ภายในห้องเสวยพระกระยาหาร ณ ตำหนักใหญ่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมชวนลิ้มรสของเครื่องคาวหวานมากชนิดที่บ่าวในวังจัดตั้งขึ้นถวาย ซึ่งมีมากกว่าหลายวันก่อนนี้ เนื่องด้วยพระโอรสทุกองค์ของเสด็จในกรมฯได้เสด็จร่วมเสวยกันอย่างพร้อมพักตร์ รวมไปถึงชายาและหม่อมของแต่ละองค์ด้วย เป็นภาพมื้อค่ำที่ดูอบอุ่นตามฉบับครอบครัวตระกูลใหญ่
“วันนี้โอกาสดี ลูกชายของพ่ออยู่กันครบทุกคน” พระสุรเสียงฟังดูเกษมสันต์นั้นมาจากประมุขของวัง เสด็จพระองค์ชายทรงหายจากอาการปวดพระเศียรเจียนจะประชวรพระวาโยเมื่อทรงทราบถึงเรื่ิองความรักของพระโอรสองค์โปรด แต่พอท่านชายเดียวทรงทูลรับโอษฐ์แล้วว่าจะเลิกติดต่อกับเขา ท่านก็ทรงหายจากอาการเป็นปลิดทิ้ง
“ก็ดีอยู่หรอกเพคะ ลูกชายคนโปรดอยู่ทั้งคน หึ” หม่อมเอกกล่าวโดยไม่สบสายตาไปที่ผู้ใดในขณะที่ตักอาหาร พาลให้บรรยากาศชื่นมื่นดูหมองหม่นลง
“แม่นิ่มนี่ อย่าทำให้ฉันต้องหนักใจนักเลย”
“หนักใจเรื่องอะไรล่ะเพคะ เรื่องชายเล็ก หรือว่าเรื่องชายเดียว ก็ถ้าเป็นอย่างหลังนี่ไม่เกี่ยวกับเกล้ากระหม่อมฉันนะเพคะ ทำตัวเองทั้งนั้น เอ๊ะ! ว่าแต่ท่านชายเดียวเป็นอะไรหรือเพคะ ตาบวมแดงเชียว เหมือนร้องไห้” หม่อมเอกไม่ยี่หระ หันไปเอ่ยวาจาเยาะเย้ย ทำเป็นเชิงรู้เห็นเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ดี
“เอ่อ… ฉันไม่สบายนิดหน่อยน่ะ” ท่านชายเดียวทรงปดเพื่อปกปิดความจริงที่เป็นสาเหตุของอาการกันแสงจนเนตรบวมแดง
“โกหกทั้งเพ” ท่านชายเล็กตรัสโต้อย่างรู้ทัน พลางยิ้มเย้ยหยัน ในระหว่างที่มีสองสาวสะใภ้ใหม่นั่งขนาบข้างคอยตักเครื่องเสวยให้สม่ำเสมอ
“พอเถอะน่า ทั้งหมดนั่นแหละ จะกินข้าวแต่ละที กินกันดี ๆ ไม่ได้เลยหรือไร” เสด็จพระองค์ชายถอนพระปัสสาสะ ตรัสเสียงอ่อนขอความเห็นใจจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะหม่อมของพระองค์เอง
“ไม่รู้สิเพคะ หวังว่าท่านชายเดียวสุดที่รักของเสด็จฯจะไม่ทรงทำอะไรให้ผิดหวังเหมือนกับชายเล็กของเกล้ากระหม่อมฉันหรอกนะเพคะ เพราะถ้ามี เกล้ากระหม่อมฉันจะสมน้ำหน้าให้” หล่อนพูดประชดได้อย่างเต็มปาก โดยไม่กริ่งเกรงในอำนาจบารมีของพระสวามีเลยสักนิด
“พอ ๆ หยุดเสียที ฉันไม่อยากฟังเรื่องปวดหัวพวกนี้”
“หึ ก็ทรงรู้นี่เพคะ”
