นางพราย กระหายรัก

    ตอนที่ 6: นิมิตแห่งอดีตชาติ


    ความตึงเครียดภายในห้องพักโรงแรมหรูยังคงอัดแน่นและหนาวเหน็บไม่จางหาย แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านเข้าสู่ช่วงกลางดึกสงัดแล้วก็ตาม ภายหลังจากที่คิวเดินกระแทกประตูห้องหนีฝ้ายออกไปเพื่อระบายอารมณ์โกรธเกรี้ยวและอารมณ์ร้อนรุ่มในใจ ชายหนุ่มก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินโรงแรมอย่างฟุ้งซ่านและไร้จุดหมาย เขายืนพิงราวระเบียงทอดสายตามองแสงไฟสลัวของตัวเมืองในยามค่ำคืน พยายามสูดลมหายใจเพื่อสงบจิตใจที่พลุ่งพล่าน ทว่าในสมองของเขากลับปรากฏภาพใบหน้าจิ้มลิ้มและเรือนร่างของรันลอยวนเวียนอยู่ตลอดเวลา สัมผัสอุ่นร้อนนุ่มนวลที่หลังมือที่รันฝากไว้ชวนให้หัวใจเต้นแรง คิวรู้ตัวดีว่าเขากำลังเกิดความรู้สึกใคร่และแรงปรารถนาตามธรรมชาติที่ทรยศหักหลังต่อฝ้ายคู่หมั้นสาว แต่เขาก็พยายามปัดมันออกไปว่าเป็นเพียงความฟุ้งซ่านชั่ววูบยามเหนื่อยล้า ชายหนุ่มจ้องมองเพดานสลัวและทางเดินมืดมิดอยู่เกือบชั่วโมงครึ่งเพื่อทบทวนความรู้สึกของตนเองที่เริ่มโอนเอนสั่นคลอน

    คิวแอบเปิดประตูห้องพักและก้าวกลับเข้ามาด้านในอย่างเงียบเชียบในเวลาเกือบตีสอง ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนบนขอบเตียงฝั่งขวา หันหลังให้ฝ้ายโดยไม่มีการเอ่ยปากพูดจาใดๆ ฝ้ายที่แสร้งทำเป็นนอนหลับลึกแต่แท้จริงแล้วกลับนอนลืมตาโพลงจดจ้องมองความมืดมิด ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกยาวๆ อันตึงเครียดของคิวอย่างชัดเจน ความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศและเสียงพายุลมกระโชกด้านนอกที่สั่นสะเทือนกระจกหน้าต่างระเบียงเป็นระยะๆ โอบล้อมตัวเตียงกว้างไว้คล้ายกับกรงขัง รอยร้าวระหว่างคู่หมั้นหนุ่มสาวที่กำลังจะแต่งงานกันยิ่งขยายตัวลึกล้ำและเปราะบางยากจะประสานในค่ำคืนอันเงียบงันและเหน็บหนาวนี้

    คิวค่อยๆ หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยล้าทางสมองและแรงกดดันทางจิตวิญญาณ ทว่าดวงจิตของเขากลับมิได้จมลงสู่นิทรารมย์อันสงบสุข หากแต่ถูกกระชากดึงรั้งจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมิติลี้ลับที่ไม่มีใครหยั่งถึงในโลกปัจจุบัน จิตวิญญาณของเขาหลุดลอยก้าวข้ามขอบเขตของกาลเวลาหล่นลงสู่ความฝันอันกว้างใหญ่ปางก่อน

    ในห้วงนิมิตฝันอันสลัวและแสนหวาน คิวรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในร่างโบราณของตนเอง ย้อนคืนสู่อดีตชาติริมฝั่งแม่น้ำยม เขาพบตนเองกำลังเดินทอดน่องท่ามกลางความคึกคักเหนียวแน่นของ “ตลาดโบราณ” ที่ทอดยาวเลียบแนวชายน้ำยม ผู้คนมากมายสวมเสื้อผ้าไทยโบราณสัญจรขวักไขว่ซื้อขายสินค้า ท่ามกลางเสียงเจรจาพาทีของชาวบ้านและบรรยากาศอบอุ่นเสรีรอบข้าง เสียงระฆังจากวัดโบราณริมน้ำดังกังวานแผ่วเบาลอยมาตามสายลมในจังหวะนั้นเอง สายตาของคิวได้ประสานสบตากับหญิงสาวสะคราญนางหนึ่งที่ยืนเลือกซื้อเครื่องหอมป่าริมแผงค้า หล่อนคือ รัญจวน หญิงสาวชาวบ้านโฉมงามพิลาสล้ำ ผิวพรรณขาวนวลผุดผาดสะกดสายตา ใบหน้าจิ้มลิ้มนวลผ่องดวงตากลมโตเป็นประกายหวานเชื่อมเสน่หา รัญจวนส่งยิ้มหวานเอียงอายหันหลังสบตากับเขา คิวเดินเข้าไปไต่ถามและพูดคุยจนความสัมพันธ์แนบแน่น ทั้งคู่ตกหลุมรักกันและกันในทันทีอย่างลึกซึ้งดั่งต้องมนตร์รักวิเศษ

