ตอนที่ 18 ภาคีนกฟินิกซ์
ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งแล้ว หลังจากที่หลับไปเพราะข้อกำหนดบางอย่างของหนังสือเด็กเลี้ยงแกะผมพยายามเปิดตาออก แต่ก็ถูกแสงจ้าแยงตาจนต้องเอามือข้างหนึ่งขึ้นมาบังไว้‘ผมหวังไว้ลึกๆ ว่ามันจะไม่ใช้แสงไฟในห้องพยาบาล’แม้สายตาจะยังสู้แสงไม่ได้ แต่สัมผัสพื้นผิวอันแข็งกระด้างและเย็นเยียบใต้ร่างก็ได้บอกผมเป็นนัยๆ แล้วว่าร่างของผมไม่ได้อยู่บนเตียงนอนและทุ่งหญ้าแน่ๆพลันได้ยินเสียอู้อี้ที่ดังขึ้นต่อเนื่องกัน ฟังดูแล้วคล้ายกับเสียงของพิธีกรเล่าข่าวในรายการข่าวยามเช้าในช่องโทรทัศน์ แต่ผมไม่สามารถจับใจเสียงเหล่านั้นได้เลย เพราะเสียงวิ้งราวกับไมค์หอนที่ดังกังวานเป็นเสียงรบกวนอยู่ในหัวจนผ่านไปครู่หนึ่ง ผมจึงเริ่มตั้งสติได้สายตาก็เริ่มปรับความให้เข้ากับแสงสว่างได้แล้ว พร้อมกับเสียงแทรกที่หายไปผมลุกขึ้นมา แล้วมองไปรอบๆ เห็นเป็นลานกว้างที่เต็มไปด้วยผู้คน...‘ไม่สิ ไม่ใช่’ตาผมเบิกกว้างด้วยตกใจ เมื่อสมองสามารถตีความสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างแจ่มแจ้ง“หวังว่าในตอนนี้ทุกท่านคงเข้าใจกติกาพิเศษของการแข่งขันกับบททดสอบที่มีชื่อว่าวันเซลฟ์กันแล้ว รอบนี้จะมีผู้ที่ยืนหยัดเหลือรอดเพียงสิบหกคนสุดท้ายเท่านั้นที่จะได้เข้าสู่รอบต่อไป... และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา” เสียงใสที่คุ้นๆ ฟังดูเหมือนเสียงของพิธีกรอารีน่าพลันหยุด ก่อนจะกล่าวต่อ“ดิฉันขอประกาศเปิดการแข่งขันรอบเอาชีวิตรอด… ณ บัดนี้”สิ้นเสียงประกาศของพิธีกร เขตแดนที่เคยกั้นกลางระหว่างผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนก็ได้หายไปเพียงพริบตาเดียวก็เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ เมื่อผู้เล่นในสนามเกิดบ้าคลั่งยิงสกิลใส่กัน บ้างก็ใช้ดาบฟันคนที่อยู่ข้างๆ จนร่างของผู้เคราะห์ร้ายสลายหายเป็นแสงไปและในตอนนั้นเองที่ผมได้ย้อนคิดถึงเรื่องราวในอารีน่ารอบที่ผ่านมา‘ผมมาถึงจุดนี้ได้ยังไง’จุดที่อยู่ดีๆ ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองได้ยืนอยู่บนลานประลองในอารีน่าที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายตะลุมบอนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยที่ไม่มีแม้กระทั่งเวลาที่จะให้คิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา จนทำให้เกิดเป็นปริศนามากมายหลายอย่างที่ยังคาใจ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ...‘เหตุใดทำไม่มีใครปลุกฉัน’ มันน่าจะมีช่วงเวลาพักก่อนที่จะเริ่มรอบใหม่สิทันใดนั้นเองก็มีไฟร์บอลลูกหนึ่งกำลังพุ่งเข้ามาหาผม สมองและร่างกายพลันเปลี่ยนโหมดจากโหมดเขาวงกตความคิดไปเป็นโหมดต่อสู้ในทันทีไม้กายสิทธิ์ถูกล้วงออกมาจากปลอกแล้วปัดลูกไฟตรงหน้าราวกับซามูไรที่ชักดาบออกมาจากฝัก ลูกไฟพลันเปลี่ยนวิถีไปโดนกับท้ายทอยของผู้เล่นอีกคนหนึ่ง จนเกิดการปะทุเป็นเปลวไฟขึ้น ทำให้ศีรษะของหญิงสาวโชคร้ายถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงที่มองดูแล้วคล้ายกับหัวกะโหลกที่มีไฟลุกนามว่าโกสไรเดอร์“เดี๋ยว!” ผมอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อโดนลูกธนูจากไหนก็ไม่รู้ปักทะลุมือ ทำให้เผลอทำไม้กายสิทธิ์ร่วงตกลงไปที่พื้น พร้อมกับพาใจให้หล่นไปถึงตาตุ่มเช่นกันพอผมรีบก้มไปจะหยิบอาวุธของตัวเองเท่านั้นแหละ ก็ดันมีผู้เล่นคนหนึ่งง้างค้อนปอนด์ยักษ์กำลังจะทุบลงมา ซึ่งไม่ต้องคิดเลยว่าหากโดนเข้าไปแล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ยิ่งเป็นอาชีพสายจอมเวทอย่างผมแล้วร่างตัวละครคงแหลกเป็นผุยผงแต่โชคดีที่จู่ๆ ร่างของชายที่ถือค้อนคนดังกล่าวก็ถูกแท่งหนามหินสี่อันที่งอกขึ้นมาจากพื้นเสียบเข้าให้ที่ลำตัวรอบทิศทาง ทำให้ค้อนที่เขาง้างหล่นไปด้านหลังของเขาแทนเสียงของการต่อสู้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งอารีน่า ไม่ว่าจะเป็นเสียงอาวุธ เสียงพูดคุยหรือด่าทอกัน เสียงเอ็ฟเฟ็คทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากการแสดงผลสกิล แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ‘ผมไม่ได้ยินเสียงการร่ายหรือการเรียกใช้สกิลของผู้เล่นคนอื่นเลยแม้แต่คนเดียว’ทั้งๆ ที่ผมจำได้ว่าตอนที่ผมปาร์ตี้กับแดนนี่นั้นผมยังได้ยินเสียงเขาเรียกใช้สกิลอยู่เลย ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ เพียงแต่ตอนนี้มันยังไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดหาคำตอบเมื่อผมหยิบไม้กายสิทธิ์ได้ ผมจึงถือโอกาสนี้รีบสัมผัสหนังสือเล่มหนึ่งจากสองเล่มที่ลอยลอยอยู่ใกล้ๆ ทันทีโดยแทบไม่มีเวลาคิด ซึ่งเล่มที่ผมเลือกนั้นมีชื่อบนหน้าปกกำกับไว้ว่า ‘ภาคีนกฟินิกซ์’รอบตัวผมในตอนนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย หันไปทางไหนก็เจอแต่คนสู้กัน ทำให้ผมแทบไม่มีเวลาที่จะสแกนอ่านเนื้อหาในหนังสือเลย ขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไป ถ้าไม่โดนค้อนทุบตาย ก็คงโดนหนามหินเสียบตายไปเสียก่อน‘ในเมื่อไม่มีโอกาสสแกนเนื้อหาในหนังสือ งั้นก็ใช้วิธีสุ่มใช้ทักษะไปเลยก็แล้วกัน’หากผมสุ่มเปิดไปเจอทักษะในหน้าไหน ก็จะใช้มันออกมาเลยโดยไม่ต้องคิดอะไรให้มากความ ซึ่งถ้ากะจังหวะดีๆ ผมก็จะสามารถป้องกันการโจมตีที่สร้างความเสียหายหนึ่งครั้งหรือที่เกมเมอร์นิยมเรียกกันว่าหนึ่งฮิท(Hit)ได้ ด้วยการร่ายทักษะอะไรก็ตามออกมาหนึ่งอย่าง เพื่อทริกเกอร์(Trigger)หรือกระตุ้นให้ทักษะเซฟตี้แคสต์แสดงผล‘ยังไงซะจุดประสงค์หลักของรอบนี้คือการเอาชีวิตรอดอยู่แล้ว’ ถ้ายึดตามที่พิธีกรสาวบอกทิ้งท้ายไว้ก่อนเริ่มการแข่งขันน่ะนะจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงบางอย่างที่กำลังพุ่งมาทางผม และสิ่งนั้นคือ… ‘กระสุนจรวดบาซูก้า’ในหัวพลันชั่งน้ำหนักระหว่างสามทางเลือก ถ้าไม่กระโดดหลบ ก็ต้องสร้างบาเรียจากการร่ายทักษะออกมา หรืออาจจะเสกกระสุนเวทมนตร์สวนออกไปหากผมเลือกที่จะพุ่งตัวไปด้านหน้าเพื่อหลบกระสุน ผมอาจกระโดดหลบลูกระเบิดบาซูก้าพ้น แต่ก็ยังกังวลอยู่ว่ามันเป็นบาซูก้าแบบติดตามหรือเปล่า ไหนจะพะวงเรื่องรัศมีการระเบิดอีก ไม่รู้ว่าต้องโดดไกลแค่ไหนถึงจะพ้นรัศมีของมัน ซึ่งช่วงที่กระโดดพุ่งไปนั้นก็อาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นคนอื่นแถวนั้นโจมตีผมได้อีกเช่นกันกลับกันหากเลือกที่จะเสกกระสุนเวทมนตร์ออกไป ก็มีความเสี่ยงที่จะยิงไม่โดนหรือหากมันป้องกันการโจมตีปกติได้ ผมก็จะโดนบาซูกาเข้าเต็มๆในท้ายที่สุดแล้วผมจึงเลือกที่จะพึ่งพาทักษะเซฟตี้แคสต์แทน เพราะผมคิดว่าน่าจะมีความเสี่ยงน้อยที่สุด ซึ่งมีข้อเสียคือ หากบาซูก้าสามารถระเบิดสร้างความเสียหายได้หลายครั้งติดกัน จะทำให้ทักษะเซฟตี้แคสต์ที่ป้องกันความเสียหายได้ครั้งเดียวแทบจะไร้ประโยชน์ไปทันทีแต่การเลือกที่จะร่ายทักษะออกมานั้นมันก็ยังมีข้อดีอื่นอีกเช่นกัน นั่นคือผมสามารถใช้การระเบิดเป็นโล่ที่คอยกีดกันผู้เล่นคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวออกไปได้ อย่างน้อยก็คงไม่เกินห้าวินาที ซึ่งในเวลานี้ผมสามารถสแกนเนื้อหาในหนังสือได้อย่างน้อยก็ชื่อทักษะที่อยู่ในหนังสือแต่ละหน้าและผมภาวนา ขอให้มันเป็นการระเบิดเพียงครั้งเดียว ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการตามความคิดอย่างรวดเร็ว เพราะไม่เหลือเวลาให้คิดแล้ว“เอาวะ” ว่าแล้วผมก็ประเดิม เปิดหนังสือไปหน้าเกือบสุดท้าย แล้วพยายามเรียกใช้ทักษะหนึ่งออกมา เพื่อทริกเกอร์ทักษะเซฟตี้แคสต์ทันทีคำร่ายถูกกล่าวขึ้น พร้อมกับจรวดบาซูก้าที่ระเบิดขึ้นกลางอากาศสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากผลของทักษะเซฟตี้แตสต์หรือทักษะที่ผมร่ายออกมาแต่อย่างใด ผมรู้ได้จากการที่ไม่มีเอ็ฟเฟ็คการร่ายเวทเกิดขึ้น และเมื่อก้มมองดูเงื่อนไขให้ดีจึงพบว่าทักษะดังกล่าวยังไม่ได้บรรลุเงื่อนไขการใช้งาน แม้จะกล่าวคำร่ายออกมาก็ไม่สามารถเรียกใช้ออกมาได้‘แล้วเหตุใดลูกระเบิดบาซูก้าถึงระเบิด’พลันเสียงหนึ่งก็กล่าวขึ้น“เห้ย! อย่านิ่งสิโว้ย