“สวัสดี ฉันชื่อมู่อันอัน เรียนสาขาบัญชี เธอชื่ออะไรเหรอ”
โจวอ้ายเหม่ยหันไปมองเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างตัวเองแล้วยิ้ม “ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อโจวอ้ายเหม่ย เรียนสาขาบัญชีเหมือนกัน”
“ปีนี้ฉันอายุสิบแปดปีแล้วนะ เธอล่ะอายุเท่าไหร่”
โจวอ้ายเหม่ยมองเด็กหญิงผมเปียหน้าตาจิ้มลิ้มคนนี้อย่างถูกใจ “ปีนี้ฉันอายุยี่สิบแล้ว เธอจะเรียกฉันว่าพี่อ้ายเหม่ยก็ได้นะ”
“ว้าว! พี่อ้ายเหม่ย พี่หน้าเด็กมากเลยนะรู้ตัวไหม ฉันยังนึกว่าพี่อายุน้อยกว่าฉันเสียอีก” มู่อันอันพูดอย่างตื่นเต้น “พี่อ้ายเหม่ย พี่ใช้ครีมอะไรบำรุงเหรอคะ บอกฉันหน่อยสิ เดี๋ยวฉันจะไปซื้อมาใช้บ้าง”
“ฉันก็ใช้ครีมที่ขายอยู่ทั่วไปนั่นล่ะ”
“ถ้างั้นวันหลังเราไปเดินซื้อของด้วยกันดีไหมคะ ฉันเกิดที่ปักกิ่ง ฉันสามารถพาพี่เที่ยวชมปักกิ่งได้ทั่วเลยค่ะ”
“งั้นฉันคงต้องรบกวนเธอแล้วนะ” โจวอ้ายเหม่ยพูดยิ้ม
“รบกวนอะไรกันคะ มีคนเดินเที่ยวเป็นเพื่อนมันน่าสนุกดีออก ฉันเป็นลูกคนเดียวแล้วยังมีเพื่อนน้อยอีก ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็งานยุ่งทั้งคู่ พวกเขาไม่ค่อยมีเวลาให้ฉันหรอกค่ะ วันๆ ฉันก็เลยต้องอยู่แต่ในบ้าน พี่ไม่รู้หรอกว่าในแต่ละวันของฉันมันน่าเบื่อขนาดไหน ว่าแต่พี่เถอะค่ะ พี่มีพี่น้องกี่คน หรือว่าเป็นลูกคนเดียวเหมือนฉัน”
“ฉันมีพี่ชายฝาแฝดอยู่คนหนึ่ง” โจวอ้ายเหม่ยเอียงตัวไปกระซิบ “แล้วฉันก็แต่งงานแล้วด้วย สามีของฉันเรียนอยู่คณะเกษตร”
มู่อันอันแสร้งถอนหายใจ “น่าอิจฉาจังเลยนะคะ ที่บ้านของพี่มีกันอยู่ตั้งหลายคน ถ้าฉันมีพี่น้องเยอะๆ อย่างนี้บ้างก็คงดี”
“คราวหน้าฉันชวนเธอไปเล่นที่บ้านของฉันดีไหม ฉันชอบทำขนม เอาไว้ฉันจะทำขนมอร่อยๆ ให้เธอกิน”
“จริงเหรอคะ! พี่อย่าโกหกฉันนะ ถ้าพี่ไม่ทำตามสัญญาฉันจะโกรธพี่จริงๆ” มู่อันอันพูดอย่างดีใจ
“พวกเธอสองคนรู้จักเกรงใจคนอื่นบ้างสิ พูดเสียงดังน่ารำคาญ หัดมีมารยาทเสียบ้าง”
มู่อันอันหันไปตามเสียงแล้วขมวดคิ้วมองหญิงสาวคนนั้น “ฉันไม่ได้พูดดังเสียหน่อย ฉันกับพี่อ้ายเหม่ยแทบจะกระซิบคุยกันอยู่แล้ว เป็นเธอต่างหากที่มาแอบฟังคนอื่นเขาคุยกัน ถ้าจะถามถึงมารยาทแล้วล่ะก็…เธอต่างหากที่ไม่มี”
“เธอหาว่าฉันแอบฟังพวกเธอพูดอย่างนั้นเหรอนังบ้านนอก ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น ที่บ้านฉันสอนมาดีมาก” หวังลี่ปิงชี้หน้ามู่อันอัน