    ความผูกพันและสัมผัสสวาทเสน่หาระหว่างคิวและรัญจวนในชาติปางก่อนพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและลึกซึ้งประหนึ่งเปลวไฟร้อนรนที่แผดเผา ทว่ารักครั้งนี้กลับไม่สามารถเปิดเผยต่อโลกภายนอกได้ เนื่องจากคิวในชาตินั้นมี “ภรรยาหลวง” ผู้มีอำนาจศักดิ์ศรีและอิทธิพลในเรือนใหญ่คอยจับตาเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด คิวและรัญจวนจึงพากันลักลอบหลบหนีหนีออกจากสายตาอันคมกริบของภรรยาหลวง พากันวิ่งหนีจูงมือเลียบขอบตลิ่งมุ่งตรงไปยังแนวป่าริมแม่น้ำยมที่มืดสงัดสลัวราง ใต้แสงจันทร์วันเพ็ญสีนวลสวยงามที่ลอยส่องสว่างเหนือท้องฟ้า

    แสงจันทร์วันเพ็ญสีเงินนวลลอยเด่นอยู่เหนือท้องฟ้าไร้เมฆ สาดส่องลงมาบนผิวน้ำแม่น้ำยมที่ไหลเอื่อยเป็นริ้วสีเงินระยิบระยับ ริมตลิ่งมืดสงัด มีเพียงเสียงน้ำกระทบโขดหินและเสียงใบไม้ไหวเบา ๆ จากสายลมยามดึก

    คิวและรัญจวนวิ่งจูงมือกันเลียบขอบตลิ่งอย่างระมัดระวัง เท้าเปล่าเหยียบหญ้านุ่มนิ่มที่ชื้นจากน้ำค้าง เสียงหายใจของทั้งสองคนดังหอบเบา ๆ ด้วยความตื่นเต้นและความกลัวที่ยังไม่จางหาย เงาของเรือนใหญ่ที่พวกเขาสลัดหนีมาได้เลือนลางอยู่ไกลโพ้น

    เมื่อถึงใต้ต้นไทรใหญ่ที่กิ่งก้านแผ่ปกคลุมเป็นเงามืด คิวดึงรัญจวนเข้ามาซบกับลำต้นอย่างแรง แล้วกดร่างบางอ้อนแอ้นของหล่อนไว้กับเปลือกไม้ มือใหญ่ทั้งสองข้างโอบเอวคอดของหล่อนแน่น

    “ท่านขุน…” รัญจวนกระซิบเสียงสั่น ดวงตาหวานหยาดเยิ้มมองขึ้นมาในความมืด “ถ้าถูกนางจับได้… ข้าจะถูกเฆี่ยนจนตาย…”

    คิวก้มลงมาใกล้ใบหน้าของหล่อน ลมหายใจร้อนผ่าวปะทะแก้ม “อย่าพูดถึงนางเลย” เสียงของเขาต่ำและแหบด้วยความปรารถนา “คืนนี้ข้ามีแต่เจ้า… เจ้าเท่านั้น”

    มือข้างหนึ่งของคิวเลื่อนขึ้นไปตามแนวกระดูกสันหลัง แล้วแทรกเข้าไปใต้ผ้าแถบสีมอซอ ลูบไล้แผ่นหลังเนียนลื่นที่ยังอุ่นจากเหงื่อแห่งการวิ่งหนี รัญจวนสะดุ้งเฮือก ร่างกายสั่นระริกเล็กน้อย แต่ไม่ได้ผลักออก ตรงกันข้าม หล่อนกลับเอียงคอให้คิวจุมพิตที่ซอกคออย่างเชื่อฟัง

