เมื่อกลับมาที่ห้อง ถังโยวคิดจะนอนต่อ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็นอนไม่หลับ นางลุกจากเตียงและเดินไปหาลวี่เยา ทว่ากลับเห็นลวี่เยานั่งอยู่บนตอไม้ในสวน กำลังอุ้มนกพิราบตัวหนึ่งและให้อาหารมัน
ถังโยวสงสัยจึงหันไปมอง พลางถาม “นกพิราบมาได้อย่างไร?”
ลวี่เยาตอบกลับซื่อ ๆ “บินมา”
ถังโยวกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เลียปากเล็กน้อยกล่าว “เอามาให้ข้า ข้าจะตุ๋นกิน”
ลวี่เยาใช้นิ้วดีดลำตัวนกพิราบ นกพิราบตัวนั้นบินหนีไป ที่ขาของมันมีจดหมายเล็ก ๆ ผูกติด มิอาจทราบได้ว่ามันกำลังบินไปที่ใด
ถังโยวร้องตะโกนด้วยความตกใจ พลางแยกเขี้ยวยิงฟันไล่จับมัน ทว่าแม้แต่ขนก็ยังจับไม่ได้ นางจ้องมองนกพิราบที่บินไกลออกไป ก่อนกล่าวตำหนิ “เจ้ามันโง่ แค่นกพิราบตัวเดียวยังจับไม่ได้!”
ลวี่เยามองนกพิราบ ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนตบชายกระโปรงและยืนขึ้นกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้าอยากกินคนไหม? ข้าไปจับมาให้ไหม?”
ถังโยวเห็นแววตาเป็นประกายของลวี่เยา เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายมิได้ล้อเล่น ใจก็เกิดหนาวเหน็บ นางหัวเราะแห้ง “ไม่...ไม่แล้ว”
ลวี่เยากำลังจะกลับห้อง ถังโยวพลันตะโกน “เดี๋ยว ลวี่เยา ออกไปเดินเล่นเป็นเพื่อนข้าหน่อย” จากนั้นหันหลังตะโกน “หงซิ้ว ออกมา!”
หงซิ้วรีบวิ่งออกไป การเคลื่อนไหวของนางพิเศษมาก ราวกระต่ายที่ดูมีชีวิตชีวา อีกทั้งยังกระโดดไปมา
หงซิ้ว ลวี่เยา สองสาวใช้ผู้อัปลักษณ์ รวมกับถังโยวที่ตัวอ้วนกลม กำลังเดินเข้าเมืองไปด้วยกัน
ในยุคสมัยนี้มิได้เคร่งครัดเรื่องการวางตัวของบุรุษและสตรีมากนัก โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายหญิงมีอำนาจ หลังจากที่สตรีควบคุมอำนาจส่วนกลาง การปฏิบัติต่อเพศหญิงก็มิได้ทารุณเช่นนั้นแล้ว ตามท้องถนนมีสตรีเดินขวักไขว่อยู่ไม่น้อย เพียงแต่บุตรสาวที่มาจากตระกูลใหญ่จะสวมหมวกมู่หลี และค่อนข้างพิถีพิถันเล็กน้อย
หงซิ้วรู้ดีว่าในใจถังโยวมองลวี่เยาต่างออกไปแล้ว จึงคิดแข่งขันเพื่อแย่งชิงความโปรดปราน ประเดี๋ยวกางพัดให้ ประเดี๋ยวดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อให้ ถังโยวรังเกียจที่ผ้าเช็ดหน้าของหงซิ้วสกปรก จึงปัดมันตกพื้น
ลวี่เยาเดินตามหลังถังโยวไปเงียบ ๆ ราวกับไร้ตัวตนในโลกมนุษย์ เดินสงบนิ่งอยู่ระหว่างนรกและสวรรค์ ความครึกครื้นรอบตัวเมื่อเทียบกับความอ้างว้างในใจนาง ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ราวกับนางกำลังยืนอยู่ต่างโลก มองความฟุ้งเฟ้อเบื้องหน้า โดยมิอาจเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน และยิ่งไม่สามารถจับต้องของสวยงามเหล่านั้นได้
นางไม่รู้ว่าตนเองอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ถึงกระนั้น เพราะความหมกมุ่นในใจ นางจึงได้ดื้อรั้นอยู่มานานหลายวันหลายคืน
วันนี้เห็นหวาอี๋เหนียงและสาวใช้ในบ้านเอะอะโวยวาย แม้ว่านางจะรำคาญ แต่กลับรู้สึกอิจฉาเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นหวาอี๋เหนียงหรือถังโยว พวกนางล้วนมีเป้าหมายในชีวิต ต้องการกุมอำนาจในบ้านตระกูลถัง เรื่องเหล่านี้ดูง่ายในสายตาของนาง ทว่าพวกนั้นกลับแก่งแย่งชิงดีกันได้ทุกวัน ในโลกของนาง พวกนั้นเป็นเพียงตัวละครเล็ก ๆ อย่างมิต้องสงสัย แต่กลับ...ใช้ชีวิตอย่างสดใสได้เช่นนั้น สุขเพราะได้รับ เจ็บปวดเพราะสูญเสีย โกรธแค้นเพราะเป็นทุกข์ โศกเศร้าเพราะความรัก...
เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต นางมักคิดหาวิธีมีชีวิตต่อไปอยู่เสมอ จากนั้นตามหาของเซ่นไหว้กลับมา และสังเวยสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตให้สำเร็จ
ทว่าตามหามานานวัน รอคอยอย่างขมขื่นมาแรมปี จนตอนนี้นางแทบจดจำรูปลักษณ์ของคนผู้นั้นไม่ได้แล้ว หากนางสามารถหาเขาพบจริง ๆ เขาจะยังเหมือนเดิมไหม? ดังเช่นนางที่ไม่แก่ชรา? เฮ้อ...
หูเหยียน อ้อ ตอนนี้นางคือลวี่เยา ลวี่เยาคิดหากวันหนึ่งนางเกิดหมดสนุกขึ้นมาจริง ๆ นางจะนั่งข้างเตียงของชวีหนานอี บอกเขาว่านางคือปีศาจสาวที่เขาตามหามาตลอด จากนั้นให้เขาเลือกวิธีที่อยากใช้ฆ่านางมากที่สุด และสุดท้ายนางก็จะไม่เลือกตายด้วยวิธีนั้น
โอ้ นางช่างตรงไปตรงมายิ่งนัก
อันที่จริง มีชีวิตอยู่ต่อก็มิได้น่าเบื่อขนาดนั้น อย่างน้อยนางก็ได้รู้ว่ามีบุรุษผู้หนึ่งที่โหยหานางอยู่ตลอด คะนึงถึงนาง ต้องการให้นาง...ตาย!
เฮ้อ ไม่ใช่สิ มิได้มีเพียงชวีหนานอีเท่านั้น นางยังมีฮัวชิงหร่าน ทั้งคู่ให้ความสำคัญกับความเป็นความตายของนาง เห็นได้จากการที่ฮัวชิงหร่านไล่ตามนางมาไกลเป็นพันลี้จนถึงเขตลิ้วเหอ มีบุรุษรูปงามไร้ที่ติสองคนคะนึงถึงนางเช่นนี้ มันดีจริง ๆ หรือ? หึ ๆ...
ลวี่เยากำลังมีความสุข อารมณ์เต็มเปี่ยมด้วยความสดใสขึ้นมาทันใด
นางแหงนหน้า พลางยิ้มมุมปาก
ทันทีที่แหงนหน้า ก็ตกใจจนทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาต้องสูดหายใจลึกด้วยความตื่นตระหนก
ทันทีที่แหงนหน้า ก็บังเอิญเห็นกลุ่มคนและม้าเคลื่อนเข้ามาใกล้ เมื่อมองผ่าน ๆ พบว่ามีม้าประมาณยี่สิบเอ็ดตัว!
ดี เป็นฉากที่ยอดเยี่ยมมาก!
กลุ่มคนเหล่านั้นกำลังควบม้าสูงใหญ่ที่มีขนดำขลับ พวกเขาสวมชุดสีดำแบบเรียบง่าย มีเสื้อคลุมสีแดงไว้กันลม ท่าทางขณะควบม้าไปด้านหน้า ช่างสะดุดตาราวกับใบเรือสีแดงที่ถูกยกให้ลอยขึ้น
คนแรกที่ควบม้านำหน้า สวมชุดขี่ม้าสีดำพาดลายเปลวเพลิงด้านข้าง ทับด้วยเสื้อคลุมสีเดียวกัน โบยบินไปในสายลม
ผมดำยุ่งเหยิงมิได้ถูกมัดขึ้น มันปลิวไสวไปตามลม เห็นได้ถึงความไม่ระวังตน ผิวสีน้ำตาลเข้มเปล่งประกายเย้ายวนภายใต้แสงแดดแผดเผา ดุจข้าวสาลีสุกที่ดึงดูดเหล่าสตรีผู้หิวโหยให้ปีนขึ้นไปหา
บุรุษผู้นั้นคิ้วหนาดกดำ ใบหน้าดังภาพวาด สัดส่วนทั้งห้าบนใบหน้าช่างลึกซึ้งสง่างาม ดวงตาดุจเหวลึกดำสนิทราวหินสลักที่ส่องแสง สะท้อนความโหดเหี้ยมและดุร้ายที่แผ่ออกมา จมูกโด่งเป็นสันราวถูกสลักขึ้นอย่างประณีตโดยช่างฝีมือดี ริมฝีปากบางเฉียบเปี่ยมด้วยความกำเริบเสิบสานและเย็นชา มีไฝสีชาดที่ติ่งหูข้างซ้าย ประดุจต่างหูพลอยสีแดงที่มีเสน่ห์ จนทำให้ไม่กล้ามองตรง ๆ
เขตลิ้วเหอเคยมีบุคคลเช่นนี้ปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใด?