แต่มีหรือที่คุณหนูมู่อันอันจะยอม “หล่อนเรียกใครว่าบ้านนอกนะยัยคนบ้า แล้วหล่อนกำลังชี้หน้าใคร อยากมีเรื่องใช่ไหม”
โจวอ้ายเหม่ยรีบยกมือห้าม “ช่างเถอะอันอัน วันนี้เราเพิ่งมามหาวิทยาลัยเป็นวันแรกอย่าให้มีเรื่องกันเลยนะ เราไม่ควรถือคนบ้า”
“ก็ได้ค่ะ แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะคะ ถ้าหล่อนมาหาเรื่องฉันอีกฉันจะไม่ปล่อยหล่อนไปแน่” มู่อันอันรับปากก่อนที่จะหันไปมองหวังลี่ปิงแล้วเงื้อมือขึ้นทำท่าคล้ายจะตวัดมือตบ “เธอจำเอาไว้นะ ถ้าขืนเธอมาหาเรื่องฉันอีก เธอเจอฝ่ามือฉันแน่”
หวังลี่ปิงตกใจจนหล่นจากเก้าอี้ เพื่อนนักศึกษาคนอื่นได้ยินเสียงดังโครมก็หันมามองที่เธอเป็นตาเดียว จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นทั่วห้องประชุม หวังลี่ปิงอายจนอยากจะกระโจนไปสู้กับมู่อันอัน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะลุกขึ้นได้ด้วยซ้ำ อาจารย์ประจำคณะก็เดินเข้ามาในห้องประชุมเสียก่อน จากนั้นการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ก็เริ่มขึ้น
การปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ใช้เวลาครึ่งวัน นอกจากอาจารย์ประจำคณะจะได้มาแนะนำตัวให้นักศึกษาใหม่รู้จักแล้ว นักศึกษาทุกคนยังถือโอกาสนี้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ด้วย บรรยากาศในการพบปะกันวันแรกเป็นไปอย่างราบรื่นและมีความสุข เมื่อกำหนดการทุกอย่างแล้วเสร็จ นักศึกษาทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง บ้างก็กลับหอพัก บ้างก็ไปเดินสำรวจรอบมหาวิทยาลัย บ้างก็ชวนกันออกไปเดินเที่ยวชมปักกิ่ง และบางคนก็เดินทางกลับบ้าน เพราะอีกสามวันให้หลัง การเรียนการสอนก็จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
หลังจากนี้ทุกคนจะต้องตั้งใจเรียนให้สำเร็จตามความคาดหวังของครอบครัว คงไม่มีเวลามาปล่อยตัวตามสบายอีกแล้ว เรียกว่านักศึกษากลุ่มแรกที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยครั้งนี้ต้องแบกความรับผิดชอบของครอบครัวและคนในหมู่บ้านไว้มากทีเดียว
แต่นักศึกษาใหม่ทุกคนก็ไม่ได้รู้สึกกดดัน ตรงกันข้ามพวกเขากลับรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนเองได้เป็นตัวแทนของใครอีกหลายคน ทั้งยังรู้สึกว่าในอนาคตตนเองจะได้เป็นปัญญาชนที่จะมาร่วมกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า กำลังใจและความตั้งใจของพวกเขาจึงเปี่ยมล้นจนอาจารย์ทุกคนยังรู้สึกตื่นตัวไปด้วย เมื่อมองเห็นคนรุ่นใหม่และอนาคตอันสดใสของประเทศ เหล่าคณาจารย์ก็เริ่มคิดแผนการเรียนการสอนของตัวเองอย่างจริงจังเช่นกัน