    ริมฝีปากร้อนผ่าวของคิวแนบลงบนผิวหนังนุ่มนิ่ม ดูดดึงเบา ๆ แล้วเลียไล้ขึ้นไปตามแนวลำคอ มืออีกข้างเลื่อนมาด้านหน้า คลำขึ้นไปถึงเนินอกที่ถูกผ้าแถบรัดไว้แน่น นิ้วมือหนาบีบเค้นเบา ๆ ผ่านผ้า รู้สึกถึงความนุ่มหยุ่นและความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ข้างใน

    “อืม…” รัญจวนถอนหายใจสั่น มือเล็ก ๆ ของหล่อนยกขึ้นเกาะไหล่กว้างของคิว “ท่านขุนจับแรงนัก… ข้าร้อนไปหมดแล้ว…”
    คิวยิ้มมุมปากในความมืด แล้วก้มลงประกบริมฝีปากของหล่อนอย่างหิวกระหาย จูบแรกเริ่มจากความอ่อนโยน แต่ไม่นานก็กลายเป็นความดุดัน ลิ้นร้อนผ่าวสอดแทรกเข้าไปพัวพัน ดูดดึงน้ำลายและลมหายใจของกันและกัน รัญจวนครางแผ่วในลำคอ ร่างกายแอ่นเข้าหาเขาโดยไม่รู้ตัว อกที่ถูกบีบคลึงสั่นระริกตามลมหายใจที่กระชั้นขึ้น

    มือของคิวเลื่อนลงไปกุมสะโพกกลมกลึงผ่านผ้าซิ่น ดึงร่างของหล่อนเข้ามาชิดสนิทจนรู้สึกถึงความแข็งตึงที่ขยายตัวขึ้นใต้โจงกระเบนของเขา รัญจวนตัวร้อนวูบ อาการเขินอายยังเหลืออยู่บ้าง แต่ความปรารถนาที่เก็บกดมานานทำให้หล่อนไม่สามารถถอยหนีได้อีก

    คิวดึงรัญจวนลงนอนบนพรมหญ้านุ่มนิ่มที่ชื้นจากน้ำค้าง ร่างบางอ้อนแอ้นของหล่อนถูกกดลงเบา ๆ ใต้ร่างกำยำของเขา แสงจันทร์สาดส่องผ่านใบไทรลงมาเป็นดวง ๆ กระทบใบหน้าซีดสวยและทรวงอกที่ยังถูกผ้าแถบรัดแน่น

    “ถอดออกเถอะหนา รัญจวน…” คิวกระซิบเสียงแหบพร่าใกล้ริมฝีปากของหล่อน มือใหญ่สั่นเล็กน้อยด้วยความปรารถนา “ให้ข้าได้เห็นเจ้าทั้งหมด…”

    รัญจวนมองขึ้นมาด้วยดวงตาหวานหยาดเยิ้มที่เริ่มปรือด้วยความมัวเมา แก้มแดงระเรื่อในแสงจันทร์ หล่อนยกมือขึ้นคลี่สายรัดผ้าแถบสีมอซอช้า ๆ นิ้วเรียวสั่นเล็กน้อยด้วยความเขินอาย “ท่านขุน… อย่ามองเนิ่นนานนัก… ข้าอายเจ้าค่ะ…”

    แต่คิวไม่ลดสายตา เขาจับมือของหล่อนช่วยดึงผ้าแถบออกอย่างช้า ๆ จนเนินอกคู่งามตูมเต่งใหญ่โตตั้งเต้าชูชันชี้เฉียงเผยออกมาเต็มตา ยอดถันสีชมพูอมน้ำตาลแข็งตัวด้วยความเย็นของสายลมและความตื่นตัว รัญจวนรีบยกแขนขึ้นบัง แต่คิวจับข้อมือทั้งสองข้างกดลงข้างหัวอย่างนุ่มนวล

    “งามยิ่งนัก…” เขาถอนหายใจเสียงต่ำ ดวงตาเร่าร้อนกวาดมองไปทั่วทรวงอกที่สั่นระริกตามลมหายใจ “คืนนี้...เจ้าเป็นของข้าคนเดียวเท่านั้น…”