รอบนี้คัดเหลือแค่สิบหกคนนะ” ชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่บริเวณด้านหน้าของผมกล่าวขึ้นในขณะที่เขากำลังใช้ดาบคู่ที่ไขว้เป็นรูปกากบาทงัดกับผู้เล่นอีกคนหนึ่งที่ถือขวานยักษ์ที่กำลังปล่อยไอเย็นออกมาแช่แข็งดาบของเขา‘เสียงนี้มันดูคุ้นๆ เหมือนผมเคยได้ยินที่ไหน’“แดนนี่ไง จะใครอีกละ” แดนนี่กล่าวออกมา เหมือนกับว่าเขารู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมีผู้เล่นอีกคนหนึ่งถือทวนชาร์จเข้าไปหาแดนนี่ที่แผ่นหลังไร้การป้องกันเมื่อผมเห็นเป็นดังนั้นจึงหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาแล้วส่งกระสุนเวทมนตร์เข้าโจมตีพลทวนและนายขวานยักษ์เข้าไปคนละชุดกระสุนสองถึงสามนัดที่ส่งออกไปได้ปะทะกับใบหน้าของเป้าหมายทั้งสอง ทำให้พวกเขาชะงักไปครู่หนึ่ง ซึ่งการกระทำสิ่งเล็กน้อยแค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ผมได้เห็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ตรงหน้าแค่การชะงักเพียงเสี้ยววินาทีก็เปิดโอกาสให้แดนนี่ปลิดชีพสังหารนายขวานยักษ์โดยการใช้หมุนตัวเบี่ยงขวานออกไปด้านข้าง ก่อนจะใช้ดาบเล่มหนึ่งแทงเข้าที่หัวของผู้เล่นดวงซวยคนนั้น ส่วนดาบที่อีกเล่มก็ถูกขว้างออกไปยังคอหอยของพลทวนอย่างแม่นยำ ส่งร่างของคนถือทวนให้หงายหลังล้มตึง เพียงครู่เดียวร่างของผู้เล่นทั้งสองคนที่เพิ่งถูกแดนนี่ฆาตกรรมไปนั้นก็ได้สลายกลายเป็นแสงไป“ไม่เจอกันแป๊บเดียว โหดขึ้นเหมือนกันนะเนี่ย” ผมกล่าวทักทายคนตรงหน้า ก่อนจะขอให้เขาทำบางอย่างให้ผม เพื่อเป็นการชดเชยที่ครั้งก่อนเขาชิ่งผมไปอย่างกะทันหัน“แดนนี่, นายช่วยคุ้มกันผมสักเดี๋ยวจะได้ไหม แล้วจะยกโทษให้ที่นายทิ้งกันไปคราวก่อน” ผมพูดพลางส่งลูกกระสุนใส่ผู้เล่นที่วิ่งปรี่เข้ามา“ให้ได้แค่สิบวินะ” แดนนี่ตอบ ในขณะที่เขาเรียกดาบเล่มใหม่ออกมาในมือ แล้วใช้ทักษะรำดาบบางอย่างที่ทำให้เขาสามารถปัดป้องลูกธนูและศรเพลิงจำนวนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาได้อย่างง่ายดายราวกับมีบาเรียที่เกิดจากเสี้ยวดาบขึ้นรอบตัว ซึ่งทักษะทั้งสองที่เขาได้ใช้ออกมานั้นมันดันดูเหมือนกับทักษะที่นากะทวินเบลดเคยใช้ออกมาอย่างกับแกะแม้จะไม่มีอะไรการันตีว่าเขาจะทำตามที่พูดไหม แต่ผมก็เลือกที่จะเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองที่บอกว่าสามารถไว้ใจชายตรงหน้าได้ไม่นานนักแดนนี่ก็ได้ร่ายทักษะบางอย่างออกมา ปรากฏเป็นดาบแปดเล่มรอบตัวเขา ดาบทั้งแปดพลันเปลี่ยนกลายเป็นแสงที่หมุนรอบแดนนี่ครู่หนึ่ง