แบตเตอรี่โทรศัพท์ลดลงเหลือสิบสองเปอร์เซ็นต์
แสงจากหน้าจอสมาร์ตโฟนสาดกระทบฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศตัวเลขมุมขวาบนเปลี่ยนจากสิบสามเป็สิบสองเปอร์เซ็นต์แถบแบตเตอรี่เปลี่ยนเป็สีแดงกะพริบเตือน เคทลดข้อมือลงวางโทรศัพท์หงายไว้บนเคาน์เตอร์ไม้แสงไฟฉายจากเลนส์กล้องด้านหลังพุ่งตรงขึ้นไปกระทบฝ้าเพดานสร้างเงาทาบทับสิ่งของในร้านให้ดูบิดเบี้ยวและยาวเหยียดผิดรูปผิดร่าง
อุณหภูมิติดลบภายนอกกำลังกลืนกินพื้นที่ภายในแกลเลอรีอย่างตะกละตะกลาม
เมื่อปราศจากกระแสไฟฟ้าเครื่องทำความร้อนที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องก็กลายเป็เพียงเศษเหล็กไร้ค่าโลหะของมันส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะเบาๆคล้ายกำลังหดตัวจากการสูญเสียความร้อนที่เคยสะสมไว้ลมเหนือพัดกระแทกบานกระจกหน้าร้านจนกรอบอะลูมิเนียมสั่นะเื เสียงอื้ออึงของพายุฟังดูคล้ายเสียงท่อระบายอากาศขนาดใหญ่ที่ทำงานผิดปกติ
กู้เหยียนโจวยกแขนเสื้อโค้ตสีน้ำตาลตัวหลวมโพรกขึ้นถูปลายจมูกที่แดงจัดของตัวเองเขาพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด ไอควันสีขาวขุ่นพวยพุ่งออกจากริมฝีปากที่แห้งแตกชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อที่วางอยู่บนพื้นดึงถ้วยพลาสติกใสบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและกระป๋องกาแฟที่เย็นชืดออกมาวางบนโต๊ะ
"ผมกะว่าจะขอน้ำร้อนจากตู้กดน้ำของคุณ" เขากล่าวน้ำเสียงเจือความกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด
"ผมลืมคิดไปว่ามันต้องใช้ไฟฟ้า"
เคทปรายตามองถ้วยบะหมี่แห้งๆสลับกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยคล้ำใต้ตาของศัลยแพทย์หนุ่ม
"ตู้กดน้ำดับไปพร้อมกับไฟสปอตไลต์นั่นแหละค่ะ" เธอตอบเรียบๆเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักใต้เคาน์เตอร์ค้นหาอยู่พักหนึ่งก่อนจะดึงห่อกระดาษชำระแบบพกพาที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวโยนข้ามโต๊ะไปให้เขา
"เช็ดจมูกเสียหน่อย คุณดูเหมือนคนกำลังจะจับไข้"
"ขอบคุณครับ" เขารับมันมาแกะดึงกระดาษออกมากดซับหยดน้ำที่เกาะตามไรผมและปลายจมูก ท่าทางของเขาดูเก้ๆ กังๆและทุลักทุเล ไม่มีความสง่างามหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมที่เขาสวมทับกันสองชั้นดูดซับความชื้นจากหิมะจนสีเข้มขึ้นเป็หย่อมๆ
เคทหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้งปลดล็อกหน้าจอเพื่อเปิดแอปพลิเคชันตรวจสอบตารางเวลาของระบบขนส่งมวลชนสัญลักษณ์วงกลมหมุนค้างอยู่กลางหน้าจอนานเกือบนาทีกว่าที่ตัวอักษรจะปรากฏขึ้น
"รถไฟใต้ดินสายสี่ประกาศแจ้งความล่าช้า ขบวนรถทิ้งระยะห่างยี่สิบนาที"หญิงสาวอ่านข้อความบนหน้าจอ แสงสะท้อนทำให้แววตาของเธอดูแข็งกระด้าง
"เรานั่งแช่อยู่ในนี้ไม่ได้แล้วอุณหภูมิกำลังจะลดลงไปถึงลบแปดองศาในอีกชั่วโมงข้างหน้า ขืนนั่งรอให้ลมสงบเราคงได้แข็งตายอยู่ในร้านนี่แหละ"
กู้เหยียนโจวพยักหน้าเห็นด้วยเขากวาดบะหมี่ถ้วยและกระป๋องกาแฟที่ไร้ประโยชน์กลับลงไปในถุงพลาสติกรวบปากถุงมัดเป็ปมลวกๆ แล้วหิ้วมันขึ้นมา เขาไม่ได้บ่นเื่ความหิวไม่ได้เรียกร้องความเห็นใจ ชายหนุ่มเพียงแค่ สอดมือที่ปราศจากถุงมือกลับเข้าไปซุกในกระเป๋าเสื้อโค้ตพยายามห่อไหล่เพื่อรักษาระดับความร้อนในร่างกายที่ร่อยหรอลงทุกที
เคทหยิบเสื้อโค้ตของตัวเองมาสวมทับ พันผ้าพันคอสีเทาคลุมทับคอเสื้อไหมพรมเธอกดปิดแอปพลิเคชัน เปิดไฟฉายทิ้งไว้ แล้วเดินนำเขาไปที่ประตูกระจก
เมื่อผลักบานประตูออกไป อากาศเยือกแข็งก็กระโจนเข้าใส่ใบหน้าทันที
กู้เหยียนโจวก้าวตามออกมา เคทจัดการดึงประตูปิดสนิทสอดกุญแจเหล็กเข้าไปในรูกุญแจ ความเย็นจัดทำให้กลไกภายในฝืดฝืนเธอต้องออกแรงบิดข้อมือจนข้อนิ้วขาวซีดกว่าจะได้ยินเสียงล็อกดังกริ๊กชายหนุ่มยืนรออยู่ด้านหลัง เขาไม่ได้ขยับตัวเข้ามาช่วย เพราะรู้ดีว่ามือที่สั่นเทาของเขาในตอนนี้คงทำอะไรให้เกะกะเสียเปล่าๆ
พวกเขาออกเดินไปตามทางเท้าที่ถูกทับถมด้วยเกล็ดน้ำแข็ง
ลมพายุไม่ได้พัดมาจากทิศทางเดียวแต่มันม้วนตัวตีวนไปมาตามช่องแคบระหว่างตึก เคทก้มหน้าเดินฝีเท้าของเธอย่ำลงบนพื้นผิวที่ลื่นและเต็มไปด้วยโคลนสีดำสกปรกจากการสัญจรกู้เหยียนโจวเดินขยับขึ้นมาตีคู่ เขาไม่ได้พูดอะไรไม่ได้เสนอตัวจับมือหรือประคองแขน เขาเพียงแค่ปรับจังหวะก้าวให้ช้าลงเพื่อเดินอยู่ด้านซ้ายมือของเธอในตำแหน่งที่ลมปะทะเข้ามาแรงที่สุดการกระทำนั้นไม่ได้เกิดจากการคิดคำนวณอย่างรอบคอบมันเป็เพียงสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดและการช่วยเหลือขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงมีต่อกันในสภาวะคับขัน
ไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้นตลอดเส้นทางสองร้อยเมตรมีเพียงเสียงรองเท้าย่ำลงบนแผ่นน้ำแข็งและเสียงลมหายใจที่พ่นออกมากระทบอากาศติดลบจนกลายเป็ควันทึบ
...
ลึกลงไปใต้ดินยี่สิบเมตร ภายในสถานีรถไฟใต้ดินที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
อากาศด้านในอับชื้นและเต็มไปด้วยกลิ่นไม่พึงประสงค์กลิ่นของผ้าวูลเปียกน้ำ กลิ่นเหงื่อไคลกลิ่นของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อและกลิ่นอับของพื้นกระเบื้องที่ถูกรองเท้าเปื้อนโคลนย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าฝูงชนจำนวนมหาศาลเบียดเสียดกันอยู่หน้าเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติและช่องตรวจบัตรโดยสารทุกคนต่างตกอยู่ในสภาวะอารมณ์เสียและเหนื่อยล้าจากการเดินทางที่ล่าช้าเสียงประกาศแจ้งเตือนจากลำโพงสถานีดังก้องสะท้อนไปมา ฟังไม่รู้เื่และน่ารำคาญ
เสิ่นเยี่ยนฉือยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น
