“เจ้าพักอยู่ที่ตำหนักฝูซวงเถิด พอดีเมื่อหลายวันก่อนข้าเคยมาค้างแรมที่นี่ พวกตั่งนอนและเครื่องนอนต่าง ๆ ล้วนมีพร้อมสรรพ” อวิ๋นเป่ยเยี่ยหันไปมองตั่งนอนนุ่มข้างโต๊ะ
ใช้แท่นบรรทมมังกรที่ฮ่องเต้เคยประทับงั้นหรือ?
นี่มันเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เลยนะ!
อวิ๋นตั๋วตั๋วดูดนิ้วมือน้อย ๆ ลอบบ่นในใจ เสด็จพ่อ ทำเช่นนี้จะไม่เหมาะกระมัง!
แม้ตอนนี้นางจะเป็นเพียงทารกน้อย แต่นางก็เป็นทารกหญิงนะเพคะ การให้หญิงชายอยู่ร่วมห้องกันตามลำพัง เกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นัก!
“ฝ่าบาท ทำเช่นนี้จะ...” จ้าวจงเฉวียนขมวดคิ้วแน่น ลังเลว่าจะเอ่ยทัดทานเรื่องนี้ออกมาอย่างไรดี
“เอาผ้าม่านมากางกั้นไว้ตรงกลางตำหนักฝูซวงเสีย ถือว่าเป็นการแบ่งสัดส่วนระหว่างจินจิ่นจือกับตั๋วตั๋วก็แล้วกัน รอให้ตั๋วตั๋วโตขึ้นอีกสักหน่อย ข้าจะหาองครักษ์ที่เหมาะสมมาคอยเฝ้าอยู่หน้าตำหนักบรรทมเอง”
แค่กางม่านกั้นไว้ เสด็จพ่อ นี่มันจะลวก ๆ เกินไปหน่อยหรือไม่? แบบนี้มันเหมาะสมจริง ๆ หรือ?
อวิ๋นตั๋วตั๋วขมวดคิ้วน้อย ๆ ในใจอดกังวลไม่ได้ หากสามีในอนาคตของนางรู้ว่าเคยมีบุรุษมานอนร่วมห้องกับนาง เขาจะหึงหวงหรือไม่? เรื่องนี้จะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและทำลายความบริสุทธิ์ผุดผ่องของนางหรือไม่?
อวิ๋นเป่ยเยี่ยอุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วขึ้นมา ตอนนี้เป็นช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน จำเป็นต้องมีคนคอยคุ้มกันอยู่ข้างกายอย่างใกล้ชิด
ด้วยวรยุทธ์ที่ล้ำเลิศของจินจิ่นจือ อีกทั้งยังสามารถบุกเข้าไปช่วยตั๋วตั๋วออกมาจากกองเพลิงได้ เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้มีจิตใจดีงาม อีกทั้งยังมีความกล้าหาญและมีไหวพริบ ให้เขาอยู่ข้างกายตั๋วตั๋ว ฮ่องเต้ถึงจะวางพระทัย
“ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะปกป้องความปลอดภัยขององค์หญิงอย่างสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ”
“จ้าวกงกง ไปหาแม่นมที่ไว้ใจได้และหน่วยก้านดีมาดูแลองค์หญิงน้อยสักสองสามคน ในระหว่างที่นางกำนัลผู้นั้นยังไม่ออกจากซินเจ่อคู่ จะต้องมีคนคอยปรนนิบัติดูแลชีวิตประจำวันขององค์หญิง”
“พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เมื่อฟังอวิ๋นเป่ยเยี่ยมอบหมายงานให้จ้าวจงเฉวียนทีละเรื่อง ๆ อวิ๋นตั๋วตั๋วก็ชักจะสงสารท่านลุงจ้าวขึ้นมานิด ๆ แล้ว ในวังมีคนตั้งมากมาย แต่งานใหญ่หรืองานรับมือยาก ล้วนตกไปอยู่บนหัวของท่านลุงจ้าวทั้งสิ้น
“ฝ่าบาท ฮองเฮาทรงรออยู่หน้าตำหนักพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หน้าประตูตำหนักฝูซวงเข้ามารายงาน
“ฮองเฮางั้นหรือ? นางมาทำอะไร? เรื่องของลูกชายนางตรวจสอบกระจ่างแล้วหรือ?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยเลิกคิ้วขึ้น “ให้นางเข้ามา”
วันนี้เจาหยวนฮองเฮายุ่งเป็นอย่างมาก เริ่มจากไปที่โรงชำระล้าง จับตัวหลี่เอ้อร์ ขันทีสุนัขรับใช้ที่คอยส่งข่าว จากนั้นก็ไปอาละวาดที่ตำหนักเฝ่ยชุ่ยของเฉินเฟย ตบหน้าเฉินเฟยไปหนึ่งฉาด แล้วก็ตบหน้าโค่วตาน นางกำนัลคนสนิทแห่งตำหนักเฝ่ยชุ่ยไปอีกหนึ่งฉาด
เวลานี้ พอได้ยินว่าอวิ๋นเป่ยเยี่ยอยู่ที่ตำหนักฝูซวง นางจึงรีบรุดมาที่นี่อย่างไม่ลดละ
“หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” เจาหยวนฮองเฮาคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อทำความเคารพ
“ฝ่าบาท หม่อมฉันตรวจสอบจนกระจ่างแล้วเพคะ ล้วนเป็นเพราะนางแพศยาแห่งตำหนักเฝ่ยชุ่ยผู้นั้น มันพาสุนัขตัวน้อยสีขาวของอี้ป๋อไปที่ห้องพระ จากนั้นก็ให้ขันทีไปหลอกล่อลูกชายของหม่อมฉันให้ตามไปเพคะ ส่วนหนึ่งก็ต้องโทษที่หม่อมฉันดูแลอี้ป๋อได้ไม่ดีพอเพคะ”
อวิ๋นเป่ยเยี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย เรียบเรียงความคิด “ความหมายของเจ้าก็คือ เฉินเฟยเป็นคนสั่งการให้ขันทีหลอกล่อองค์ชายใหญ่ไปที่ห้องพระอย่างนั้นหรือ?”
