หลงเฟยชายหนุ่มทะลุมิติ

    บทที่ 32

    หลงเฟยแทบจะลืมไปแล้วว่าโลกนี้มีเวทย์มนต์ เพราะเขารู้สึกว่าการเดินทางข้ามมิติ และถุงย่ามวิเศษที่ตัวเองใช้อยู่นั้นมันก็มีพลังที่โกงกว่าชาวบ้านมากแล้ว รวมทั้งเวทย์มนต์ที่เห็นคนอื่นใช้ก็ไม่ได้อลังการงานสร้างเหมือนในภาพยนตร์ หลงเฟยจึงเฉยๆกับเรื่องนี้มาตลอด แต่เมื่อเห็นภาพวาด ‘ความทรงจำแห่งเวนนิส’ ภาพนี้ก็ทำให้หลงเฟยคิดถึงคุณครูผู้มีพระคุณของเขาอีกครั้ง นั้นก็เพราะครูคนนั้นเป็นผู้สอนวิชาศิลปะให้กับเขาตอนสมัยเรียนอยู่นั้นเอง ชายหนุ่มจึงกล่าวกับวินเซนต์ “พี่วินเซนต์ครับ ผมขอซื้อภาพนี้จะได้มั้ย” หลงเฟยพูดออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง“เอ่อ...คือข้าก็ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะมอบภาพนี้ให้กับเจ้า เพื่อแทนคำขอบคุณที่ช่วยเหลือข้า ดังนั้นเจ้าก็รับไปเถอะไม่ต้องคิดมาก” วินเซนต์ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มจริงใจ“ที่จริงผมไม่ได้ต้องการเก็บไว้ชื่นชมเองหรอกครับ ผมอยากจะมอบภาพนี้ให้กับครูผู้มีพระคุณของผม ท่านก็เป็นศิลปินเหมือนกับพี่วินเซนต์นั่นล่ะครับ แต่ถ้าจะให้รับน้ำใจจากพี่มาแล้วเอาภาพนี้ไปให้คนอื่นต่อคงจะเสียน้ำใจมากๆ ผมเลยจะขอซื้อแทน” หลงเฟยบอกเป้าหมายอย่างชัดเจน และแน่วแน่“แหม เจ้าทำข้าลำบากใจจริงๆ เดิมทีข้าตั้งราคาไว้ที่ 5 เหรียญทอง ถ้ามันเป็นความตั้งใจของเจ้าที่จะมอบให้กับผู้มีพระคุณ ข้าจะลดราคาให้เหลือ 3 เหรียญทองละกัน เจ้าจะได้ไม่ลำบากใจ และถือว่าข้าได้ตอบแทนเจ้าไปด้วยเป็นยังไง” วินเซนต์หาทางออกที่เหมาะสมให้กับหลงเฟย“ตกลงครับ! เอาตามนี้เลย นี่ครับ 3 เหรียญทอง” หลงเฟยหยิบเงินออกมาจ่ายอย่างรวดเร็ว และหยิบภาพวาดนั้นใส่ลงในย่ามทันที หลังจากเคลียร์เรื่องภาพวาดเสร็จแล้ว ชายหนุ่มทั้งสองก็กลับมาที่ประเด็นเดิม คือจะเอาอะไรมาตกแต่งชั้นวางที่ว่างไว้แทนรูปนั้น แล้วหลงเฟยก็เปิดประเด็นขึ้นมา“ถ้าพี่วินเซนต์จะวาดขึ้นมาใหม่ได้มั้ยครับ หากอุปกรณ์ไม่พอขาดเหลืออะไรเดี๋ยวผมจะจัดการให้”“เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาหรอกเฟย แต่มันต้องมีอารมณ์ก่อนน่ะถึงจะวาดได้ ข้าหมายถึงสิ่งที่ขาดไปตอนนี้คืออารมณ์แห่งศิลปะ มันยังไม่บังเกิดขึ้น จิตยังไม่พบกับแรงบันดาลใจ ถ้าใจเรายังไม่พร้อมข้าผู้นี้ก็ไม่อาจสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาได้” วินเซนต์ทำหน้าจริงจัง น้ำเสียง ดวงตา ท่าทางมาเต็มเหมือนต้องการบอกว่าศิลปะมันต้องใช้พลังทางจิตวิญญาณอันแรงกล้าถึงจะทำได้ หลงเฟยเห็นอารมณ์ศิลปินเพี้ยนๆของวินเซนต์ก็ถอนหายใจเล็กๆ เลิกคาดหวังกับอารมณ์ไม่แน่นอนนี้ แล้วคิดว่าจะกลับไปซื้อรูปตกแต่งบ้านราคาถูกในห้างมาแก้ขัดไปก่อน แล้วก็ให้วินเซนต์ไปพักผ่อนได้ ค่อยมาเจอกันตอนทานมื้อเย็น ส่วนตัวเขาก็เข้าไปดูในครัวต่อ “อื้อหือ...กลิ่นหอมเชียว คุณแอนเป็นยังไงบ้างครับ ข้าวผัดอเมริกัน ทำยากรึเปล่า” หลงเฟยให้แอนลองทำเมนูใหม่ ซึ่งเป็นอาหารสำหรับลูกค้าเด็กโดยเฉพาะ“ไม่ยากเลยเจ้าค่ะนายท่าน แถมยังอร่อยด้วย ดูสิเจ้าแวนกินไม่พูดไม่จาเลย” แอนแม่ครัวประจำร้านตอบคำถามเจ้านาย แล้วชี้ไปที่ลูกชายตัวเองที่กำลังทานข้าวผัดอเมริกันอย่างเอร็ดอร่อย“อร่อยจริงรึเปล่าฮ่ะ เจ้าแวน รีบกินอย่างกับจะมีใครมาแย่งน่ะ” หลงเฟยแซวเด็กน้อยที่กินไม่หยุด“อย่อยมวกๆเบยคับ นายตั้น (อร่อยมากๆเลยครับ นายท่าน)” แวนกินไปด้วยพูดไปด้วยอย่างมีความสุข หลงเฟยเห็นดังนั้นก็พลอยยิ้มมีความสุขไปด้วย จนกระทั่งทุกคนในครัวได้ยินเสียงวินเซนต์พูดอะไรคนเดียวเสียงดังอยู่หน้าร้าน หลงเฟยจึงขอตัวไปดู หลงเฟยออกไปดูก็เห็นวินเซนต์กำลังยืนวาดรูปอยู่หน้าระเบียงในสวนหย่อมของเขา เมื่อพิจารณาดีๆก็เห็นภาพที่กำลังถูกวาดขึ้นนั้นชัดเจน มันเป็นภาพพระอาทิตย์อัสดง หรือก็คือภาพพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งเมื่อมองไปทางท้องฟ้าทิศตะวันตก ชายหนุ่มก็เห็นดวงตะวันสีส้มทอแสงตัดกับมวลหมู่เมฆยามเย็น ชายหนุ่มเจ้าของร้านอาหารในต่างโลกเข้าใจได้ทันทีว่า ภาพปรากฏการณ์ธรรมชาติตรงหน้าที่สวยงามนี้มันคงเป็นแรงบันดาลใจที่ศิลปินหนุ่มวินเซนต์เคยบอกเอาไว้ เพราะตอนนี้วินเซนต์กำลังวาดภาพด้วยอารมณ์ และท่าทางที่ไหลลื่น ฉากของศิลปินที่ดูจริงจังนี้ทำให้หลงเฟยมีอารมณ์ร่วมไปด้วยอีกคน วินเซนต์วาดภาพนี้ โดยใช้เกรียงเป็นอุปกรณ์หลักในการสร้างสรรค์ภาพสีน้ำมัน เขาใช้เกรียงเล็กๆนั้นควักก้อนสีส้มข้นๆจากจานสี จากนั้นก็สะบัดลงไปกลางผืนผ้าใบที่ตั้งมั่นคงอยู่บนขาหยั่งอันแข็งแรง ศิลปินหนุ่มกวาดเกลี่ยก้อนสีส้มนั้นให้แผ่ออกเป็นทรงของดวงอาทิตย์ยามเย็นที่ทรงพลัง แม้ว่าท่าทางของวินเซนต์จะดูจริงจังมีเสน่ห์ แต่มันก็มีสิ่งที่ขัดใจผู้ชมอย่างหลงเฟยก็ตรงที่ ศิลปินหนุ่มพร่ำบ่นออกมาด้วยถ้อยคำ และน้ำเสียงที่น่ารำคาญไม่น้อย ซึ่งหลงเฟยก็แน่ใจว่านั่นไม่ใช่เสียงการร่ายเวทย์มนต์ใดๆ แต่มันเป็นการตะโกนที่ออกมาจากความฟินสุดๆ เหมือนกับตอนเราเชียร์ฟุตบอลทีมโปรด“มันนนนคือศิลปะ! มันคือจิตวิญญาณที่ธรรมชาติได้สรรรรรรรรรรรค์สร้าง! ความงดงามอันไร้ที่ตินี้ ซึ่งมีเวลาเชยชมได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น มันช่างเป็นพลังอันแรงงงงงงงงกล้า! ที่ผลักดันให้เข้าถึงซึ่งปรมัตถ์...” ‘เอิ่ม...เราให้พี่เขาวาดรูปต่อละกัน ไปทานข้าวดีกว่า’ หลงเฟยบอกกับตัวเองในใจ แล้วกลับเข้าไปในครัวอีกครั้งหลังจากเข้ามาในครัวชายหนุ่มก็เล่าเรื่องวินเซนต์วาดรูปให้แอนกับแวน และเควินที่ตามเข้ามาทีหลังฟัง ทำให้ทั้งสามพ่อแม่ลูกก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย พวกเขาทานข้าวเย็นจนเสร็จแล้ว วินเซนต์ก็ยังไม่ตามมา หลงเฟยคิดว่าคงจะต้องวาดจนพระอาทิตย์ตกดินไปจริงๆนั้นแหละถึงจะหยุด เขาจึงให้แอนเตรียมข้าวผัดอเมริกันเผื่อศิลปินหนุ่มไว้จานนึง แล้วก็ให้ทุกคนเก็บของแยกย้ายไปพักผ่อนได้ “หลังแสงธรรมหมดไปจากท้องฟ้า รัตติกาลคืบคลานใกล้เข้ามา ดวงตะวันหายลับจากนภา ดวงดาราปรากฏคู่จันทรา แสงตะเกียงสาดส่องเปล่งออกมา โอ้เวลาของข้าจึงหมดลง” วินเซนต์ท่องบทกลอนขึ้นมาบทหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหยุดวาดภาพแล้วเก็บอุปกรณ์ต่างๆกลับเข้ามาในร้าน  “พี่วินเซนต์วาดรูปเสร็จแล้วเหรอครับ” หลงเฟยที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเข้ามาถาม“ยังหรอก แต่ถ้าพรุ่งนี้มีพระอาทิตย์ตกสวยๆแบบวันนี้อีกก็คงจะเสร็จเรียบร้อย ที่จริงได้ความคิดจะวาดภาพท้องฟ้าตอนกลางคืนด้วยนะ แต่วันนี้คงไม่ไหว เดินทางมาหลายวันแล้ว ข้าคงต้องพักผ่อนแล้วล่ะ”“ผมให้คุณแอนเตรียมอาหารของพี่ไว้ในครัวนะครับ ถ้าพี่ทานมื้อเย็นเสร็จก็ค่อยมาคุยเรื่องที่พักกัน แต่ตอนนี้ผมขอตัวไปทำเอกสารก่อน” หลงเฟยคุยกับวินเซนต์เล็กน้อยแล้วไปทำงานต่อ ในคืนนั้นหลงเฟยให้วินเซนต์มานอนด้วย โดยให้นอนบนกองฟางที่เขานำมาปูนอนเมื่อคืนก่อน แต่หลงเฟยก็บอกว่าวันรุ่งขึ้นจะหาที่นอนมาให้ ซึ่งตัวของศิลปินหนุ่มก็ไม่มีปัญหาใดๆที่จะนอนบนนั้น เพราะเขาเคยผ่านความยากลำบากมามากกว่านี้หลายเท่า