บทที่ 32 ชัยชนะ
“อำเภอเหลียนซานนี้ตกเป็ของข้า สวีเทา แล้ว!”
สวีเทาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง พลางใช้ดาบของตนโจมตีใส่เมิ่งโค่ว
แม้ว่าเมิ่งโค่วจะเป็ยอดยุทธ์คนหนึ่ง แต่เขาก็สามารถต้านทานการโจมตีได้ไม่กี่ครั้งเท่านั้น
สุดท้ายแล้วตัวเขาก็ยังต้องตายอยู่ดี
“ทุกคนรีบถอยออกไปซะ!”
เมิ่งโค่วคำรามสั่งเสียงดังด้วยั์ตาแดงก่ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้แลกชีวิต
เขาเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ ทำการสกัดการโจมตีของคู่ต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาให้ทหารที่อยู่ด้านหลังหนีไป บุตรสาวของเขาตายแล้ว กองทัพที่เขานำเองก็พ่ายแพ้ เขาจึงไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
“เ้าหนีไม่พ้นหรอก!”
ดาบของขบวนทัพฟันตรงไปทางเมิ่งโค่ว
ขณะที่เมิ่งโค่วกำลังจะต่อต้าน ดาบั์เหนือหัวของเขาก็พลันหายวับไป
ทุกคนในสนามรบตะลึงงัน
สถานการณ์นี้มันอย่างไรกัน?
เหตุใดดาบั์นั้นถึงได้หายไป?
เห็นกันชัด ๆ ว่าขบวนของกองทัพฝั่งอำเภอผิงสุ่ยหาได้ถูกทำลายนี่?
ทันใดนั้นทุกคนก็ตระหนักถึงบางสิ่ง จึงพากันมองไปทางด้านหลังของกองทัพอำเภอผิงสุ่ย
ซึ่งที่นั่นมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ร่างอาบไปด้วยเื กำลังขี่ม้าขาวกวัดแกว่งดาบพุ่งเข้าใส่กลุ่มทหารอย่างบ้าคลั่ง
ลูกไฟลูกแล้วลูกเล่าถูกยิงออกไป ร่างมายาของซากศพลอยเต็มท้องฟ้า ย้อมทั่วบริเวณให้เป็สีแดงฉาน
เนื่องจากขบวนทัพแตกกระเจิง ผู้คนรอบข้างจึงพากันหลบหนีด้วยความหวาดกลัว
"ผิงอัน?!"
“เ้าเจียงผิงอัน!”
เมื่อเห็นเงาร่างของเด็กหนุ่ม เมิ่งโค่วกับสวีเทาก็ะโออกมาพร้อมกัน
หากคนหนึ่งะโด้วยความตื่นเต้นยินดี ส่วนอีกคนหนึ่งกลับเต็มไปด้วยความโกรธ
“ท่านพ่อ!!” เมิ่งจิงพลันส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นท่านพ่อของนาง
“เสี่ยวจิง!” เมิ่งโค่วเองก็ร้องเรียกนางด้วยความดีใจ
“เป็ไปได้ยังไง! เหตุใดพวกเ้าถึงยังไม่ตาย!” สวีเทาคำรามด้วยความโกรธจัด ขณะมองดูเจียงผิงอันทะลวงรูปแบบขบวนเข้ามาใกล้
เ้าหม่าหลินไร้ประโยชน์นั่นทำบ้าอันใดอยู่กัน!
ท่ามกลางบรรดากองทหารนับพัน เจียงผิงอันได้ออกอาละวาดไม่หยุด ทางสัตว์ภูตกลายพันธุ์สีขาวที่เขาขี่นั้นปราศจากรอยเืแม้เพียงหยดบนร่างกาย จนดูศักดิ์สิทธิ์และไร้ซึ่งตำหนิใด ๆ มันทำการย่ำเหยียบลงบนศพที่ล้มลงด้วยความเร็วสูงลิ่ว
โดยกองทหารจำนวนนับพันนั้นไม่หลงเหลือผู้ใดอยู่เลย!
“ไอ้สารเลวจ้อยร่อยนี่! บัดซบเอ๊ย!”