“ฝ่าบาททรงปรีชา เป็นเช่นนั้นเพคะ” เจาหยวนฮองเฮาพยักหน้า
“เฉินเฟยจะทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร? นางจะใส่ร้ายองค์ชายใหญ่ไปทำไม? แล้วไฟที่ห้องพระนั่น เฉินเฟยเป็นคนจุดหรือ?”
เผชิญกับคำถามสามข้อรวดของอวิ๋นเป่ยเยี่ย เจาหยวนฮองเฮาถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ตอบอะไรไม่ออก เมื่อเช้าตอนอยู่ที่ตำหนักเฝ่ยชุ่ย เฉินเฟยยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย เป็นฝีมือของนางกำนัลโค่วตานเพียงคนเดียว
แต่คนที่มีสมองสักหน่อยย่อมรู้ดีว่า หากไม่มีเจ้านายคอยสั่งการ ต่อให้ขอยืมความกล้ามาอีกสิบเท่า นางกำนัลตัวเล็ก ๆ ก็คงไม่กล้าลงมือทำอะไรตามอำเภอใจแน่
ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าลูกชายของนางถูกคนที่เฉินเฟยส่งมาหลอกล่อไปที่ห้องพระจริง ๆ แต่เฉินเฟยทำไปทำไมกันล่ะ? หรือว่าไฟที่ห้องพระจะเป็นฝีมือของนางจริง ๆ ?
อวิ๋นเป่ยเยี่ยมองดูเจาหยวนฮองเฮา แล้วลอบถอนหายใจในใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ฮองเฮาผู้นี้หนอ สมองช่างไม่ค่อยจะพัฒนาเอาเสียเลย
“จ้าวจงเฉวียน ไปสืบมาให้กระจ่างว่าเฉินเฟยหลอกล่อองค์ชายใหญ่ไปที่ห้องพระเพื่อจุดประสงค์ใดกันแน่? แล้วก็ ไฟนั่นตกลงเป็นฝีมือของเฉินเฟยหรือไม่?”
พอจ้าวจงเฉวียนได้ยินฮ่องเต้เรียกชื่อตนเอง หัวใจก็พลันกระตุกวูบ
[จบกัน งานเข้าอีกแล้ว! คืนนี้คงไม่ได้หลับไม่ได้นอนอีกตามเคย!]
เมื่ออวิ๋นตั๋วตั๋วได้ยินเสียงโอดครวญในใจของจ้าวจงเฉวียน นางก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา ท่านลุงจ้าว ขออภัยด้วยนะเพคะ เป็นเพราะตั๋วตั๋วแท้ ๆ ที่ทำให้ท่านต้องรับภาระงานหนักอึ้งขนาดนี้
“พ่ะย่ะค่ะ บ่าวรับพระบัญชา จะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“จิ่นจือเอ๋ย องค์หญิงน้อยคงต้องฝากให้เจ้าดูแลแล้ว ข้าจะกลับตำหนักจื่อเฉินก่อน”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ น้อมส่งเสด็จฝ่าบาท” จินจิ่นจือทอดสายตามองส่งอวิ๋นเป่ยเยี่ยจนเสด็จจากไป
เมื่อเสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออกไป จินจิ่นจือก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอวิ๋นตั๋วตั๋ว เขาก้มมองนางแล้วส่งยิ้มให้ จากนั้นก็กวาดสายตาสำรวจรอบด้านอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดน่าสงสัย จึงเดินไปปิดประตูลง
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองดูสีหน้าและท่าทางของเขาแล้วก็เริ่มระแวดระวังตัวขึ้นมา หลังจากที่ผ่านการถูกลอบสังหารมาถึงสองครั้ง นางก็อ่อนไหวกับเรื่องพรรค์นี้เป็นอย่างมาก ร่างกายพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที
แย่แล้ว พี่ชายองครักษ์ ท่านจะปิดประตูทำไมกัน?