ชั่วขณะหนึ่ง ผู้คนที่ผ่านไปมาต่างจ้องมองด้วยความตกตะลึง
ถังโยวอ้าปากกว้าง จ้องมองบุรุษผู้นั้นอย่างตกตะลึง กระทั่งกลุ่มคนและม้าเคลื่อนผ่านไป จึงได้คืนสติ นางพ่นฝุ่นควันที่อยู่ในปากกล่าว “เขตลิ้วเหอนี้มีสมบัติล้ำค่าอยู่จริง ๆ” มิเช่นนั้นบุรุษรูปงามมากมายจะแห่มาที่นี่ด้วยเหตุใด? เสี้ยนลิ่งชวีหนานอีเรียกได้ว่าเป็นผู้มีเสน่ห์เย้ายวน ฮัวชิงหร่านก็เป็นดั่งเทพเซียนโดนเนรเทศมาจุติบนโลก ไป๋จื่อชีแม้ชั่วร้าย แต่ก็เป็นบุรุษรูปลักษณ์ดีที่สุดคนหนึ่งในเขตลิ้วเหอ บุรุษที่เพิ่งควบม้าผ่านไปอย่างบ้าคลั่งด้วยท่าทางหยิ่งทะนงนั้น ทำให้หญิงสาวมากมายในเขตลิ้วเหอถึงกับนอนไม่หลับ!
หัวใจของถังโยวเต้นเร็วมาก จนนางรู้สึกเวียนหัว เพื่อคงไว้ซึ่งอาการใจเต้นเพราะบุรุษรูปงาม นางตัดสินใจว่าจะไปฟังยาวจิ่วขับร้อง
ยาวจิ่วตอนนี้คงเปลี่ยนชื่อเป็นเยี่ยนกุยแล้วกระมัง? ไม่ว่าจะชื่ออะไร เขาก็ยังเป็นคนที่งดงามคนหนึ่งในใต้หล้า เป็นปีศาจที่มีเสน่ห์แพรวพราว! ได้ยินเพียงว่าเขารับช่วงต่อโรงละครตระกูลเยี่ยน ทว่ายังไม่เคยมีโอกาสได้ฟังเขาขับร้อง
เมื่อถังโยวคิดว่าจะได้มองเยี่ยนกุยในระยะใกล้ ก็รู้สึกตื่นเต้นอดใจรอต่อไปไม่ไหว
นางโบกมืออ้วน ๆ พลางตะโกน “ไป ๆ ๆ เราไปฟังเยี่ยนกุยขับร้องกัน” นางเดินนำไปได้สองก้าว กลับพบว่าลวี่เยามิได้ตามมา
เมื่อถังโยวหันกลับไปก็เห็นลวี่เยาหันหลังให้ นางหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปด้านหน้าลวี่เยา ขณะที่กำลังจะต่อว่า นางกลับผงะเมื่อเห็นท่าทีของลวี่เยา
หยดน้ำใสไหลลงมาที่ขอบตาของลวี่เยาอย่างช้า ๆ ราวกับสายน้ำที่ค่อย ๆ หล่อเลี้ยงผืนดินที่แห้งผาก ทิ้งร่องรอยความชุ่มชื้นและละเอียดอ่อนบนใบหน้าซึ่งผ่านการแต่งหน้ามาอย่างหนัก ขณะนี้ ถังโยวเห็นความรู้สึกบางอย่างบนใบหน้าของลวี่เยา นางจ้องมองอย่างพิจารณาครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติราวกับตื่นจากฝัน แล้วเรียกมันว่า “ความมีชีวิตชีวา”
ใช่ มีชีวิตชีวา
แม้ว่าถังโยวจะซื้อตัวลวี่เยามาได้ไม่นาน แต่กลับรู้สึกว่าลวี่เยามิใช่คนจิตใจเปราะบางและขี้แยถึงเพียงนี้ ซ้ำยังอาจกล่าวได้ว่าลวี่เยาเป็นคนโง่ที่โหดเหี้ยมคนหนึ่งเลยทีเดียว นางสามารถเคี้ยวได้ตลอด สามารถถูกคนต่อว่าโดยไม่แยแส และยังสามารถมองนกนางแอ่นที่โบยบินอยู่บนฟ้าได้อย่างโง่เขลา แต่ที่ผ่านมาถังโยวไม่เคยคิดว่าลวี่เยาจะเป็นคนที่ถูกรังแกได้ง่าย เอ๋? ไฉนหัวข้อสนทนากลับมาหยุดที่เรื่องลวี่เยาเป็นคนที่ถูกรังแกง่ายหรือไม่? ถังโยวพบว่า วันนี้ความรู้สึกของนางช่างท่วมท้นล้นเอ่อจนกลายเป็นอุทกภัย อย่างแรกคือโดนบุรุษรูปงามกระตุ้นจิตใจ ตอนนี้มาถูกน้ำตาของลวี่เยาทิ่มแทงเข้ากลางใจอีก เห็นได้ชัดว่าวุ่นวายไปหมด
ถังโยวลอบรำพึงโง่ ๆ กับตนเอง จด ๆ จ้อง ๆ ก่อนจะถามออกไป “ลวี่เยา เจ้าร้องไห้ทำไม?”
เสน่หาชั่วกัลป์เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ
ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้าขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g
***ถึงจะมี Ebookแล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***