“โจวอ้ายเหม่ย! อย่าคิดว่ามาอยู่ปักกิ่งแล้วเธอจะทำอะไรได้ตามใจนะ วันนี้เธอทำฉันเสียหน้า รับรองได้เลยว่าฉันจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปแน่” หวังลี่ปิงเดินมาขวางโจวอ้ายเหม่ยที่หน้าตึก
“เธอจะมาโทษฉันได้ยังไง เรื่องวันนี้เป็นเธอที่เริ่มก่อนทั้งนั้น ถ้าเธอไม่อยากพูดหรือไม่อยากเจอฉัน เธอก็แค่เดินหลบหรือไม่ก็ทำเป็นมองไม่เห็นฉันไปก็ได้แล้ว ส่วนเรื่องที่เธอตกเก้าอี้วันนี้ก็เป็นเพราะเธอมาหาเรื่องพวกฉันเอง” โจวอ้ายเหม่ยจ้องอีกฝ่ายตรงๆ “ตอนยังอยู่ที่หมู่บ้านฉันคงสั่งสอนเธอน้อยไปสินะ อยากลองโดนตบอีกสักทีไหมหวังลี่ปิง เผื่อเธอจะจำฝ่ามือของฉันได้”
หวังลี่ปิงถอยหลังไปหลายก้าวเมื่อนึกถึงที่โจวอ้ายเหม่ยกับหลีหรงรุมตบเธอกับหลีหงเสี่ยว เธอจำได้ว่าตอนนั้นหน้าเธอบวมไปหลายวันทีเดียว “เธอ...เธอมันเป็นแค่ชาวบ้านที่ชอบใช้กำลัง”
“เธอเรียกฉันว่าอะไรนะหวังลี่ปิง” โจวอ้ายเหม่ยหัวเราะ “ฉันเป็นหญิงชาวบ้านอย่างนั้นเหรอ แล้วเธอล่ะ ไม่ใช่ว่าเราโตมาด้วยกันในหมู่บ้านหลีเจี่ยหรอกเหรอ หรือว่าที่เธอกับพ่อย้ายออกจากหมู่บ้านคราวนั้นแล้วได้ไปเป็นญาติกับมหาเศรษฐี ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงฉันก็ยินดีกับเธอด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะต้องยอมอ่อนให้เธอนะ เธอคงไม่รู้ใช่ไหมว่าครอบครัวของสามีฉันก็ไม่ธรรมดา”
“เชอะ...ครอบครัวของสามีเธอจะมาสู้ลูกพี่ลูกน้องของฉันได้ยังไง คอยดูเถอะ ฉันจะบอกให้พี่ชายของฉันมาจัดการกับเธอ”
“อยากเรียกใครมาก็แล้วแต่เธอ ฉันจะรอก็แล้วกัน” โจวอ้ายเหม่ยพูดจบก็เดินกระแทกไหล่ผ่านหวังลี่ปิงไป
หวังลี่ปิงไม่ทันคิดว่าโจวอ้ายเหม่ยจะเดินมากระแทกตัวเองแบบนั้น เธอล้มไปนั่งกับพื้นอีกรอบ ขณะกำลังจะกรี๊ดออกมาด้วยความโกรธ เธอก็สัมผัสได้ว่าหัวไหล่ทั้งสองข้างถูกมือใครคนหนึ่งกุมเอาไว้ เธอกำลังจะสะบัดเขาออก แต่พอมองเห็นหน้าชายหนุ่มชัดๆ เธอก็หน้าแดง ทีแรกเธอตั้งใจจะใช้เขาเข้าหาโจวอ้ายเหม่ยเพื่อหวังจะทำลายครอบครัวของโจวอ้ายเหม่ยกับเจียงโม่โฉว แต่พอเธอเห็นผู้ชายคนนี้ใกล้ๆ เธอก็ไม่อยากทำตามแผนนั้นแล้ว ‘นี่มันคุณชายเกเรที่เราเห็นยืนอยู่หน้าคณะเมื่อเช้านี่นา ไม่คิดว่ามองใกล้ๆ เขาจะหล่อเหลาขนาดนี้’
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ เดี๋ยวผมช่วยพยุงคุณขึ้นนะ”
“เอ่อ...ขอบคุณมากนะคะ” หวังลี่ปิงก้มหน้าอย่างอายๆ