อวิ๋นตั๋วตั๋วรู้สึกสงสัย หรือว่าพี่ชายสุดหล่อคนนี้จะเป็นสายลับสองหน้า วันนี้ตั้งใจจะมาเอาชีวิตนางกันแน่?
หัวใจของอวิ๋นตั๋วตั๋วเต้นรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก
ไม่ถูกสิ พอนึกอีกที วันนั้นเขาเป็นคนช่วยนางออกมาจากกองเพลิงเอง คงไม่ถึงขั้นต้องลงแรงมากมายเพื่อกลับมาฆ่านางหรอกกระมัง ไม่น่าจะใช่ ไม่น่าจะใช่
จินจิ่นจือถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนเองออก
อวิ๋นตั๋วตั๋วเริ่มลุกลี้ลุกลน สิ่งที่ไม่สมควรดู ก็อย่าดู! แล้วทำไมถึงต้องถอดเสื้อผ้าด้วยเล่า? นางยกมือน้อย ๆ ขึ้นมาปิดตาตัวเองเอาไว้
แต่แล้วก็ค่อย ๆ กางนิ้วมือออกเล็กน้อย แล้วแอบมองการกระทำของจินจิ่นจือผ่านร่องนิ้ว เขาค่อย ๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกทีละชิ้น ๆ จนกระทั่งถอดเสื้อตัวในออกเป็นชิ้นสุดท้าย
ว้าว รูปร่างดีมาก!
แผ่นหลังอันแข็งแกร่งและหน้าท้องที่มีสัดส่วนสมบูรณ์แบบของจินจิ่นจือเผยให้เห็นประจักษ์แก่สายตา กล้ามเนื้อแขนเรียงตัวสวยงาม ลำคอตั้งตรงได้สัดส่วนรับกับร่างกาย
อวิ๋นตั๋วตั๋วเบิกตากว้าง นี่มันคือสิ่งที่นางสามารถดูได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อตั๋วเลยงั้นหรือ?
มือน้อย ๆ ของอวิ๋นตั๋วตั๋วค่อย ๆ ลดลงมา ดวงตากลมโตไม่กล้ากะพริบแม้แต่ครั้งเดียว เพราะกลัวว่าจะพลาดช็อตเด็ดอะไรไป
นางไม่ใช่คนที่จะหลงใหลในรูปโฉมจนขาดสติหรือใจเต้นแรงง่าย ๆ ทว่าเมื่อได้เห็นเรือนร่างที่สมบูรณ์แบบและเย้ายวนใจตรงหน้า ก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองตาไม่กะพริบ ถึงขั้นอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสลูบไล้ดูสักครั้ง
จินจิ่นจือหยิบผงยาออกมา แล้วโรยลงบนบาดแผลบริเวณหน้าอก ผงยาที่โรยลงบนแผลทำให้เขาเจ็บปวดจนเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก
“อ้อแอ้ อ้อแอ้” อวิ๋นตั๋วตั๋วเผลอส่งเสียงร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว
จินจิ่นจือหันกลับมามองอวิ๋นตั๋วตั๋ว เขาไม่อาจคิดได้เลยว่าในหัวของทารกน้อยผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองดูรอยแผลไฟไหม้บนตัวของเขาแล้ว ในใจก็พลันรู้สึกปวดแปลบ ที่พี่ชายสุดหล่อต้องบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะช่วยนางทั้งสิ้น
คงจะเจ็บมากแน่ ๆ เลย
อวิ๋นตั๋วตั๋วกะพริบตากลมโตสุกใส จ้องมองจินจิ่นจืออย่างพิจารณา แต่มองไปมองมา น้ำลายของอวิ๋นตั๋วตั๋วก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว รู้สึกได้เพียงความเปียกชื้นที่มุมปาก
จินจิ่นจือสัมผัสได้ถึงสายตาเร่าร้อนที่จ้องมองมา เขาจึงรีบสวมเสื้อผ้าและผูกสายรัดเอวให้เรียบร้อย ก่อนจะหันกลับมามองคนตัวเล็กที่อยู่บนเตียง
แววตาของจินจิ่นจือเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำลายที่มุมปากให้อวิ๋นตั๋วตั๋วอย่างแผ่วเบา
ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้เพียงคืบ ทำเอาอวิ๋นตั๋วตั๋วถึงกับลุกลี้ลุกลน
ขนตาของเขายาวจังเลย