สวีเทาเดือดดาลยิ่ง เขาเกือบฆ่าเมิ่งโค่วได้แล้ว แต่เจียงผิงอันกลับทำลายรูปแบบขบวนทัพของเขาทิ้ง
สวีเทาจับบังเหียนม้าศึกเตรียมเข้าไปจัดการกับอีกฝ่าย แต่ในขณะนี้เอง รัศมีที่น่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏขึ้นจากด้านหลังตน ด้วยสัญชาตญาณ เขาจึงหันไปยกดาบขึ้นเพื่อสกัดกั้นมัน
“คู่ต่อสู้ของเ้าคือข้า!” เมิ่งโค่วทิ้งการป้องกันไปโดยสิ้นเชิง เขาบุกเข้าโจมตีอย่างห้าวหาญ
บุตรสาวเกือบเกิดเื่ ทั้งกองทัพเกือบถูกทำลาย เขาจึงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อลบล้างความผิดในใจตน
ครั้นการต่อสู้ระหว่างยอดยุทธ์สองคนปะทุขึ้น ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
แค่เศษหินที่เกิดจากคลื่นอากาศในการปะทะของทั้งสองก็สามารถฆ่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปได้แล้ว
เจียงผิงอันรีบพุ่งผ่านกองทัพอำเภอผิงสุ่ยไป จนมาหยุดอยู่ข้างหลี่อวิ๋นเทียน
"ผู้เฒ่าหลี่ ฝากท่านดูแลนางด้วย"
เจียงผิงอันส่งเมิ่งจิงในอ้อมแขนให้
"เ้า..." หลี่อวิ๋นเทียนมองเจียงผิงอันซึ่งอาบไปด้วยเืและปกคลุมไปด้วยจิตสังหาร เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ
เจียงผิงอันป้อนโอสถรวมปราณห้าเม็ด ให้กับเสี่ยวไป๋ ก่อนจะใช้โอสถปราณโลหิตสองเม็ดกับตัวเอง แล้วกลับเข้าสู่สนามรบ
"ฆ่า!!"
ทหารอำเภอเหลียนซานที่เมื่อครู่เกือบตายไปแล้วนั้น พวกเขาต่างลอบกล้ำกลืนความแค้นอยู่นาน ครั้นเห็นเด็กหนุ่มและท่านแม่ทัพของตนได้เปิดฉากสู้ พวกเขาก็พากันส่งเสียงคำรามแล้วพุ่งเข้าไปหากองทัพฝ่ายตรงข้าม
ศึกตะลุมบอนพลันปะทุขึ้น
หลังจากผละจากเจียงผิงอันมาแล้ว เมิ่งจิงก็รู้สึกคล้ายกับว่ามีบางอย่างขาดหายไป จนอดรู้สึกวูบโหวงในใจไม่ได้
หลี่อวิ๋นเทียนมองดูสีหน้าของเด็กสาวแล้วคลี่ยิ้ม ก่อนจะเปรยว่า "เ้าหนุ่มนั่นก้าวไวนัก จึงไม่ง่ายเลยที่จะไล่ตามให้ทัน จะทำเล่น ๆ ต่อไปไม่ได้แล้วนะ"
“ผู้ใดไล่ตามเขากัน! ข้าหาได้สนใจไม่! เพราะถึงแม้จะทำเล่น ๆ ข้าก็ยังเหนือกว่าเขาได้อยู่แล้ว!”
เมิ่งจิงขบฟันกรอด จนเผยให้เห็นเขี้ยวเล็ก ๆ เหมือนเสือของนาง จากนั้นก็ชักดาบสั้นออกมาแล้วพุ่งตามเข้าไปในสนามรบ
หลี่อวิ๋นเทียนส่ายหัวยิ้ม ๆ อันที่จริงพร์ของเมิ่งจิงไม่ได้อ่อนแอไปกว่าเจียงผิงอัน แต่ติดที่นางขี้เล่นเกินไป ทุกวันจึงเพียงฝึกฝนแบบเล่น ๆ โดยไม่ได้เอาจริงเอาจังเลย
ครั้นสายตาจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มร่างอาบเืที่กำลังขี่ม้าขาวอยู่ หลี่อวิ๋นเทียนก็ราวกับตกอยู่ในภวังค์
“เ้าหนูคนนี้จะต้องโด่งดังไปทั่วเมืองเฮยเฟิงแน่นอน”
การปะทะของดาบและโล่ดังประสานกันจนก่อเกิดเป็บทเพลงแห่งชีวิตและความตาย ทุกการฟันและทุกการปะทะ ต่างเต็มไปด้วยบรรยากาศของนองเือันน่าสะพรึง
