บทที่ 29
เ้ากองเนตร์
เขตทางเหนือของเมืองไป๋สือ
กองเนตร์เป็หนึ่งในสถานที่ที่มีความยิ่งใหญ่มากที่สุด สถานที่แห่งนี้กินอาณาเขตกว้างขวาง บริเวณรอบๆเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างอาคารสูงใหญ่มากมายที่ตั้งเรียงราย ส่วนบริเวณตรงกลางคือหอคอยขนาดใหญ่ที่สูงกว่าเจ็ดชั้น แต่แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะดูใหญ่โตมโหฬารมากขนาดนี้ แต่ผู้คนที่เดินไปมาภายในสถานที่แห่งนี้กับมีน้อยเป็อย่างยิ่ง บนเส้นทางเดินที่แต่ละเส้นจะเห็นคนเดินผ่านไปผ่านมาเพียงแค่หนึ่งหรือสองคนเท่านั้น
ผู้พูดกันว่าภายในเมืองไป๋สือ สถานที่สามแห่งที่เป็สิ่งก่อสร้างที่ตระการตามากที่สุด มันก็คือจวนเ้าเมือง กองเนตร์แล้วก็จวนแม่ทัพใหญ่ มองดูเช่นนี้แล้วกองเนตร์แห่งนี้เองก็มีความใหญ่โตไม่แพ้จวนเ้าเมืองเลยแม้แต่น้อย
แต่ว่าภายในกองเนตร์กับไม่เหมือนตัวเ้าเมืองที่มีผู้คนมากมาย องครักษ์เดินตรวจตรากันอย่างหนาแน่น ภายในกองเนตร์กับมีผู้คนน้อยนิด
เดิมทีการคัดเลือกคนเข้าสู่กองเนตร์นั้นมีมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ผู้ฝึกยุทธส่วนใหญ่ที่ถูกคัดเลือกเข้ามาภายในกองเนตร์ แต่ละคนรวมแล้วแต่เป็พวกที่มีพร์ มีความสามารถที่จะสามารถก้าวไปสู่ระดับปรมาจารย์ในอนาคตได้อย่างแน่นอน เพราะแบบนั้นสมาชิกภายในกองเนตร์จึงมีน้อย
เมืองไป๋สือเป็เมืองขนาดไม่ได้ใหญ่มาก การจะหาผู้มีพร์มามากมายเช่นนั้นก็คงจะเป็ไปไม่ได้ เพราะแบบนั้นสมาชิกส่วนใหญ่ภายในกองเนตร์ ส่วนใหญ่ก็ยังเป็สมาชิกจากต่างเมืองที่ถูกส่งเข้ามาประจำการที่สถานที่เมืองไป๋สือเท่านั้น
โดยมาตรฐานการคัดเลือกที่ค่อนข้างสูงแบบนี้ มันจึงทำให้สมาชิกภายในกองเนตร์ของเมืองไป๋สือ มีสมาชิกทั้งหมดเพียงแค่ไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนสมาชิกของกองทัพพิทักษ์เมืองหรือว่าจวนเ้าเมืองที่มีขุนนางมากมาย สถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็หน่วยงานทางการเป็สถานที่ที่มีกลุ่มคนน้อยที่สุด
ณ หอคอยที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางกองเนตร์ บริเวณชั้น้าสุดของหอคอยร่างของคนผู้นึงกำลังนั่งหลับตาอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้
ร่างนั้นมีรูปลักษณ์เป็ชายวัยกลางคนที่มีเรือนผมสีขาวโพลน ใบหน้าเริ่มมีรอยเหี่ยวย่นปรากฏให้เห็นได้อย่างเลือนลาง อาภรณ์เขากำลังสวมใส่อยู่ก็คือเครื่องแบบสีครามของกองเนตร์ เพียงแต่ว่ามันมีความพิเศษก็ตรงลวดลายบนอาภรณ์ที่สวมใส่นั้นแตกต่างจากสมาชิกทั่วไป มันดูวิจิตรงดงามแล้วก็ซับซ้อนมากกว่าหลายเท่า
คนผู้นี้คือคนที่ภายในเมืองไป๋สือมักจะพูดถึงกันมากที่สุด แต่เขาก็เป็คนที่ผู้คนภายในเมืองพบเจอยากที่ที่สุดเช่นกัน เขาคือเ้ากองเนตร์แห่งเมืองไป๋สือ เซียวหานเยว่
ยามนี้ท่านเ้ากองเนตร์อย่างเซียวหานเยว่ผู้นี้กำลังนั่งบำเพ็ญอยู่ภายในห้อง ปราณิญญาที่หนาแน่นภายในห้องถูกดึงดูดเข้ามาภายในร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง
ทว่าในขณะที่เซียวหานเยว่กำลังดึงดูดปราณิญญาเข้าสู่ร่างกายอยู่ เขาก็ััได้ถึงบางอย่างจึงหยุดบำเพ็ญและค่อยเปิดตาขึ้นอย่างช้าๆ เซียวหานเยว่มองไปยังประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่
“เข้ามา” เซียวหานเยว่เอ่ยขึ้นอย่างสงบนิ่ง
ประตูที่ปิดอยู่ค่อยๆถูกเปิดเข้ามาอย่างช้าๆ ร่างของคนผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาภายในห้อง
ผู้ที่ก้าวเดินเข้ามาเป็ชายวัยกลางคนร่างกายสูงโปร่ง เขามีเรือนผมสีดำขลับใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้หนวดเครา บนใบหน้ายังคงความหล่อเหลาเอาไว้แต่กับให้ความรู้สึกเ็าไม่น่าเข้าใกล้ บริเวณข้างเอวเหน็บกระบี่เอาไว้หนึ่งเล่ม
คนผู้นี้มีตำแหน่งเป็รองหัวหน้าของกองเนตร์เมืองไป๋สือ เสิ่นอู๋ซวง เป็หนึ่งในผู้บำเพ็ญที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองไป๋สือ
เมื่อเสิ่นอู๋ซวงก้าวเดินเข้ามาภายในห้องก็ยกมือประสานกันทำทำความเคารพ
“มีเื่อันใด?” เซียวหานเยว่เอ่ยถาม
“วันนี้มีบุคคลสองคนเข้ามาภายในเมืองไป๋สือ” เสิ่นอู๋ซวงรายงานออกไปด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
เซียวหานเยว่ดูไม่ประหลาดใจเกี่ยวกับเื่นี้เขาเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “คงเป็คนที่ท่านเ้าเมืองเชิญมาช่วยเหลือกระมัง”
“ขอรับ!” เสิ่นอู๋ซวงพยักหน้า
“เป็ผู้ใด?”
