“เขี้ยวเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์อสูรถึงแม้มนุษย์จะทำการควบรวมอสูร แต่ก็ไม่มีทางที่จะมีเขี้ยวงอกขึ้นมาได้”จิวฟงพึมพำพร้อมกับมองเขี้ยวสองซี่บนที่ปรากฏอยู่ที่รูปหล่อ เขาพิจารณาใบหน้าอันคมคายของรูปเสมือนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าก็รู้สึกคุ้นหน้าอย่างบอกไม่ถูกจิวฟงเห็นว่านอกจากดวงตาสีแดงโลหิตและเขี้ยวทั้งสองแล้วเจ้าของรูปหล่อมิได้มีลักษณะอื่นใดผิดแผกไปจากมนุษย์ ไม่ได้มีขนแข็งแซมตามร่างกายไม่มีกรงเล็บอันแข็งกล้า ไม่มีสิ่งอื่นใดที่บ่งบอกว่าชายคนดังกล่าวคือผู้ควบรวมอสูร
ขณะที่เด็กน้อยและชายตาเดียวกำลังจ้องมองรูปเหมือนอยู่นั่นเองชายชราก็เอ่ยกับเด็กชายตัวจ้อยว่า
“คนผู้นี้คือผู้ที่ช่วยให้ตระกูลลี้รอดพ้นภัยพิบัติทั้งห้าเมื่อแปดพันปีก่อนไม่มีใครรู้ว่าเขาคือใคร คนผู้นี้มาแล้วจากไปดั่งสายลมเมื่อก่อนนี้ตระกูลลี้ครอบครองพื้นที่เชิงเขาซึ่งติดกับท้องทะเลใหญ่ แต่หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นพวกเราก็ย้ายมาตั้งรกราก ณ ที่แห่งนี้ และทางตระกูลลี้ก็ได้สร้างรูปหล่อเพื่อรำลึกถึงผู้มีพระคุณนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”
“เขาชื่อว่าอะไร?”จิวฟงเอ่ยถาม ฝ่ายชายชราก็ส่ายหน้าแทนคำตอบ คนทั้งสี่หยุดนิ่งอยู่หน้ารูปปั้นสักพักก่อนที่พวกเขาจะเดินจากไป
ชายชราเดินนำแขกไปยังหน้าผาที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าใหญ่ด้านหน้าของหน้าผานั้นมีลานขนาดไม่กว้างนัก ที่หน้าผามีห้องราวๆหนึ่งร้อยห้องที่ถูกสร้างขึ้นโดยการเจาะเข้าไปในหินแข็งห้องเหล่านั้นแฝงอยู่ตามแนวป่าดำทะมึนจนแทบจะสังเกตไม่เห็น
เมื่อมาถึงที่เชิงผาชายชราก็เหาะนำไปยังห้องห้องหนึ่งที่มีมุขสีแดงหม่นยื่นออกมาไม่ช้าคนทั้งสี่ก็มายืนอยู่ในห้องที่มีแสงสลัวลอดส่องพอชายชราเชื้อเชิญให้แขกทั้งสามนั่งลงที่โต๊ะแล้ว เขาก็ขอตัวออกไปด้านนอก ครู่เดียวคนชราก็กลับเข้ามาพร้อมกับพาคนสูงวัยอีกคนหนึ่งเข้ามาด้วย
“ผู้อาวุโสหวง”ชายผู้มีเครายาวเรียกชื่อชายตาเดียวพร้อมกับกุลีกุจอเข้ามาหาหวงหยินฟาปรายตามองชายคนนั้นแล้วมองไปยังประตู เมื่อไม่เห็นคนที่เขาต้องการตัวหวงหยินฟาก็เริ่มไม่สบอารมณ์
“หัวหน้าผู้เฒ่าลี้เจ่ยมันหายหัวไปไหน!”