แล้วพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกับขยายขนาดขึ้น ก่อนที่ดาบแห่งแสงทั้งแปดจะปักลงมาที่พื้นรอบกายผม ก่อเกิดเป็นกำแพงแสงแปดเหลี่ยมที่ล้อมรอบผมเอาไว้เมื่อแน่ใจแล้วว่าคำขอก่อนหน้านี้เกิดผล ผมจึงรีบร้อนสแกนอ่านเนื้อหาภายในหนังสือภาคีนกฟินิกซ์ทันทีสิบวินาทีผ่านไปไวเหมือนโกหก… แต่ผมก็คิดว่ามันเพียงพอแล้วที่จะทำให้ผมผ่านเข้าสู่รอบต่อไปบัดนี้กำแพงดาบแสงได้สลายหายไปเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับผมที่ร่ายทักษะหนึ่งขึ้นมา“สายลมและเปลวเพลิง จงแผดเผาศัตรูให้มอดไหม้... ไฟร์พิลลาร์(Fire Pillar)” ทักษะ: ไฟร์พิลลาร์(Fire Pillar) ขั้น 10ประเภท: เรียกใช้งานคูลดาวน์: 60 วินาทีเวลาแสดงผล: 5 วินาทีคำร่าย: สายลมและเปลวเพลิง จงแผดเผาศัตรูให้มอดไหม้รายละเอียด: เรียกเสาไฟขนาดใหญ่ขึ้นมาบนพื้นที่รอบตัวเป้าหมายเป็นระยะเวลา 5 วินาที สร้างความเสียหายธาตุไฟรุนแรงทุกๆ 0.25 วินาทีให้แก่มอนสเตอร์หรือผู้เล่นที่อยู่ที่อยู่ในพื้น หากทักษะไฟร์พิลลาร์สร้างความเสียหายครั้งที่สองขึ้นไปจะทำให้เป้าหมายเพิ่มระยะเวลาในการติดสถานะเผาไหม้ขึ้นอีก 5 วินาที ขอบเขตและความรุนแรงของทักษะจะขึ้นอยู่กับค่าสติปัญญาของผู้ร่าย*สถานะเผาไหม้(Burn) : สร้างความเสียหายธาตุไฟให้เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เมื่อเรียกใช้ทักษะไฟร์พิลลาร์สำเร็จ ก็ปรากฏเป็นวงเวทสีแดงขนาดใหญ่บนพื้นที่ ก่อเกิดเป็นลมหมุนรอบวงเวทครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดขึ้นเป็นพายุไฟรูปทรงกระบอกที่ดูเหมือนกับเสาเพลิงถึงแม้ว่าผมจะตั้งใจเล็งไปบนพื้นที่ที่มีคนอยู่หนาแน่นที่สุดในสนาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะสามารถปลิดชีพทุกคนที่อยู่ในขอบเขตทักษะได้ เนื่องจากในการแข่งขันเอาชีวิตรอดในรอบนี้นั้นไม่ได้ง่ายดายแบบรอบที่แล้วที่เป็นการเป็นการต่อสู้กับมอนสเตอร์เลเวลใกล้เคียงที่ถูกสุ่มออกมาเพราะฉะนั้นพวกคนที่ผ่านรอบแรกมาได้หากไม่ใช่พวกผู้เล่นเลเวลน้อยที่โชคดีเจอมอนสเตอร์ง่ายๆ แล้วละก็ คนเหล่านั้นอาจจะเป็นกลุ่มผู้เล่นที่มีฝีมือระดับกลางถึงสูง ซึ่งจากผลทักษะที่ผมเพิ่งจะร่ายไปเมื่อครู่ทำให้ได้ทราบว่าผู้เล่นในขอบวงเวททักษะไฟร์พิลลาร์ส่วนใหญ่นั้นรู้ตัวและเคลื่อนที่หนีออกจากระยะทักษะได้ทัน ก่อนที่ทักษะจะแสดงผลได้สมบูรณ์ ส่วนผู้เล่นที่ถูกทักษะเสาเพลิงแผดเผาจนตายก็คงเป็นผู้เล่นในกลุ่มแรก กลุ่มคนผู้โชคดีที่สามารถผ่านเข้ารอบมาได้เพราะสุ่มเจอมอนสเตอร์ง่ายๆ หรือเป็นคนที่มีประสบการณ์ต่อสู้ไม่มาก“ไม่เจอกันแป๊บเดียว โหดขึ้นเหมือนกันนะเนี่ย” แดนนี่ย้อน