“เป็ลูกศิษย์ของสำนักหยกเมฆา คนแรกคือหยุนเฟิง อัจฉริยะที่กำลังมีชื่อเสียงของสำนักหยกเมฆา เป็ผู้บำเพ็ญระดับหนึ่งระยะสูงสุด ได้ชื่อว่าจะทะลวงระดับสองก่อนอายุสี่สิบ อีกคนคือศิษย์น้องของเขาจื่อหยวน เป็ผู้บำเพ็ญระดับหนึ่งขั้นกลาง ทั้งสองคนคือลูกศิษย์ของนักพรตหยกเหลืองแห่งสำนักหยกเมฆา” เสิ่นอู๋ซวงรายงานออกมา
คิ้วของเซียวหานเยว่ขมวดมุ่นเข้าหากัน ใบหน้าของเขาปรากฏความเคร่งเครียดขึ้นมา ก่อนจะเริ่มแสดงท่าทางครุ่นคิดบางอย่าง
ผ่านไปครู่นึงเซียวหานเยว่ก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วขานรับ “เข้าใจแล้ว”
เสิ่นอู๋ซวงประสานมือคารวะแล้วก็หันหลังออกไปจากห้อง หลังจากที่ห้องแห่งนี้เหลือเพียงแค่เซียวหานเยว่คนเดียวเขาก็ตกเข้าสู่ความเงียบงานอีกครั้ง
สำหรับสำนักหยกเมฆาเซียวหานเยว่ย่อมรู้จักอยู่แล้ว เพราะว่าสำนักหยกเมฆาคือหนึ่งในสำนักใหญ่ภายในมณฑลชิงหลาน ภายในสำนักมีผู้แข็งแกร่งระดับตำหนักม่วงนั่งบัญชาการ
ส่วนอาจารย์ของหยุนเฟิงและจื่อหยวนที่กล่าวถึงก็คือนักพรตหยกเหลืองอีกฝ่ายคือผู้าุโแห่งสำนักหยกเมฆา ไม่เพียงแค่นั้นอีกฝ่ายยังเป็หนึ่งในตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดภายใต้ตำหนักม่วงในอาณาเขตมณฑลชิงหลาน
เมื่อหลายปีก่อนก็มีผู้คนพูดกันแล้วว่านักพรตหยกเหลืองที่บรรลุระดับแก่นปราณขั้นสมบูรณ์มาเป็เวลานานแล้ว ได้ก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าไปภายในขอบเขตที่สามอย่างขอบเขตตำหนักม่วงเรียบร้อยแล้ว เพราะแบบนั้นนักพรตหยกเหลืองผู้นั้นจะกล่าวว่าเป็หนึ่งในตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดภายใต้ตำหนักม่วงก็ไม่เกินจริง
ส่วนเกี่ยวกับเื่ของหยุนเฟิงผู้นั้นเขาก็เคยได้ยินมาบ้าง เป็อัจฉริยะผู้หนึ่งที่อายุเพียงแค่สามสิบต้นๆก็ก้าวเข้าสู่ระดับหนึน่งขั้นสมบูรณ์แล้ว มีความหวังว่าจะทะลวงระดับสองก่อนอายุสี่สิบ แต่เซียวหานเยว่กลับไม่ได้หวาดกลัวมากนัก เป็เพราะว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วสำหรับเขาที่อยู่ในระดับหนึ่งขั้นสมบูรณ์มาเป็เวลาหลายสิบปีถ้าเกิดว่าเผชิญหน้ากับหยุนเฟิงเขาก็ยังคงมีความมั่นใจในการเอาชนะได้ แต่สิ่งที่เขากังวลก็คือความไม่แน่นอนต่างหาก การที่คนของสำนักหยกเมฆาเข้ามายุ่งเกี่ยวเื่นี้กลับทำให้เขารู้สึกลำบากอยู่บ้าง