ทั้งเสียงของการต่อสู้ เสียงคำราม และเสียงกรีดร้อง ต่างมารวมกันอยู่ในที่เดียว
ดวงอาทิตย์เตรียมเคลื่อนลับฟ้า สายลมแห่งฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยเบา ๆ แสงดาบพร่างพราว เงากระบี่วูบไหว
ทั้งลูกธนูและหอก ทุกเสี้ยวลมหายใจคือจังหวะของการตัดสินความเป็ความตาย
เด็กหนุ่มยังคงขี่ม้าอยู่เพียงลำพัง เขาถือดาบยาว สวมเกราะที่ปริแตก
“ไอ้เด็กเวรนี่! ตายซะ!” นายกองขั้นหนึ่งฝ่ายศัตรูคนหนึ่งพุ่งเข้ามาพร้อมกับหอกในมือ
หอกเล่มนั้นพุ่งโฉบเข้ามาดุจั เผยปลายยอดอันแหลมคมของมัน
เจียงผิงอันคว้าหอกไว้ ภายใต้อิทธิพลของพลังจากเนตรสีเืการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ดูช้าราวกับหอยทาก
ด้วยการฟันอย่างสุ่ม ๆ ศีรษะของนายกองขั้นหนึ่งผู้นั้นก็ปลิวออกไป
ครั้นเห็นเหตุการณ์นี้ ทหารบางส่วนที่้าลอบโจมตีเจียงผิงอันต่างใจนแทบหยุดหายใจ
นายกองขั้นหนึ่งถูกอีกฝ่ายสับทิ้งเหมือนแตงกวา!
เ้าหนูนี่เป็สัตว์ประหลาดแบบไหนกัน เขาอายุแค่สิบสี่เท่านั้นเองนะ!
ทันใดนั้นก็มีเสียงะโดังขึ้นจากด้านหลังอำเภอผิงสุ่ย
“ฆ่า! ฆ่าไอ้สารเลวที่ปล้นอาหารเราพวกนี้ทิ้งซะ!”
“โค่นล้มแม่ทัพอำเภอผิงสุ่ย!”
"เตะพวกมันให้ตาย ล้างแค้นให้กับคนที่เรารักกัน!"
ชาวนากลุ่มหนึ่งรีบตรงมาที่สนามรบพร้อมกับอาวุธที่เก็บมาได้
พวกเขาล้วนโกรธจัดจนั์ตาแดงฉาน
นี่เป็โอกาสดีที่จะก่อฏ พวกเขาจึงต้องทุ่มเต็มกำลังเพื่ออนาคตในวันหน้า
ในความเป็จริง เหตุผลที่เมิ่งโค่ว้าช่วยเจียงผิงอันก็เพื่อการเอาชนะใจผู้คนในอำเภอผิงสุ่ย
ทหารอำเภอผิงสุ่ยหาไม่เคยปฏิบัติต่อประชาชนดี ๆ เลยสักครั้ง หากพวกเขาช่วยเจียงผิงอันไว้ และกระจายข่าวการกระทำของเขาออกไปเพื่อปลุกระดมความคิดของประชาชน ค่อย ๆ สุมไฟในใจของผู้คน
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เมิ่งโค่วจะทันได้ระดมผู้คนมาใช้งาน าก็ปะทุขึ้นเสียก่อน
โดยทั้งหมดนี้เป็ผลงานเจียงผิงอัน อีกฝ่ายจัดการกับหม่าหลินและกลุ่มทหาร โดยทิ้งอาวุธจากซากศพเอาไว้
ชาวบ้านเหล่านี้จึงเก็บอาวุธขึ้น แล้วเป็ผู้นำ นำหมู่บ้านอื่น ๆ ไปสู่ที่ตั้งของอำเภอผิงสุ่ย
ทางผู้คนในอำเภอก็ตามมา เป็ผลให้มีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในสนามรบ
แม้ว่าพลังการต่อสู้ของชาวบ้านจะไม่แข็งแกร่งเท่าไรนัก แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่สามารถต้านทานผู้คนจำนวนมากได้
ด้วยผู้คนนับหมื่นที่รวมตัวกันนั้นน่ากลัวเสียยิ่งกว่าทหารหลายพันคนซะอีก
ภายใต้ความพยายามของประชาชนและทหารของอำเภอเหลียนซาน พวกที่ตายก็ตายไป พวกที่ยอมจำนนก็รีบจำนน
“เพราะเหตุใดกัน! เหตุใดจึงเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น!”