“ท่านผู้นำเพิ่งจะออกไปทำธุระข้างนอกได้ไม่นาน...”คนที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าผู้เฒ่าพูดเบา
“จะกลับมาเมื่อไร”
“ท่านผู้นำไม่ได้บอกแต่พักหลังเขาไปทำธุระทีหนึ่งก็กินเวลาราวสี่ห้าเดือน”ชายสูงวัยผู้ไว้เครายาวก้มหน้าพูดพร้อมกับหลุบตาต่ำ
สายตาของหวงหยินฟาฉายแววไม่พอใจจิวฟงที่นั่งอยู่ข้างๆรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่อึดอัด เด็กชายตัวจ้อยเขยิบห่างจากหวงหยินฟาเขาป้องปากกระซิบบอกกับเจิ้งซิ่งฝู
“ถ้าอย่างนี้พวกเราไม่ต้องรอไปอีกห้าเดือนเลยหรือไง”ขณะที่เจิ้งซิ่งฝูกำลังจะพูดอะไรออกมานั่นเองหวงหยินฟาก็ตบโต๊ะดังจนคนทั้งหมดสะดุ้งโหยง ดวงตาของชายจอมโหดฉายแววขุ่นเคืองสายตาคมกริบที่จ้องมาทำให้หัวหน้าผู้เฒ่าและชายชราหวาดกลัวจับจิตจับใจ
“แม้ข้ามีธุระสำคัญจะคุยกับลี้เจ่ยแต่ข้าก็ไม่มีเวลาว่างมากขนาดนั้น!”
จิวฟงเห็นอาจารย์วางก้ามเขาก็ทำหน้าขึงขังเลียนแบบ เด็กชายพยักหน้าหงึกๆอย่างเห็นด้วยอยู่หลายที แต่ทันใดนั้นเองหวงหยินฟาก็เอ่ยต่อว่า
“...จิวฟง จงอยู่ที่นี่แล้วมอบสาส์นนี้ให้ไอ้คนกะล่อนนั่นเมื่อลี้เจ่ยรับสาส์นนี้ไป มันจะต้องทำตามสัญญา”
“ให้...ให้ข้าอยู่ที่นี่กับพี่เจิ้งเหรอ”เจ้าเปี๊ยกค่อยๆขยับไปนั่งเบียดเจิ้งซิ่งฝู จากนั้นจิวฟงก็เกาะแขนคนแซ่เจิ้งไว้แน่น
หวงหยินฟาปรายตามองเด็กชายตัวน้อยจากนั้นเขาก็พูดเสียงดังฟังชัด
“อยู่ที่นี่คนเดียวจนกว่าจะพบตัวลี้เจ่ยถ้ายังไม่ได้มอบสาส์นนี้ให้มัน เจ้าไม่ต้องกลับสำนักวายุจำรัส!”สิ้นเสียงผู้เป็นอาจารย์ จิวฟงก็กระโดดไปเกาะหลังเจิ้งซิ่งฝูเจิ้งซิ่งฝูทั้งดึงทั้งแกะมือของจิวฟงที่เกาะหนึบ สักพักใหญ่กว่าที่เด็กชายตัวน้อยจะยอมปล่อยมือ
จิวฟงยืนคอตกขณะนั้นเองหวงหยินฟาก็สาวเท้าเข้ามาหา เขาร่ายอักขระกั้นเสียงไว้แล้วคนตาเดียวก็เอ่ยกับเด็กชายที่ยืนซึม
“ลี้เจ่ยซ่อนตัวอยู่ในเขตตระกูลลี้นี่แหละจงหาวิธีทำให้มันโผล่หน้าออกมา จากนั้นก็ยืนจดหมายให้มัน เมื่อมันรับเอาสาส์นไปเมื่อไรภารกิจของเจ้าก็จะสิ้นสุดลง หลังจากนั้นให้เจ้าแจ้งข่าวไปในกระดาษจตุรทิศเขียนข้อความแล้วฉีกกระดาษออกเป็นสี่ส่วนแล้วเจิ้งซิ่งฝูจะเดินทางมารับเจ้าในทันที” หวงหยินฟานำซองจดหมายหนาๆที่ไม่ได้ปิดผนึกและกระดาษสีขาวอีกแผ่นหนึ่งยื่นให้จิวฟง
“อยู่ที่ตระกูลลี้เจ้าอาจถูกจับตามองอยู่เนืองๆหากจะกระทำการใดที่เป็นความลับ ให้ร่ายอักขระเพื่อตรวจจับเจตจำนงที่จับจ้องมา” ชายตาเดียวพูดพร้อมกับเหลือบตามองถุงวิเศษของศิษย์ตัวน้อยเมื่อเห็นว่าจิวฟงยังคงยืนนิ่ง หวงหยินฟาก็เอ่ยต่อ