“หม่อมเอก เธอจะพูดจาเสียดสีคนนั้นทีคนนี้ทีไปเพื่ออะไร เสด็จฯท่านไม่โปรด เธอก็ควรหยุดและหัดเกรงใจเสียบ้าง” ฝ่ายหม่อมสร้อยเป็นผู้กล่าวต่อมา หล่อนไม่เห็นงามด้วยกับสิ่งที่ทำอยู่
แต่กลับโดนตอกหน้ามาอย่างคาดไม่ถึง “ไม่ใช่เรื่องของเมียรองอย่างหล่อนจ้ะแม่สร้อย อย่าเสนอหน้า”
“พอเถอะขอรับหม่อมแม่ ถือว่าชายขอ เสด็จพ่อท่านเพิ่งจะทรงหายปวดพระเศียรไม่นานนี้เอง” ท่านชายใหญ่ตรัสขอบ้าง ด้วยความที่เป็นโอรสองค์โตและเป็นความภาคภูมิใจของหม่อมเอก หล่อนจึงยอมหยุด
อารมณ์คุกรุ่นภายในห้องเสวยสงบลง ทุกคนเอร็ดอร่อยได้กับอาหารตามเดิม เสด็จฯท่านก็รับสั่งถามไถ่สาระทุกข์สุกดิบของพระโอรสองค์นั้นองค์นี้ไปตามประสาของท่าน
“เสด็จพ่อ ชายจะทูลว่าวันพุธที่จะถึงนี้ชายต้องไปราชการที่ปากน้ำโพกับเสด็จเสนาบดีฯท่าน คงต้องไปประมาณสี่ห้าวันเกล้ากระหม่อม” ท่านชายเดียวทูลตามจริง ทรงมีงานราชที่ปากน้ำโพ แต่ก็จะทรงใช้วโรกาสในครั้งนี้ให้เป็นประโยชน์ในการหลบหนีด้วย
“อ้าวหรือ พ่อกะว่าจะให้ชายไปเยี่ยมที่วังอมรนิวาสพอดี เสียดาย”
“ไม่เป็นไรเกล้ากระหม่อม ชายกลับมาแล้วจะได้ของฝากไปฝากเสด็จอาด้วยเกล้ากระหม่อม” ตรัสให้ทรงสบายพระทัยไปอย่างนั้นเอง แท้ที่จริงแล้วในหทัยของท่านชายตั้งมั่นไว้ว่าจะไม่เสด็จกลับมาที่นี่อีกแล้วต่างหาก
“ชายจะไปปากน้ำโพหรือ เผอิญจริง ๆ พี่กับพี่ชายกลางก็จะไปเช่นกัน วันพุธนี้เลย ไปพร้อมกันสิชาย” ท่านชายใหญ่ตรัสชวนอนุชาอย่างไมตรี ต่างจากมารดาที่กำลังเหยียดยิ้ม
“ชายใหญ่จ๊ะ ไปปากน้ำโพอย่าลืมซื้อผลไม้มาฝากแม่ด้วยนะลูก แต่เอ๊ะ! ได้ยินว่าช่วงนี้ผลไม้เป็น’กะเทย’เยอะนี่ เอ็งได้ยินเขาว่าหรือไม่นังเผือก” หม่อมเอกจงใจพูดจากระแหนะกระแหนหาเรื่องแน่นอน หล่อนเน้นคำว่า ‘กะเทย’ดังชัด ให้ลูกเมียน้อยได้ยินถนัดสองกรรณ
“จริงเจ้าค่ะหม่อม กะเท๊ยกะเทย เม็ดลีบเสียจนหม่อมฉันไม่อยากซื้อกินเจ้าค่ะ” พอนายว่าขี้ข้าอย่างมันก็พลอยตามไปด้วย ทั้งสองหัวเราะร่วนไปตาม ๆ กัน
“หม่อมแม่หัวเราะเรื่องอะไรหรือขอรับ” ท่านชายกลางทรงสงสัย แค่เรื่องผลไม้มีอะไรให้น่าขำตรงไหน
“ฮ่า ๆ เปล่าหรอกจ้ะชาย ก็เรื่องจิปาถะทั่วไปกับนังเผือกนี่แหละจ้ะ อะ ๆ เชิญกินข้าวกันต่อดีกว่านะจ๊ะ”
