การเข้าออกโรงแรมของโรเบิร์ตนั้นมีแบบแผนพอสมควร หลังจากดูเทปบันทึกติดกันหลายต่อหลายวันแล้ว ก็สามารถเข้าใจแบบแผนการเดินทางของเขาได้ การคาดเดาจุดประสงค์ในการออกเดินทางของเขานั้นจึงไม่ได้ยากจนเกินไป
ประมาณ 8 โมง 10 นาทีในตอนเช้าจะออกไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร จากนั้นก็กลับเข้ามาในห้องจนถึงตอนเที่ยง ตามคำพูดของคนในครอบครัวและสำนักพิมพ์ นี่เป็เวลาที่เขาเขียนงานทุกวัน โรเบิร์ตจะแบกกระเป๋าสะพายหลังออกจากโรงแรมตอนก่อนเวลาอาหารเที่ยง แต่เวลากลับนั้นไม่ค่อยเหมือนเดิม มันน่าจะกระทบแผนการเดินทางของเขาในวันนั้น
่เวลาสุดท้ายที่ปรากฏในกล้องวงจรปิดคือ่กลางคืนในสัปดาห์ก่อน โรเบิร์ตจบภารกิจในวันนั้นแล้วกลับโรงแรม อยู่ในห้องราวครึ่งชั่วโมงก็ออกจากโรงแรมคนเดียวโดยไม่ได้พกอะไรติดตัวเป็พิเศษตอนเวลา 19 นาฬิกา 14 นาที นับจากนั้นเขาก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย
ทางด้านเหยาหย่วนในที่สุดก็รันโปรแกรมสองโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าสุนัขตำรวจข้างตัวนั้นนั่งนิ่งไม่ไหวติง เขาอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าสุนัขตำรวจไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูดหรือเปล่า
แต่เมื่อเขาเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่ามันบันทึกตัวเลขเวลาง่ายๆ เอาไว้!
เหยาหย่วนพูดขึ้นมาด้วยความเคารพเต็มเปี่ยม “คุณนี่มีพร์จริงๆ นะครับ!”
แต่สุนัขตำรวจกลับหรี่ตามองกลับไปด้วยสายตารังเกียจว่า ‘ไสหัวไป หุบปาก ฉันไม่อยากฟังต่อ’ เหยาหย่วนจึงต้องหันกลับไปดูหน้าจอแสดงผลแต่โดยดี
ข้อมูลที่ได้จากกล้องวงจรปิดมีเท่านี้ แต่อย่างไรเสียก็ยังบอกเวลาชัดเจน เหยาหย่วนคิดอยู่สักครู่ จึงถามเสียงเบาว่า “ผมควรยื่นคำร้องขอกล้องวงจรปิดแถวโรงแรมหลัง่เวลา 19 นาฬิกา 14 นาทีด้วยไหมครับ”
ครั้งนี้ในที่สุดสุนัขตำรวจก็เก็บสีหน้า ‘สุนัขดูถูกคนของจริง’ แล้วพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ
“ว้าว หนูเหยา นายให้หมาช่วยดูกล้องวงจรปิดเหรอนี่” ตำรวจที่มาบอกเหยาหย่วนเื่บันทึกการโทรเมื่อครู่นี้อุ้มกล่องฮาร์ดดิสก์ผ่านมา พร้อมพูดติดตลก
“ไม่ๆๆ นี่คือสารวัตรเวลส์ที่ประเทศ S ส่งตัวมา ผู้กำกับจ้าวเรียกให้ผมมาเป็ผู้ช่วยต่างหากล่ะครับ มาช่วยงานสารวัตรท่านนี้ครับ” เหยาหย่วนรีบอธิบาย ซึ่งไม่ใช่เพราะ้าจะรักษาหน้าตัวเอง แต่เพราะต้องระวังเื่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างหาก
กะไว้แล้วเชียว แม้ว่าตำรวจคนนั้นจะรู้เื่ที่ผู้กำกับจ้าวมาขอคนไปช่วยงานจากสารวัตรจาง แต่ไม่เคยได้ยิน ‘ตำนาน’ ของประเทศ S ดังนั้นจึงถามด้วยความสงสัยว่า “เื่จริงหรือจ้อจี้เนี่ย หมาจะเป็สาร...” ยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นว่าเหยาเหยากำลังเบิกตากว้างส่ายหน้าอย่างเอาเป็เอาตาย เลยรีบปิดปาก จากนั้นหันไปมองรอบๆ อย่างระมัดระวัง เพราะคิดว่ามีหัวหน้าเข้ามาในห้อง
เหยาหย่วนใช้โอกาสนี้ ลุกขึ้นหยิบกล่องในมือของอีกฝ่าย แล้วร้องขอด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ครับ เื่จริงนะครับ ผมยังต้องอาศัยคำชี้แนะของสารวัตรท่านนี้อยู่นะ เดี๋ยวผมจะย้ายของให้เอง อีกสักพักเดี๋ยวผมจะไปเตรียมข้าวให้ ขอละอย่าพูดเื่นี้อีกเลยนะครับ”
เหยาหย่วนกล่อมเพื่อนร่วมงานให้ไป จากนั้นจึงค่อยยิ้มประจบแล้วกลับไปนั่งกรอกแบบฟอร์มคำร้องที่เดิม ์เท่านั้นที่รู้ว่าเ้าสุนัขนี่ขี้โมโหขนาดไหน หากพูดอะไรผิดไปต่อหน้าเข้า ทำไม่ดีชีวิตการเป็ตำรวจสอบสวนกลางของเขาคงดับั้แ่ยังไม่เริ่มต้นอย่างเป็ทางการด้วยซ้ำ
ตอนนี้เขาจึงต้องระมัดระวังเข้าไว้ สุดท้ายก็ได้รับสายตา ‘ถือว่ารู้เื่รู้ราว’ จากสุนัขตำรวจ
โปรแกรมกำลังวิ่งอยู่ ส่วนกล้องวงจรปิดของท้องถนนจะต้องให้ตำรวจจราจรอนุญาตและรวบรวมให้ก่อน เมื่อเหยาหย่วนอ่านแบบฟอร์ม ก็พบว่า่เช้าผ่านไปในพริบตา เพราะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว
โรงอาหารของสอบสวนกลางอยู่ชั้นหนึ่ง โต๊ะเก้าอี้พลาสติกยึดติดกันสีสันสดใสวางเรียงเป็แถว มีคุณป้าสวมชุดตัวยาวคอยยืนหยิบช้อนให้จากด้านหลังช่องกระจก นอกจากตัวหนังสือ ‘ตำรวจเพื่อสาธารณะ ใช้กฎหมายเพื่อประชาชน’ บนผนังแล้วก็เหมือนโรงอาหารตามปวส.หรือมหาวิทยาลัยทั่วไป
เหยาหย่วนหยิบบัตรอาหารต่อแถวยาว ก้มหน้าลงเพื่อแนะนำให้สุนัขตำรวจฟังอย่างจริงจัง “อาหารของโรงอาหารเราไม่เลวเลยนะครับ แล้วก็ถูกด้วย ทั้งหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง กระดูกหมู สันในหมู ไม่เลวเลยละครับ!”
เหยาหย่วนพูดพลางมองสำรวจสุนัขตำรวจอย่างละเอียด จึงรู้ว่าเมื่อตัวเองพูดถึงกระดูกหมูนั้น สุนัขตำรวจก็ขยับปาก เลยพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มตาหยี “งั้นกินกระดูกหมูนะครับ ผมก็ชอบกระดูกหมูเหมือนกัน”
พวกเขามีความเห็นลงรอยกันได้ง่ายๆ อย่างหาได้ยาก แต่คนเป็ร้อยในสอบสวนกลางต่างก็พากันมากินข้าวที่โรงอาหารทั้งนั้น เมื่อต่อแถวไปเรื่อยๆ คนรอบตัวก็มากขึ้นทุกที ตำรวจมือใหม่เห็นว่าสุนัขตำรวจเริ่มถอนหายใจไม่หยุด หูสะบัดไปมาไม่จบไม่สิ้น ราวกับกำลังรู้สึกรำคาญเป็อย่างมาก
เหยาหย่วนคาดว่าสุนัขตำรวจเอาใจยากตัวนี้คงจะไม่ชอบสิ่งแวดล้อมที่เสียงดังจอแจ จึงยกมือไปลูบลำคอของมัน ขณะเดียวกันก็ปลอบใจว่า “เดี๋ยวผมจะให้คุณป้าห่ออาหารให้ แล้วพวกเราออกไปหาที่เงียบๆ กินกันนะครับ”
เป็อย่างที่คิด เมื่อเขาพูดจบแล้ว สีหน้าของสุนัขตำรวจก็สงบลงเยอะ ที่แท้ก็ไม่ได้กล่อมยากอะไรนี่ แค่เอาใจก็ได้แล้ว เหยาหย่วนรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะจับทางถูกแล้ว ในใจก็เริ่มรู้สึกฮึกเหิม
ดังนั้นเมื่อมาถึงคิวของเขาแล้ว ก็พูดขึ้นด้วยความมั่นใจว่า “พี่อู๋ครับ ขอกระดูกหมูสามที่ ผัดมะเขือม่วงหนึ่งที่ มะเขือเทศผัดไข่หนึ่งที่ ข้าวเปล่าสามที่ ห่อกลับครับ แล้วก็ขอแบบกินที่โรงอาหารด้วยนะครับ เอา...”
คุณป้าโรงอาหารผมหยิกอายุห้าสิบกว่ารู้สึกใจฟูที่หนุ่มหล่อแซ่เหยาเรียกว่า ‘พี่’ ทุกวัน
“ถูกต้องแล้ว เหยาเหยาต้องกินเนื้อเยอะๆ พอใส่เครื่องแบบแล้วเอวเล็กไปเลยนะ ต้องกินของดีๆ เยอะๆ” เธอพูดพร้อมกับตักกระดูกหมูห้าชิ้นใหญ่ใส่กล่องอาหาร อัดข้าวสวยแน่น ตักน้ำซุปเทใส่ให้แล้วจึงค่อยยื่นให้คนปากหวาน
เหยาหย่วนเอ่ยขอบคุณพร้อมยิ้มแย้ม เตรียมไปส่งอาหารให้เพื่อนร่วมงานก่อน จากนั้นก็ค่อยพาสุนัขตำรวจออกจากสอบสวนกลาง
ตอนแรกเขาคิดจะไปนั่งกินที่สนามหญ้าด้านนอกสอบสวนกลาง แต่ในลานมีแต่ไอเสียจากควันรถที่วิ่งไปมา สุนัขตำรวจไม่มีทางไปแน่ ดังนั้นเขาจึงนั่งยองๆ ปรึกษาสุนัขตำรวจ “เดี๋ยวผมพาคุณไปที่สวนสาธารณะใกล้ๆ นี่ดีไหมครับ วิวสวยด้วย ก็แค่...คุณต้องสวมปลอกคอกับสายจูงนะครับ...นี่เป็ข้อบังคับในการเสริมสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสมของเมือง L ผมสวมเครื่องแบบเลยต้องทำตัวให้เป็แบบอย่าง...อย่า อย่าเพิ่งโมโหนะครับ เดี๋ยวพวกเราถอดเสื้อกั๊กก่อน ดีไหมครับ”