สวีเทารู้ว่ามันจบแล้ว เสียงคำรามด้วยความโกรธดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า
แผนการของเขาสมบูรณ์แบบยิ่ง เพียงสังหารเมิ่งจิง ทำลายกองทัพของเมิ่งโค่ว และชนะา
ภายใต้สถานการณ์ปกติ มันสมควรเป็ไปตามที่เขาวางแผนไว้
ทว่าเขาไม่ได้คาดหวังว่าเด็กหนุ่มที่ตนเคยดูถูกนั่นจะทำลายแผนการที่วางไว้อย่างดีลงเสียย่อยยับ!
ไม่คิดเลยว่าเ้าเด็กนั่นจะสังหารหม่าหลิน ทำลายขบวนทัพ และเปลี่ยนสถานการณ์ของาได้
สวีเทาหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนยรีบโคจรปราณิญญาเข้าไป
“แคว้นหลิงไถพวกเราจะต้องทำให้แคว้นต้าเซี่ยของเ้าได้ชดใช้! ส่วนเ้า ไอ้สารเลวตัวน้อยเจียงผิงอัน ชีวิตนี้เ้าจะไม่มีวันได้หลับอย่างสงบ สักวันข้าจะฆ่าเ้าให้ได้!”
ตัวยันต์กะพริบไหว ทางสวีเทาส่งเสียงคำรามก่อนร่างจะหายวับไปจากสถานที่นั้น
ยันต์เคลื่อนย้าย!
สวีเทาไม่สนใจที่จะสู้ต่อแล้ว เขาฉวยโอกาสนี้หนีไปโดยไม่คิดหันกลับ
คนอื่นจะตายก็ตายไป แต่ตัวเขาจะตายไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อรักษาเนินเขาเขียวขจีไว้ได้ก็ไม่ต้องกังวลเื่ไม่มีฟืนแล้ว
เมื่อไม่มีแม่ทัพ ทหารคนอื่น ๆ จึงล้มเลิกความคิดที่จะต่อต้านทันทีและยอมจำนน
สนามรบเงียบงันไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงโห่ร้องจะกระหึ่มกึกก้อง
“พวกทหารอำเภอผิงสุ่ยถูกจัดการแล้ว!”
“ฮือ ๆ ลูกเอ๋ย เ้าเห็นหรือไม่ พวกที่ทำให้เ้าอดตายนั้นตายกันไปหมดแล้ว”
“ท่านแม่ ไอ้สารเลวพวกนี้ตายแล้ว ท่านโปรดหลับให้สบายเถิด!”
ผู้คนในอำเภอผิงสุ่ยที่ถูกกดขี่ต่างร้องไห้ด้วยความดีใจจนโอบกอดญาติ ๆ ของตน
เจียงผิงอันมองดูสีหน้าเปี่ยมสุขของผู้คน ก่อนจิตสังหารบนใบหน้าของเขาจะค่อย ๆ หายไป
เด็หนุ่มเก็บดาบ ก่อนจะลูบขนของเสี่ยวไป๋ด้วยมือที่อ่อนแรง พลางพูดอย่างแ่เบา "ไปกันเถอะ"
เสี่ยวไป๋ส่ายหัวแล้วพาเจียงผิงอันซึ่งเหนื่อยล้าออกไป
เมิ่งจิงที่กลับมาหาครอบครัวได้ ทั้งยังชนะานั้นก็นึกมีความสุขยิ่ง ซึ่งนางเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใด แต่นางกลับคิดอยากแบ่งปันความสุขในใจให้กับเด็กหนุ่มผู้นั้นเป็พิเศษ
ในไม่ช้า นางก็เห็นม้าสีขาวที่เปล่งประกายโดดเด่น
ท่ามกลางแสงตะวันลับขอบฟ้า ม้าขาวได้นำเด็กหนุ่มจากไปทีละก้าว ร่างที่อ้างว้างนั้นช่างไม่สอดคล้องกับท่าทางยินดีของเหล่าทหารและผู้คนเลย
"นี่! เ้าจะไปไหนน่ะ! อำเภอเหลียนซานอยู่อีกด้านหนึ่งนะ!"
เมิ่งจิงไล่ตามเขาไปพลางะโถาม
“ข้าจะไปแสดงความเคารพต่อท่านพ่อท่านแม่” เจียงผิงอันตอบกลับอย่างสงบ
เมิ่งจิงตะลึงไปในพลัน
นางเพิ่งตระหนักว่าอีกฝ่ายได้สูญเสียบิดามารดาไปเช่นกัน