คนพูดอาจจะสนุกปาก เพราะพวกเขาไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของผู้ฟังหรือผู้ถูกพาดพิง ท่านชายเดียวทรงไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ แม้จะไม่พึงหทัยอย่างไรก็ตาม ได้เพียงขุ่นไว้ในใสไว้นอกเท่านั้น แล้วก้มพักตร์เสวยต่อไปเงียบ ๆ
ท่านชายปิ๋วนั่งมองเหตุการณ์อยู่ทุกขณะ แต่ก็ไม่ได้ตรัสอะไรแทรกขึ้นมา ทรงทอดเนตรมองเชษฐาอย่างเห็นใจและเป็นห่วง ได้แต่ทรงเชื่อว่าคำพูดไร้แก่นสารของคนไม่มีหัวคิดจะไม่สามารถทำลายกำแพงคุ้มกันภายในหทัยของเชษฐาได้
“พ่อด้าว ใครมาน่ะลูก”
“คนที่บ้านของเพื่อนลูกน่ะขอรับ” ชายหนุ่มตอบด้วยคำโกหก หลังจากเขาแยกย้ายกับคนเมื่อครู่นี้ เขาก็รีบเก็บซองกระดาษไว้ในพกโจงกระเบนอย่างมิดเม้น ทันซ่อนจากสายตาของมารดาพอดี
“เขามาทำไหมหรือ มีเรื่องอะไร” อำแดงวาดยังคงสงสัยใคร่รู้
“เปล่าหรอกขอรับ เขามารับเอกสารไปเท่านั้นเอง หากคุณแม่ไม่มีอะไรแล้ว กระผมขอตัวนะขอรับ” ทันทีที่จบประโยค เขาก็เดินเลี่ยงหน้ามารดาออกไปอีกทางทันที เกรงว่าหากสนทนาด้วยนาน ๆ มารดาจะวกเข้าหาเรื่องไม่ควรพูดอีก ซึ่งก็ไม่ทันเสียแล้ว
“พ่อด้าว” อำแดงวาดเรียกรั้ง เดินไปยืนซึ่งหน้า แล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แม่ถามลูกจริง ๆ อีกครั้ง ลูกคิดอย่างนั้นจริง ๆ หรือ”
“คิดอย่างนั้น? อย่างไรหรือขอรับคุณแม่”
“พ่อด้าวอย่าทำเป็นเฉไฉ ก็เรื่องที่ลูกกำลังคิดทำอยู่นี่อย่างไรล่ะ แม่ไม่ห้ามหรอกนะหากลูกจะรักใคร แต่แม่ขอได้ไหม ขอให้ลูกประพฤติตามจารีตประเพณี ลูกจะไปรักผู้ชายด้วยกันได้อย่างไร” อำแดงวาดเอ่ยเสียงเว้าวอนแกมใบหน้าสลด หล่อนเพียงหวังให้ลูกทำในสิ่งที่ถูกที่ควรก็เท่านั้น
“คุณแม่ขอรับ ลูกขอเช่นกันขอรับ ชีวิตของลูกมีหนดียว ลูกคงไม่มีความสุขหากต้องฝืนใจทำอะไรที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนต้องการ ลูกรักท่านชายด้วยจิตใจ ไม่ใช่จารีตประเพณีขอรับ”
“แล้วไม่อยากมีลูกหลานสืบสกุลให้เจ้าคุณพ่อหรือ”
“ไม่ขอรับ มีลูกก็ใช่จะดี ลูกบางคนก็ทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์อย่างเช่นกระผมในตอนนี้ ส่วนเรื่องสืบสกุลนั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของคุณพี่ดินเถิดขอรับ” ชายหนุ่มว่าแล้วตัดจบ เดินสับเท้าเบี่ยงหน้าไปโดยเร็ว