พลางทำท่าปรบมือขณะที่ในมือยังดาบ“ก็แค่โชคดีสุ่มได้น่ะ”“ให้มันจริงเฮ๊อะ, เจอกันรอบหน้านะ อย่าชิงตายไปก่อนแล้วกัน” แดนนี่ทิ้งท้ายก่อนจะพุ่งไปหานักธนูที่ยิงลูกธนูเฉียดเข้าที่คอของเขา“แล้วเจอกัน” ผมตอบโดยไม่มองแดนนี่ พลางมองหาจุดที่มีคนอยู่น้อยๆ เพื่อไปกบดานคอยซุ่มโจมตีผู้เล่นคนอื่นจากระยะไกล“กำแพงเพลิงแห่งการป้องกันและจู่โจม... ไฟร์วอล(Firewall)” ทักษะ: ไฟร์วอล(Firewall) ขั้น 10ประเภท: เรียกใช้งานคูลดาวน์: 120 วินาทีเวลาแสดงผล: 30 วินาทีคำร่าย: กำแพงเพลิงแห่งการป้องกันและจู่มโจมรายละเอียด: สร้างกำแพงไฟตรงหน้าของผู้ใช้ เป็นระยะเวลา 30 วินาที โดยสามารถกำหนดรูปแบบการวางได้ตามใจนึก สร้างความเสียหายธาตุไฟทุกๆ 0.5 วินาทีให้แก่มอนสเตอร์หรือผู้เล่นที่อยู่ที่อยู่ในพื้น หากทักษะไฟร์วอลสร้างความเสียหายครั้งที่สองขึ้นไปจะทำให้เป้าหมายเพิ่มระยะเวลาในการติดสถานะเผาไหม้ขึ้นอีก 5 วินาที ความรุนแรงของทักษะจะขึ้นอยู่กับค่าสติปัญญาของผู้ร่าย*สถานะเผาไหม้(Burn) : สร้างความเสียหายธาตุไฟให้เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เมื่อสิ้นสุดคำร่าย กำแพงเพลิงอันโชติช่วงที่สูงราวสองเมตรก็ปรากฏขึ้นจากจุดที่ผมยืนอยู่เป็นแนวตรงไปจนสุดขอบสนามประลองที่เป็นรูปวงกลม โชคดีที่ความกว้างของมันใหญ่กว่าขนาดตัวของพอประมาณ ทำให้สามารถดำเนินการตามแผนต่อไปได้ผมวิ่งเข้าไปในไฟร์วอลทันที เพื่อให้รอดพ้นจากสายตาคู่แข่งคนอื่นๆ และที่ผมสามารถทำแบบนี้ได้เป็นเพราะความสามารถพิเศษที่ระบุไว้ในหนังสือภาคีนกฟินิกซ์เอาไว้ว่า…‘ไฟจะไม่สามารถทำอันตรายต่อผู้ที่ถือครองหนังสือภาคีนกฟินิกซ์ได้’ซึ่งคราวนี้ทำให้ผมไม่พลาดเหมือนคราวที่แล้ว ในตอนที่ใช้หนังสือเด็กเลี้ยงแกะต่อสู้กับเดอไลล่าลามะ แถมยังได้นำมันมาเสริมความได้เปรียบให้ตัวเองได้อีกด้วยผมออกวิ่งอย่างมั่นใจ พลางคิดถึงแผนการขั้นต่อไป ในตอนนี้แม้ผมจะมองไม่เห็นข้างทาง แต่คนอื่นก็มองไม่เห็นผมเช่นกัน ทุกอย่างกำลังไปได้สวยจนกระทั่ง… มีคลื่นยักษ์ปริศนาโถมเข้ามาจากด้านข้าง ปะทะเข้ากับกำแพงอัคคีที่มีคูลดาวน์นานถึงสองนาทีให้หายวับไปต่อหน้าต่อตา พร้อมส่งร่างของผมให้ลอยไปตามเกลียวคลื่น ก่อนจะมานั่งสำลักน้ำอยู่บนพื้นสนามประลองในตอนที่มวลน้ำซึมลงพื้นไปแล้วจนเกิดเป็นความหัวร้อนขึ้นมาบ้างแล้ว ทำให้อยากหาตัวการที่ร่ายสกิลคลื่นดังกล่าวมาชดใช้ให้กับสิ่งที่เขาหรือเธอทำลงไปในตอนนี้ผมรู้เพียงอย่างเดียวคือ ศัตรูของผมเป็นสายอาชีพผู้ใช้เวทแน่ๆ แต่ยังไงผมก็ไม่มีทักษะที่สามารถระบุตัวคนร้ายที่ก่อเหตุได้อยู่ดีในเมื่อไม่ให้ผมซุ่ม ผมก็จะไม่ซุ่ม‘แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกัน’