกายโตเร็วเหมือนกันค่ะ"
เมื่อได้ยินคำนี้ น้ำตาของหวังอวี่เฟินก็เริ่มคลอเบ้า "จ้ะ ๆ แม่จะทำตัวใหญ่ให้ พวกลูกจะได้ใส่ได้นาน ๆ "
หลินเหยามองอยู่ข้าง ๆ ทันใดนั้นก็ขยับเข้าไปใกล้หลินอวี่ แล้วพูดอย่างซุกซนว่า "พี่ชาย ถ้าพี่สูงขึ้นแล้ว เสื้อผ้าพี่จะใส่ไม่ได้ใช่ไหมคะ ถึงตอนนั้นต้องยกให้เหยาเหยานะคะ!"
หลินอวี่เคาะหัวเธอเบา ๆ "ยัยตัวแสบ พูดมากจริง ๆ ตอนนี้เริ่มจ้องจะเอาเสื้อพี่แล้วเหรอ?"
"คิก ๆ ๆ จ้องค่ะ จ้องเลย" หลินเหยาทำหน้าทะเล้น ทำให้หวังอวี่เฟินหลุดหัวเราะ "พรืด!" และทำให้อารมณ์ผ่อนคลายลงทันที
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามวิกาลความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งในบ้านที่ส่องแสงสีเหลืองนวลและอ่อนโยน
หวังอวี่เฟินผู้เป็แม่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะไม้เรียบง่าย บนโต๊ะมีผ้าและเข็มด้ายที่เตรียมไว้สำหรับหลินอวี่และหลินเหยา เธอโน้มตัวลงเล็กน้อยด้วยสีหน้าจดจ่อราวกับว่าโลกทั้งใบมีเพียงเสื้อผ้าในมือเท่านั้น เธอหยิบผ้าชิ้นเล็กของหลินเหยาขึ้นมาก่อน นิ้วมือที่หยาบกร้านแต่คล่องแคล่วลูบไล้ผิวผ้าเบา ๆ ราวกับกำลังััถึงลวดลายและเนื้อผ้า จากนั้นเธอก็หยิบเข็มเล่มยาวเรียว หรี่ตามองแล้วสอดด้ายผ่านรูเข็มเล็ก ๆ นั้น พร้อมขมวดปมอย่างรวดเร็วในขั้นตอนเดียว
ทักษะการเย็บผ้าของแม่นั้นดีมาก เธอเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลและชำนาญ เย็บตามรอยที่ทำเครื่องหมายไว้ จัดขอบผ้าให้ตรงกัน จากนั้นค่อย ๆ ปักเข็มลงไป ปลายเข็มสอดประสานผ่านเนื้อผ้า เกิดเป็ฝีเข็มที่ถี่และเป็ระเบียบ ทุกครั้งที่แทงเข็ม เธอจะดึงด้ายเบา ๆ เพื่อให้ความตึงพอดี ไม่ทำให้ผ้ายับ และทำให้ฝีเข็มแ่า เมื่อถึงมุมผ้า เธอจะลดความเร็วลง บิดข้อมือเล็กน้อยเพื่อให้เข็มเคลื่อนไปตามเส้นโค้ง สายตาที่จดจ่อจ้องมองเข็มและด้ายในมืออย่างไม่ลดละ
"แม่ครับ แม่เก่งจังเลย" เมื่อเห็นฝีเข็มที่หวังอวี่เฟินเย็บ หลินอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม
หวังอวี่เฟินหัวเราะออกมาทันที "เก่งอะไรกัน? ผู้หญิงคนไหนทำไม่เป็บ้าง?"