    คิวก้มลงจุมพิตที่กลางอก แล้วเลื่อนริมฝีปากร้อนผ่าวไปทางซ้าย เลียไล้รอบยอดถันก่อนจะดูดดึงเข้าปากอย่างหิวกระหาย ลิ้นร้อนผ่าววนเวียน ดูดและเลียสลับกัน รัญจวนสะดุ้งเฮือก หลังแอ่นขึ้นจากพื้นหญ้า มือเล็ก ๆ ที่ถูกกดไว้กำหญ้าแน่น
    “อืมม… ท่านขุน…” หล่อนครางแผ่วเสียงหวาน “มือท่านอุ่นเหลือเกิน…”

    มือข้างหนึ่งของคิวเลื่อนลงไปคลี่ผ้าซิ่นของหล่อนออกช้า ๆ เผยต้นขาเนียนนุ่มและเนินเนื้อส่วนล่างที่ยังถูกผ้าบางบังอยู่เพียงเล็กน้อย นิ้วมือหนาลูบไล้ขึ้นไปตามต้นขาด้านใน รู้สึกถึงความร้อนและความชุ่มชื้นที่เริ่มปรากฏ ขณะที่ปากของเขายังคงดูดดึงยอดถันอีกข้างอย่างไม่ยั้ง

    รัญจวนบิดตัวเล็กน้อยด้วยความเสียวซ่าน อาการเขินอายค่อย ๆ จางหายไปถูกแทนที่ด้วยความมัวเมา หล่อนยกสะโพกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เมื่อนิ้วของคิวเลื่อนเข้าใกล้ร่องรักที่เริ่มเปียกชุ่ม มืออีกข้างของเขายังคงบีบคลึงเนินอกอีกข้างที่ไม่ได้ถูกปากดูดอยู่

    คิวยกหน้าขึ้นมาสบตาหล่อนอีกครั้ง ริมฝีปากเปียกชื้นด้วยน้ำลาย แล้วก้มลงจูบอย่างลึกซึ้งและดุดันกว่าเดิม ลิ้นพัวพันกันอย่างเร่าร้อน มือของเขาเร่ร่อนไปทั่วเรือนร่างที่เปลือยเกือบหมดแล้ว ลูบไล้จากอกลงมาถึงเอวคอด สะโพกกลมกลึง และต้นขาด้านใน สร้างความเสียวซ่านจนรัญจวนตัวร้อนวูบและเริ่มขยับสะโพกถูไถไปมาบนพื้นหญ้าอย่างอดไม่ได้

    “ท่านขุน… ข้ารู้สึกร้อนเหลือเกินเจ้าค่ะ…” หล่อนกระซิบเสียงสั่นระหว่างจูบ ดวงตาปรือด้วยความปรารถนา “อย่าหยุด… อย่าหยุดเลย…”

    ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริงบนเตียงนอนโรงแรมอันหนาวเหน็บ ร่างกายของคิวกระตุกสั่นเกร็งสะท้าน เหงื่อกาฬผุดท่วมตัวตามธรรมชาติจนเสื้อยืดและกางเกงนอนชุ่มโชก หายใจหอบถี่เหนื่อยสั่นเทา ความเป็นชายภายใต้กางเกงนอนตื่นตัวแข็งตึงปูดเกร็งอย่างรุนแรงกะทันหัน ก่อนจะพรั่งพรูปลดปล่อยน้ำรักอุ่นร้อนออกมาในเป้ากางเกงจนเปียกชื้นเหนียวเหนอะเป็นวงกว้าง ส่งกลิ่นคาวกามอบอวลคละคลุ้งเลอะเทอะปะปนกับไอเย็นชื้นและกลิ่นดอกลำเจียกป่าเน่าโคลนที่สะกิดเหนี่ยวนำมาในโลกจริงรอบตัวเตียงนอน

    คิวยกตัวขึ้นเล็กน้อย มือใหญ่ข้างหนึ่งกุมแก่นกายที่แข็งตึงร้อนผ่าวชูชันสั่นระริก ปลายหัวแดงระเรื่อจ่อเข้าที่ร่องรักเปียกชุ่มฉ่ำของรัญจวนที่กำลังเต้นระรัวด้วยความปรารถนา เขาเงยหน้าสบตาหวานหยาดเยิ้มของหล่อนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะกดสะโพกลงช้า ๆ แต่แน่วแน่

    “อ๊า… ท่านขุน… เบาๆ นะ ข้าเจ็บเจ้าค่ะ…”