“พ่อด้าว! อย่าเพิ่งไป ฟังแม่ก่อน”
มีแต่เสียงที่ตามหลังมา ทว่าผู้เป็นลูกก็ไม่ได้ให้ความสนใจด้วยซ้ำ เขาเข้าห้องนอน ลงกลอน แล้วสงบสติอารมณ์สักพัก ก่อนจะคลี่จดหมายลับ ๆ ขึ้นมาอ่านข้อความด้านใน เนื้อหาเขียนด้วยลายหัตถ์บรรจงของท่านชายเดียว ระบุว่า
‘ด้าว หากจดหมายฉบับนี้ถึงเธอแล้ว ฉันหวังว่าเธอคงเข้าใจ
ฉันต้องขอโทษด้วยที่เราคงหนีไปพร้อมกันไม่ได้แล้ว ฉันติดปัญหา พี่ชายของฉันก็จะเดินทางไปปากน้ำโพในวันเดียวกันกับฉัน พวกเขาอาจจะรูู้และนำเรื่องนี้ไปทูลเสด็จพ่อ ฉันขอให้เธอเดินทางไปก่อนโดยด่วนที่สุด เธอไปรอฉันที่เชียงใหม่ เมื่อฉันถึงแล้ว ฉันจะรีบไปหา หวังว่าเราจะหนีไปได้และใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นอย่างมีความสุข’
พอสุดบรรทัดในจดหมาย เขาไม่มัวรีรอ รีบเปิดกำปั่นเก็บเสื้อผ้าและทรัพย์สินที่มีพอที่จะนำติดตัวไปได้ รวมถึงซองจดหมายทั้งหมดที่เคยส่งถึงกับท่านชายเดียว คาดว่าจะออกเดินทางในช่วงเช้ามืดพรุ่งนี้ โดยที่เขาตั้งใจทิ้งจดหมายไว้ต่างหน้าหนึ่งฉบับ เพื่อแจ้งแก่มารดาว่าต้องเดินทางไปธุระสำคัญที่หัวเมืองใต้ เขาไม่ได้อยากโกหกนักหรอก แต่เพื่อเป็นการปกปิดความลับ และไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายตามมาทีหลัง จึงต้องทำ
ขณะนั้นอ้ายเกริกเขเามาพอดี ตามันเบิกกว้าง ตกในใหญ่ ชันเข่ามองดูอย่างงุนงง “คุณด้าวจะเก็บข้าวของไปที่ใดหรือขอรับ ขอกระผมไปด้วยคนซีขอรับ”
“ไม่ได้ เอ็งต้องอยู่ดูแลคุณแม่ที่นี่ ฉันจะไปธุระทางใต้ ฝากจดหมายนี้ให้ท่านด้วย รอให้ถึงเที่ยงของพรุ่งนี้ก่อนนะ ถึงเอาให้ เข้าใจไหม” ผู้เป็นนายว่าพลางยื่นซองให้ มองสายตาอ้อนวอนของบ่าวคนสนิทแล้วก็พาลให้ใจแป้วอยู่เหมือนกัน
นายเกริกเติบโตมาที่เรือนนี้พร้อม ๆ กันกับเขา คอยช่วยงานมาตั้งแต่เด็ก พอมาถึงวันที่ต้องจากไป เขาก็ใจหายอยู่พอประมาณ แต่จะทำอย่างไรได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ถึงคราวจากก็ต้องไป
“เอานี่ เงินในถุงนี้ ฉันให้ เอาไว้ใช้ส่วนตัวเอ็ง แล้วอย่าสุรุ่ยสุร่ายล่ะ”
“ขอรับ กระผมจะรอคุณด้าวกลับมาขอรับ” ว่าแล้วยื่นมือไปรับทั้งถุงเงินและซองจดหมายมา อ้ายบ่าวยิ้มร่า โดยหารู้ไม่ว่านายที่รักของมันกำลังจะทิ้งที่นี่ไปในเร็ว ๆ นี้แล้ว