ในยุคสมัยนี้ที่ขาดแคลนสิ่งของ เสื้อผ้าและรองเท้าของคนในครอบครัวล้วนมาจากฝีมือของแม่บ้าน ดังนั้นหวังอวี่เฟินจึงคิดว่านี่ไม่ใช่เื่พิเศษอะไร การเย็บเสื้อผ้านั้นถือว่าทำง่าย จุดสำคัญอยู่ที่การตัดเย็บ เมื่อวัดขนาดได้ถูกต้อง ตัดผ้าให้ดี แล้วนำมาเย็บต่อกันก็เสร็จสิ้น
หลังจากยุ่งอยู่สองชั่วโมงกว่า ในที่สุดเสื้อตัวแรกก็เสร็จสมบูรณ์ หวังอวี่เฟินสะบัดเสื้อตัวใหม่เบา ๆ ฝีเข็มที่ละเอียดดูเรียบง่ายภายใต้แสงไฟสีเหลืองนวล "เหยาเหยา มาสิ ลองใส่ชุดใหม่ที่แม่ทำให้ลูกดู"
แม่กวักมือเรียกหลินเหยาด้วยรอยยิ้ม
หลินเหยาไม่อาจเก็บความตื่นเต้นในใจได้อีกต่อไป เธอโดดโลดเต้นเหมือนลูกกวางตัวน้อยมาหยุดตรงหน้าแม่ เธอยืนตัวตรง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเป็ประกาย ซึ่งเต็มไปด้วยความคาดหวังและความใฝ่ฝันต่อเสื้อผ้าชุดใหม่
เมื่อสวมชุดใหม่เสร็จเรียบร้อย หลินเหยาก้มลงสำรวจตัวเองอย่างละเอียด มือเล็ก ๆ ลูบไล้เนื้อผ้า ััถึงเนื้อผ้าที่นุ่มสบายผิว มุมปากยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด
"ว้าว แม่คะ สวยจังเลย!"
หลินเหยาร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น เสียงใสราวกับกระดิ่งดังก้องไปทั่วห้อง เธอเริ่มหมุนตัวไปรอบ ๆ ห้อง ราวกับดอกไม้ดอกเล็ก ๆ ที่กำลังเบ่งบาน เดี๋ยวก็ยกมือดูแขนเสื้อ เดี๋ยวก็ก้มมองชายเสื้อ สุดท้ายก็วิ่งมาหาหลินอวี่ จับมือเขาแล้วถามอย่างกระตือรือร้นว่า "พี่คะ ดูหนูสิคะ สวยไหม?"
"สวยสิ... เหยาเหยาของพวกเรา เหมือนเ้าหญิงตัวน้อยที่แสนสวยเลย" หลินอวี่ลูบหัวเล็ก ๆ ของหลินเหยาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
เสื้อผ้าที่แม่เย็บ คือภาพสะท้อนของสไตล์ที่เรียบง่ายในยุคนั้น ตัวเสื้อเป็สีเทาบริสุทธิ์ เนื้อผ้าเป็ผ้าฝ้ายทั่วไปที่พบเห็นได้บ่อยัันุ่มสบายผิว มีลวดลายเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเย็นสบายเมื่อัั
เสื้อตัวบนเป็แบบผ่าหน้าเรียบ ๆ ไม่มีการตกแต่งฟุ่มเฟือย มีเพียงการกุ๊นขอบที่คอเสื้อด้วยผ้าฝ้ายสีเดียวกันเพื่อเพิ่มความประณีต บนรอยผ่าหน้ามีกระดุมไม้เรียงกันอย่างสม่ำเสมอ สีสันนวลตา ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้ กระดุมทุกเม็ดถูกแม่เย็บไว้อย่างแ่าและมั่นคง แขนเสื้อเป็ทรงตรงตามมาตรฐาน ความยาวพอดีถึงข้อมือ ดูเรียบง่ายและสง่างาม
หวังอวี่เฟินไม่ได้หยุดพัก ต่อไปเธอจะเย็บเสื้อให้ลูกชาย เธอไม่รีบร้อน แต่หลินอวี่จำเป็ต้องออกไปข้างนอก ตอนนี้หลินอวี่เป็เสาหลักของบ้าน จึงต้องกินดีและแต่งตัวให้ดี เดิมทีหลินอวี่อยากให้แม่รีบนอน ไม่ต้องรีบร้อนให้เสร็จภายในวันนี้ แต่แม่ยืนกรานว่าไม่เป็ไร บอกว่าเย็บเสร็จก็ใช้เวลาอีกแค่สองชั่วโมงกว่า และตอนนี้ยังไม่ดึก ช่วยไม่ได้ หลินอวี่จึงต้องเข้านอนก่อน เพราะอย่างไรเสีย พรุ่งนี้ยังต้องซ่อมบ้านอีก