    รัญจวนครางเสียงหวานยาว หลังแอ่นขึ้นจากพื้นหญ้า ดวงตาปรือเปิดกว้างเมื่อลำเอ็นร้อนผ่าวค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปในโพรงเนื้ออุ่นชื้นที่ขมิบตอดรัดแน่นหนา ทีละนิ้ว… ทีละนิ้ว… จนกระทั่งสุดโคน ชิดติดเนื้อกันสนิท

    คิวถอนหายใจสั่น รู้สึกถึงความอุ่นนุ่มที่กลืนกินเขาไว้ทั้งหมด “ซี๊ดด..อ่า รัญจวน… ร่องรักของเจ้าช่างคับแคบ ตอดรัดจนข้าเสียวไปทั้งลำแล้ว” เสียงของเขาต่ำและร้อนรน มือทั้งสองข้างกุมสะโพกกลมกลึงของหล่อนไว้แน่น แล้วเริ่มขยับ

    จังหวะแรกยังช้าและลึก แต่ไม่นานความปรารถนาที่เก็บกดมานานก็ระเบิดออก คิวกระแทกสะโพกถี่รัวขึ้น เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบของป่าริมน้ำยม รัญจวนบิดส่ายสะโพกรับทุกแรงกระแทก มือเล็ก ๆ กุมหลังกว้างของเขาไว้แน่น เล็บยาวข่วนลงบนผิวหนังจนเป็นรอยแดง

    “ท่านขุน เจ้าขา… แรงขึ้นอีก…อ๊ายยย... ข้าอยากได้ความรักจากท่าน แรงๆ เลยจ้าค่ะ”

    หล่อนครางเสียงสั่นพร่า อกอวบเต่งตึงสั่นกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะ ยอดถันสีชมพูอมน้ำตาลแข็งชี้ชันท้าทาย ดวงตาสบตากันไม่ละไปไหน ความลุ่มหลงในสายตานั้นบริสุทธิ์และบ้าคลั่งราวกับไม่มีโลกภายนอกเหลืออยู่

    คิวเร่งจังหวะให้ดุดันขึ้นอีก ยกสะโพกสูงแล้วกระแทกลงมาสุดแรง ทุกครั้งที่โคนชนกันดังปัง ๆ รัญจวนครางเสียงหวานต่อเนื่อง มีเพียงกลิ่นกายอุ่น ๆ ของกันและกัน กลิ่นเหงื่อบางเบา และกลิ่นหญ้าริมน้ำที่หอมสะอาด

    “รัญจวน… เมียรัก...เจ้าดีมาก…อ่าาา”

    คิวกระซิบเสียงแหบใกล้ริมฝีปากของหล่อน ร่างกายเริ่มสั่นระริกใกล้จุดสุดยอด เขาจูบลงไปอย่างรุนแรงหิวกระหาย ขณะที่สะโพกยังคงกระแทกไม่ยั้ง

    คิวครางเสียงต่ำจากลำคอ ร่างกายเกร็งตึง แล้วสั่นสะท้านอย่างรุนแรง น้ำอุ่นร้อนสีทองอ่อนพุ่งพวยพรูไหลทะลักนองเข้าไปในช่องทางรักของรัญจวนอย่างหนักหน่วง ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว เขาปลดปล่อยทุกอย่างที่เก็บกดไว้ลงไปในร่างของหล่อนอย่างอิ่มเอม

    “ท่านขุน… ข้ารักท่านเหลือเกิน… น้ำของท่านอุ่นร้อนวาบไปทั่วร่องข้าเลยเจ้าค่ะ…”

    รัญจวนขมิบรัดภายในแน่นขึ้นราวกับต้องการกลืนเขาไว้ทั้งหมด ร่างกายสั่นสะท้านพร้อมกัน

    ทั้งสองยังคงเชื่อมติดกัน หายใจหอบแฮ่ก คิวกอดรัดร่างบางอ้อนแอ้นไว้แน่น ใบหน้าซบลงที่ซอกคอของรัญจวน ขณะที่หล่อนลูบหลังของเขาอย่างแผ่วเบา แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมาบนร่างเปลือยเปล่าที่ยังคงพันกันแน่นใต้ต้นไทร

    “ท่านขุน…” รัญจวนกระซิบเสียงอ่อนล้าแต่หวานซึ้ง
    “รัญจวน…” คิวตอบรับด้วยเสียงแหบพร่า แล้วจูบเบา ๆ ที่ขมับของหล่อน