เสื้อโค้ตราคาแพงลิบลิ่วของเขาเปียกชุ่มและมีคราบโคลนกระเด็นติดอยู่ตรงชายเสื้อกางเกงสูทแนบชิดไปกับหน้าแข้งเพราะความเปียกชื้นรองเท้าหนังอิตาลีที่เคยขัดเงาวับบัดนี้ชุ่มไปด้วยน้ำเกลือและเศษหิมะละลายน้ำเย็นจัดซึมผ่านถุงเท้าเข้ามาจนปลายนิ้วเท้าของเขาปวดหนึบและไร้ความรู้สึก
มีเด็กวัยรุ่นสะพายเป้ใบใหญ่เดินชนไหล่เขาอย่างแรงจนเขาเซไปข้างหน้าเล็กน้อยไม่มีคำขอโทษหลุดจากปากเด็กคนนั้น เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้หันไปเอาเื่เขาไม่ได้โกรธเกรี้ยว เขารู้สึกเพียงความด้านชาที่กัดกินไปทั่วสรรพางค์กาย
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ต ดึงโทรศัพท์มือถือออกมานิ้วหัวแม่มือของเขาเปียกและแข็งทื่อจนไม่สามารถปลดล็อกหน้าจอด้วยการสแกนลายนิ้วมือได้เขาต้องใช้นิ้วชี้อีกข้างกดรหัสผ่านตัวเลขอย่างทุลักทุเลหน้าจอแอปพลิเคชันชำระเงินสว่างขึ้น เขาเพ่งมองขั้นตอนการใช้งานตู้จำหน่ายตั๋วที่ไม่เคยแตะต้องมานานหลายสิบปี
เขาละทิ้งรถยนต์ซีดานที่เบาะหลังมีระบบอุ่นร้อน ละทิ้งคนขับรถละทิ้งการรอคอยที่ปลอดภัย เพียงเพื่อจะเอาชนะความหงุดหงิดของตัวเองเขาเดินย่ำโคลนลงมาใต้ทางด่วนฝ่าลมพายุที่กรีดิัมาจนถึงสถานีรถไฟใต้ดินแห่งนี้สถานีที่อยู่ห่างจากจุดหมายปลายทางที่เขาปฏิเสธนักปฏิเสธหนาเพียงไม่กี่ก้าวเดิน
เสิ่นเยี่ยนฉือขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูนเขาแตะหน้าจอโทรศัพท์ลงบนแท่นสแกนของตู้จำหน่ายตั๋วเสียงเครื่องอ่านบาร์โค้ดดังตี๊ด เหรียญพลาสติกสีน้ำเงินร่วงหล่นลงมาในช่องรับตั๋วชายหนุ่มก้มลงหยิบมันขึ้นมาถือไว้ในกำมือความเย็นของพลาสติกบาดิัที่กำลังแดงช้ำ
เขาหมุนตัวกลับ หันหน้าไปทางช่องตรวจบัตรโดยสาร
และในจังหวะที่ฝูงชนด้านหน้าขยับเปิดช่องว่างเพียงเล็กน้อยสายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับร่างของคนสองคนที่เพิ่งเดินพ้นบันไดเลื่อนลงมาสู่โถงสถานี
เคทกำลังยืนปัดเกล็ดหิมะออกจากแขนเสื้อโค้ตของตัวเองเส้นผมของเธอยุ่งเหยิงและเปียกชื้น ใบหน้าของเธอแดงจัดจากอุณหภูมิติดลบเธอไม่ได้อยู่คนเดียวข้างกายของเธอมีผู้ชายสวมเสื้อโค้ตสีน้ำตาลตัวหลวมโพรกยืนอยู่ชายคนนั้นกำลังถือถุงพลาสติกยับย่นในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างกำลังดึงกระดาษชำระขึ้นมาเช็ดคราบหิมะที่เกาะอยู่บนปกเสื้อด้านหลังของหญิงสาว
มันเป็การกระทำที่ไม่ได้มีความลึกซึ้ง ไม่ได้มีการััแนบชิดเป็เพียงการปัดเศษน้ำแข็งออกให้อย่างเป็ธรรมชาติและกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
แต่ภาพความใกล้ชิดที่แสนจะธรรมดานั้นกลับกระแทกเข้ากลางอกของเสิ่นเยี่ยนฉืออย่างจัง
ฝีเท้าของเขาสะดุดหยุดนิ่งอยู่กับที่เหรียญพลาสติกสีน้ำเงินในกำมือถูกบีบแน่นจนขอบแข็งของมันจิกกดลงไปในเนื้อฝ่ามือลำคอของเขาแห้งผากเสียงประกาศจากลำโพงสถานีและเสียงจอแจของผู้คนรอบข้างคล้ายถูกตัดขาดออกไปจากระบบการรับรู้เหลือเพียงภาพตรงหน้าที่คมชัดจนน่าปวดร้าว