“หากไม่พบตัวลี้เจ่ยในเวลาหกเดือนถือว่าภารกิจนี้สิ้นสุดหลังจากนั้นให้เจ้ากลับไปยังสำนักได้...” ได้ยินคำพูดของหวงหยินฟาจิวฟงก็พอจะยิ้มออกเด็กชายคิดว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องอยู่ในสถานที่ทึบๆซึ่งแวดล้อมไปด้วยสัตว์อสูรอย่างไม่มีกำหนด
หวงหยินฟาสลายข่ายกั้นเสียงเขาใช้สายตาอันคมกริบจ้องหน้าคนทั้งสองของตระกูลลี้ จากนั้นหวงหยินฟาก็ประกาศดัง
“จิวฟงศิษย์ของข้าจะเป็นตัวแทนของสำนักวายุจำรัสมอบสาส์นสำคัญให้กับลี้เจ่ยผู้นำตระกูลลี้จงไปบอกลี้เจ่ยว่าหากรับสาส์นแล้วไม่ทำตามสัญญาข้าจะมาถล่มตระกูลลี้ให้ไม่เหลือซาก!”
ทันทีที่พูดจบหวงหยินฟาและเจิ้งซิ่งฝูก็เหาะหายวับไปพร้อมกับสายลม ส่วนชายชราซึ่งพาจิวฟงมายังภูผาซ่อนเร้นถอนหายใจดังเฮือกๆยืนอึ้งอยู่พักใหญ่ เขาก็แนะนำตัวกับเด็กชายตัวจ้อย
“เด็กน้อยข้าคือพ่อบ้านลี้ฝูหวู่หนึ่งในห้าพ่อบ้านแห่งตระกูลลี้ส่วนท่านผู้นี้คือหัวหน้าผู้เฒ่าที่เป็นเสาหลักของตระกูล...”ลี้ฝูหวู่แนะนำให้จิวฟงได้รู้จักกับ‘ลี้จี๋’ ทั้งพ่อบ้านและหัวหน้าผู้เฒ่าล้วนมีท่าทีเกรงใจเมื่อรู้ว่าเขาคือศิษย์ของหวงหยินฟาซึ่งนั่นก็ทำให้เจ้าเปี๊ยกเดาได้ไม่ยากว่าชายตาเดียวคงรู้จักมักจี่กับลี้เจ่ยเป็นแน่
แม้ชายจอมโหดจะจากไปแล้วแต่บรรยากาศในห้องรับแขกของตระกูลลี้ยังคงเงียบงันหัวหน้าผู้เฒ่าผู้มีเครายาวนามว่าลี้จี๋มองดูเด็กชายตัวน้อยอยู่สักพักจากนั้นเขาก็สั่งการกับลี้ฝูหวู่
“พาศิษย์ของผู้อาวุโสหวงไปพักที่กลุ่มบ้านปีกวิหคระหว่างนี้ให้ทางผู้ฝึกสอนประจำบ้านพาจิวฟงไปชมความก้าวหน้าของศาสตร์ด้านสัตว์อสูรของตระกูลลี้หากท่านผู้นำกลับมายังตระกูลเมื่อใดค่อยพาจิวฟงไปพบกับท่าน” ลี้จี๋เอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยเสียงเบา
จิวฟงทอดถอนใจเขาไม่สนใจศาสตร์เรื่องสัตว์อสูรเลยสักนิด เขาชื่นชอบศาสตร์ด้านพืชวิเศษและตอนนี้เขาก็สนใจวิชาตีศาสตราอยู่ไม่น้อย เด็กชายคิดว่าครึ่งปีที่เขาต้องติดอยู่ในตระกูลลี้คงเป็นช่วงเวลาที่เสียเปล่าเด็กชายฝืนยิ้มให้ชายชราผู้เป็นพ่อบ้าน เขาเดินตามหลังพ่อบ้านลี้ฝูหวู่ออกจากห้อง แล้วทั้งคู่ก็ใช้เส้นทางเลียบหน้าผาอันสูงชันลงไปยังด้านล่าง
ที่ระเบียงสีแดงหม่นสายตาสองคู่จับจ้องมองไปยังเด็กชายตัวน้อยที่เดินตามหลังลี้ฝูหวู่ต้อยๆคู่หนึ่งเป็นสายตาของหัวหน้าผู้เฒ่าลี้จี๋ ส่วนอีกคู่หนึ่งนั้นเป็นของชายที่ใช้ผ้าสีดำโพกหน้าชายที่ปิดบังใบหน้ามองเด็กน้อยอย่างไม่ละสายตา เขายิ้มมุมปากแล้วหัวเราะหึๆในลำคอ
“ศิษย์น้องของข้าอย่างนั้นรึ...”