    ในเวลาเดียวกัน ฝ้ายที่นอนกระสับกระส่ายอยู่เตียงอีกฝั่งก็ตกอยู่ในฝันร้ายอันปวดร้าวรันทดรุนแรงสะท้านใจ เธอฝันย้อนอดีตชาติ เห็นภาพตนเองเป็นภรรยาหลวงชนชั้นสูงผู้มีอำนาจและศักดิ์ศรี ยืนจ้องมองบานประตูห้องนอนกว้างขวางในเรือนไม้หลังใหญ่โตด้วยดวงตาช้ำระทมน้ำตาไหลนองอาบแก้ม หัวใจบีบรัดแน่นหน้าอกปวดร้าวอย่างแสนสาหัสเมื่อแอบเดินสะกดรอยตามฝีเท้าสามีของเธอมาตามขอบตลิ่งและได้ล่วงรู้ความจริงคาตาว่าสามีที่เธอรักสุดหัวใจลักลอบปันใจล่วงเกินกระทำการชู้สาว หักหลังความซื่อสัตย์ไปร่วมรักเสพสมลึกซึ้งโอบกอดคลอเคลียเสน่หากับรัญจวน หญิงรับใช้ในบ้านฝักใฝ่ใต้ร่มเงาไม้ริมตลิ่งยม ฝ้ายเห็นภาพสามีส่งสายตารักใคร่เสน่หาให้รัญจวนแบบที่เธอไม่เคยได้รับเลยสักครั้ง ความรู้สึกทรยศ หึงหวง และแตกร้าวกรีดลึกในวิญญาณภรรยาหลวงบดขยี้อกของเธอในฝันจนแทบหายใจไม่ออกและทรมานสะอื้นฮักเจียนตาย

    “ท่านขุน... ทำไมทำแบบนี้...”

    ฝ้ายสะดุ้งตัวโยนร้องสะอื้นไห้แผ่วเบากลางความมืดมิดของห้องพักโรงแรม หญิงสาวตื่นตระหนกตกใจลืมตาโพลงสั่นระริก เหงื่อเย็นซึมไหลพรั่งพรูทั่วแผ่นหลังและลำคอจนเสื้อนอนเปียกชื้น หยาดน้ำตาอุ่นร้อนไหลนองแก้มด้วยความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวและโกรธเคืองที่ตกค้างมาจากนิมิตฝันร้ายของเมียหลวงที่โดนหักหลังทรยศรัก ความอ้างว้างหนาวสั่นกัดกินขั้วหัวใจจนสั่นสะท้าน หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นก้อนสะอื้นระงับอาการตัวสั่นเทา ก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมืออันสั่นเทาไปกดเปิดสวิตช์โคมไฟหัวเตียง แสงไฟสีเหลืองส้มสว่างนวลช่วยขับไล่เงาเงียบและเผยให้เห็นร่างของคิวที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างกาย

    ฝ้ายจ้องมองคู่หมั้นหนุ่มแล้วหัวใจของเธอก็แทบหยุดเต้น คิวนอนหงายหายใจเหนื่อยหอบถอนหายใจกระชั้นสั่นสะท้าน ตัวของชายหนุ่มเปียกชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจนเสื้อยืดแนบเนื้อ และที่น่าตกใจสะกดสายตาของเธอที่สุดคือ เป้ากางเกงนอนผ้าฝ้ายของคิวเปียกแฉะเป็นคราบน้ำรักเหนียวเหนอะเป็นวงกว้างเข้มข้น ส่งกลิ่นคาวกามปนเปกับกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่ฟุ้งกระจายอยู่ในห้องนอน

    เธอนอนกอดเข่าสะอื้นไห้เสียงเบาเพื่อไม่ให้คิวตื่น ร่างกายสั่นเทาและเหน็บหนาวอยู่ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียงที่สาดส่องฉายเงาวูบวาบดั่งเงาอสูรกายบนผนังห้องพัก ความเจ็บปวดรวดร้าวที่เกิดขึ้นในความฝัน รุมเร้าในจิตใจบีบอัดจนแทบจะทนไม่ไหว ลมพายุภายนอกอาคารยังคงส่งเสียงหวีดหวิวสั่นสะท้านบานกระจกหน้าต่างห้องพักประหนึ่งคำพยากรณ์ถึงชะตากรรมที่ล่มสลายและวิกฤตของสิ่งที่เกิดขึ้น หรือจะเป็นลางร้ายในชีวิตคู่ที่กำลังจะเริ่มต้นของเธอ

    ---