“ผมชื่อเซี่ยเหอซวนนะครับ เรียนอยู่สาขาบริหารธุรกิจ อืม...ถ้าผมเดาไม่ผิด คุณคงเรียนอยู่สาขาบัญชีใช่ไหม สาวๆ สาขาบัญชีสวยกันทุกคนเลยนะครับ” เซี่ยเหอซวนส่งยิ้มอย่างมีเสน่ห์ให้หญิงสาว
“ฉัน...ฉันชื่อหวังลี่ปิงค่ะ” หวังลี่ปิงได้ยินคำชมจากชายหนุ่มก็ยิ่งเขินเข้าไปใหญ่
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” เซี่ยเหอซวนปล่อยมือหญิงสาว “ถ้าคุณไม่เป็นอะไรแล้ว งั้นผมคงต้องขอตัวกลับก่อนนะครับ”
“ฉันยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลยนะคะ” หวังลี่ปิงเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างนึกเสียดาย ในชีวิตนี้เธอยังไม่เคยเจอใครหล่อเหลาเท่านี้มาก่อน แม้แต่ญาติผู้พี่ของเธอก็ยังหล่อสู้ผู้ชายคนนี้ไม่ได้ เธอจึงอยากจะคุยกับเขาให้นานกว่านี้อีกหน่อย
เซี่ยเหอซวนยิ้มกว้าง “ถ้าคุณอยากขอบคุณผมจริงๆ เอาไว้วันหลังเราค่อยไปหาอะไรกินดีไหมครับ ผมรู้จักร้านอาหารดีๆ ในปักกิ่งเยอะเลย”
“ได้ค่ะ วันหลังฉันขอเลี้ยงข้าวคุณเพื่อเป็นการตอบแทนนะคะ” หวังลี่ปิงยิ้มกว้างอย่างดีใจที่เขาไม่ปฏิเสธ
“มีโอกาสได้ทานข้าวกับสาวสวยทั้งที ผมคงไม่ปฏิเสธแล้วล่ะครับ ผมจะรอวันนัดของเรานะครับคนสวย”
เซี่ยเหอซวนยิ้มแล้วเดินออกไปสมทบกับเพื่อนนักศึกษาชายที่หน้าตึกคณะ แต่ทันทีที่เขาหันหลังเขาก็หุบยิ้ม ทีแรกเขาตั้งใจจะเข้าไปตีสนิทกับหล่อนเพื่อทำความรู้จักกับโจวอ้ายเหม่ย แต่หลังจากที่ได้สัมผัสหัวไหล่กลมมนนั้นแล้วความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป ‘ผู้หญิงปักกิ่งมีแต่พวกหิวเงิน ได้เปลี่ยนรสชาติไปหาสาวใสซื่อแสนบริสุทธิ์จากชนบทบ้างก็น่าจะดี เก็บหล่อนไว้เป็นของเล่นแก้เบื่อไปพลางๆ เอาไว้เราเบื่อหล่อนเมื่อไหร่ค่อยหันไปหาโจวอ้ายเหม่ยก็ได้’
ส่วนหวังลี่ปิงก็มองตามหลังชายหนุ่มอย่างปลื้มใจ ‘คุณเซี่ยเหอซวนหล่อกว่าเจียงโม่โฉวเป็นร้อยเท่า ถ้าฉันเดาไม่ผิด คุณเหอซวนต้องเป็นคุณชายจากครอบครัวร่ำรวยแน่ๆ คอยดูเถอะโจวอ้ายเหม่ย ถ้าฉันจีบคุณเหอซวนติดเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นฉันจะควงเขาไปเย้ยเธอกับไอ้คนรวยจอมปลอมอย่างเจียงโม่โฉวให้ได้’
ส่วนโจวอ้ายเหม่ยกับเจียงโม่โฉวไม่ได้รับรู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังคิดถึงพวกเขาอยู่ เพราะทั้งสองคนถูกเจียงโม่หลานพาไปเดินสำรวจห้างสรรพสินค้าจนได้ของมาเต็มไม้เต็มมือ ทั้งยังได้ปั่นจักรยานคันใหม่สุดโก้กลับบ้านด้วยอีกหนึ่งคัน