พ่อบ้านลี้ฝูหวู่พาจิวฟงย้อนกลับมาที่ห้าแยกพ่อบ้านวัยชราเดินนำจิวฟงไปตามเส้นทางทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พอลี้ฝูหวู่เห็นว่าจิวฟงเดินหน้าม่อยอีกทั้งยังมีท่าทีที่ทอดอาลัยตายอยาก เขาจึงหาเรื่องสนทนากับเด็กชาย
“อย่าคิดว่าศาสตร์ด้านสัตว์อสูรของตระกูลลี้เป็นเรื่องเล็กน้อยก่อนที่จะพาสัตว์อสูรมาทำพันธสัญญาหรือตีตรา พวกเราต้องใช้ความรู้แขนงต่างๆพวกเราศึกษาสีหน้าและท่าทางของสัตว์อสูรเพื่อทำความเข้าใจกับสัตว์ผู้มีนัยน์ตาสีแดงเราปลูกพืชวิเศษที่หาไม่ได้ที่ไหนนอกจากในเขตพื้นที่ตระกูลลี้ เพื่อใช้เป็นอาหารของสัตว์อสูรเหล่านั้นพวกเราทำความคุ้นเคยกับพวกมันไปทีละน้อย เมื่อสัตว์อสูรเหล่านั้นไว้ใจมนุษย์แล้วเราก็พาพวกมันไปอยู่ในเขตลานสี่เสา และเมื่อแน่ใจว่าพวกมันจะอยู่ร่วมกับคนได้ พวกเราเหล่าคนตระกูลลี้จึงค่อยทำพันธสัญญาหรือตีตราแล้วพาพวกมันออกมายังเขตที่อยู่อาศัยของผู้คนหลังจากนั้นก็ฝึกฝนสัตว์ในพันธสัญญาต่อไปอย่างไรก็ดีความรู้เหล่านี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของศาสตร์ด้านสัตว์อสูรที่สุดแล้วผู้ฝึกตนล้วนปรารถนาความแข็งแกร่งแม้ผู้คนตระกูลลี้จะไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การฝึกปราณอีกทั้งสถานที่นี้ก็ไม่ได้มีไอปราณที่เอื้ออำนวยต่อการฝึกตน แต่พวกเราก็ถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นและเร่งพัฒนาวิธีการควบรวมอสูรตอนนี้ตระกูลลี้สามารถผลิตโอสถประสานกายาสีแดงซึ่งช่วยให้พวกเราสามารถผสานร่างกับสัตว์อสูรได้ถึงหนึ่งชั่วยามโดยที่ไออสูรมิอาจเกาะเกี่ยวเสาปราณของผู้ฝึกตนด้วยวิธีการนี้แม้จะไม่ได้มีขั้นปราณที่สูงแต่คนของตระกูลลี้ก็สามารถประมือกับผู้คนของตระกูลใหญ่และคนจากสำนักต่างๆได้อย่างไม่เป็นรอง”
ลี้ฝูหวู่พยักหน้าให้กลุ่มคนราวเจ็ดแปดคนที่หยุดเดินเพื่อทำความเคารพเขาแล้วพ่อบ้านวัยชราก็อธิบายเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับสัตว์อสูรให้เด็กชายตัวจ้อยฟังอย่างสังเขปจิวฟงรู้สึกทึ่งในวิทยาการด้านสัตว์อสูรของตระกูลลี้ไม่น้อย จิวฟงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดทางสำนักวายุจำรัสจึงต้องการให้ลี้เจ่ยรับตำแหน่งผู้อาวุโสแห่งศาสตร์ด้านสัตว์อสูรแทนที่เฉิงตงที่จากไป
เดินมาได้สักพักใหญ่ๆจิวฟงก็มาถึงกลุ่มบ้านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่รายล้อมไปด้วยป่าทึบเด็กชายเดินตามลี้ฝูหวู่ไปยังเรือนใหญ่ซึ่งตั้งอยู่กลางกลุ่มบ้านเมื่อเข้าไปด้านใน จิวฟงก็พบว่าสถานที่แห่งนี้คือห้องเรียนซึ่งจุคนได้ราวหนึ่งร้อยคน
ลี้ฝูหวู่เดินตรงไปยังโต๊ะด้านในสุดซึ่งมีชายรูปร่างสูงโปร่งนั่งอยู่เมื่อคนผู้นั้นรับรู้ถึงการมาของชายชรา เขาก็ละสายตาจากตำราที่ถืออยู่แล้ววางมันลงบนโต๊ะจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นทักทายผู้มาถึง
“พ่อบ้านลี้ฝูหวู่”ชายผมสีดำเข้ม แววตาสดใส ท่าทางกระฉับกระเฉงลุกขึ้นแล้วประสานมือทำความเคารพพ่อบ้านอย่างนอบน้อม
“ลี้เจี๋ยไคนี่คือจิวฟงศิษย์จากสำนักวายุจำรัส เขาจะมาอยู่ที่นี่สักระยะ...”ลี้ฝูหวู่ผายมือมาที่เด็กน้อย จากนั้นพ่อบ้านก็หันมาบอกกับจิวฟง
“...จิวฟงคนผู้นี้คือลี้เจี๋ยไคผู้ฝึกสอนแห่งกลุ่มบ้านปีกวิหค” จิวฟงทำความเคารพผู้ฝึกสอนฝ่ายลี้เจี๋ยไคก็พยักหน้าแล้วยิ้มตอบผู้ฝึกสอนมองเด็กชายตัวจ้อยที่มีพลังปราณถึงขั้นที่หนึ่งด้วยแววตาที่ชื่นชม
“จิวฟงเดินทางมาไกลให้เขาพักผ่อนสักวันสองวันหลังจากนั้นก็ให้เขาศึกษาศาสตร์ด้านสัตว์อสูร...ตั้งแต่พื้นฐานเลยยิ่งดี”พ่อบ้านมัดมือชกโดยไม่ถามความเห็นของเด็กชาย เขาต้องการให้เด็กน้อยซึมซับเอาแนวคิดของคนตระกูลลี้ที่หวังจะอยู่ร่วมกับสัตว์อสูรอย่างสันติจิวฟงไม่มีปัญหากับเรื่องดังกล่าวในระหว่างที่เขาต้องคิดหาวิธีทำให้ลี้เจ่ยปรากฏตัว เขาคิดว่าการเรียนรู้ศาสตร์ด้านสัตว์อสูรจากตระกูลลี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนัก
ขณะนั้นเองผู้ฝึกสอนแห่งกลุ่มบ้านปีกวิหคก็แสดงสีหน้าลำบากใจเขาอึกอักอยู่นานก่อนที่จะเอ่ยว่า
“สมาชิกใหม่ที่มาจากตระกูลที่ต่างกันเรียนรู้วิชาแขนงต่างๆไปได้สักพักแล้วหากจะเริ่มตั้งแต่พื้นฐานเห็นทีจะต้องจับคู่กับตงวู่ฉี”
พ่อบ้านลี้ฝูหวู่มองหน้าเด็กน้อยจากนั้นก็ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่สุดท้ายแล้วเขาก็ถอนหายใจยาวๆหนึ่งเฮือกก่อนที่จะเอ่ยว่า
“ให้จิวฟงจับคู่กับตงวู่ฉี”