เช้าวันถัดมามู่เฉิน อันเฉียนตื่นแต่เช้าเพื่อทำบะหมี่อายุยืนให้อาจารย์ด้วยตัวนางเอง มู่เฉิน อันเฉียนทำไปยิ้มไปอย่างมีความสุขม่านตงผ่านมาเห็นถึงกับมองตาค้างเมื่อเห็นมู่เฉิน อันเฉียน นางสวมใส่ชุดสตรีสีแดงสดเนื้อผ้าดูราวพลิ้วไหวได้เมื่อนางขยับตัวรอยปักประณีต ปล่อยผมลงรวมครึ่งปักปิ่นไม้อย่างเรียบง่าย แต่กลับดูราวกับเทพธิดาก็ไม่ปานมู่เฉิน อันเฉียนสังเกตเห็นเขาจึงได้กล่าวทัก
“ท่านยืนทำอะไรตรงนั้น”
“ข้าได้ยินเสียงในครัวเลยนึกว่าหนูจึงเข้ามาดู” เขากล่าวเสร็จจึงได้เดินเข้าครัวมาแล้วกล่าวถามต่อ
“มีสิ่งใดให้ช่วยหรือไม่”
มู่เฉิน อันเฉียนหันมองซ้ายขวาก่อนส่ายหัวเบาๆ
“ข้าเตรียมเกือบเสร็จแล้วเช่นนั้นท่านไปเตรียมโต๊ะให้ข้าที”
ม่านตงพยักหน้ารับ แล้วเดินไปยิ้มไปจัดโต๊ะอย่างอารมณ์ดี ไป๋หยินที่เพิ่งตื่นออกมาจากห้องเห็นท่าทางเช่นนั้นรู้สึกผิดสังเกตจึงได้เข้าไปถามอย่างสงสัย
“เช้าๆ เช่นนี้มีอะไรให้เ้ายิ้มนักหนางั้นหรือ”
“เื่ของข้าเ้ายุ่งอะไรเล่า”
“จัดโต๊ะมีคนทำอาหารเช้าแล้วหรือ”
“ก็ท่านแม่ทัพนั่นแหละนางตื่นแต่เช้าทำจนเสร็จเหลือเพียงยกออกมาให้ทุกคนเท่านั้น ข้าจึงมาช่วยนางจัดโต๊ะตรงนี้” เขายังคงยิ้มไม่หยุด
ไป๋หยินส่ายหน้า
“ท่าทางจะบ้า เมื่อคืนน้ำแกงเห็ดนั้นทำให้เ้าเมาหรือยังไงกัน”
“เ้าไปดูท่านชายเถอะอย่ามายุ่งกับข้า”
กล่าวเสร็จม่านตงก็เดินกลับเข้าครัวไป ไป๋หยินถอนหายใจแล้วเดินไปยังห้องของหลิว ฉางอี้เพื่อดูว่าเขานั้นตื่นหรือยัง
เขาเคาะที่ประตูเบาๆ ก่อนเดินเข้าไป
“ท่านชายท่านตื่นแล้วหรือ”
“ข้าตื่นนานแล้ว” หลิว ฉางอี้กำลังเขียนบางอย่างลงในกระดาษแล้วรีบพับยื่นให้ไป๋หยิน
“เ้าเอาไปส่งให้ข้าที ทำเหมือนเดินทุกๆ ครั้งที่เคยทำ”
ไป๋หยินแม้ไม่เข้าใจแต่ก็รับมา ก่อนเอ่ยถาม
“ท่านชายตกลงคนลึกลับผู้นี้คือใคร ข้าเห็นท่านเขียนจดหมายส่งให้เขามาตลอดแต่ไม่เคยเห็นได้รับกลับแม้แต่น้อย”
“หากเ้ารู้ข้าอาจต้องฆ่าเ้าเสีย เช่นนี้ยังอยากรู้หรือไม่”
“ท่านชายท่านฆ่าข้าลงหรือ” ไป๋หยินถามด้วยน้ำเสียงเจียมตนปนน่าสงสาร
“หากจำเป็เพื่อตัวเ้าเองอย่าได้ถามอีก”
“ขอรับ”
ไป๋หยินกล่าวตอบแล้วจึงเข้าไปช่วยหลิว ฉางอี้แต่งตัว เมื่อเสร็จแล้วจึงได้เดินออกมายังลานกว่างหน้าเรือน ไป๋หยินเมื่อได้เห็นสตรีชุดแดงยืนหันหลังอยู่เขาไม่รู้ว่าผู้ใดจึงเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย
“แม่นางท่านเป็ผู้ใดกัน”
มู่เฉิน อันเฉียนได้ยินเช่นนั้นจึงได้หันหลังกลับมามองคนทั้งสองอย่างประหลาดใจก่อนเผยยิ้มมุมปากอย่างที่นางทำเป็ประจำแล้วเอ่ย
“จำข้าไม่ได้หรือไง”
ไป๋หยินอึ้งไปหลิว ฉางอี้สงสัยว่าเหตุใดไป๋หยินเอ่ยถามเช่นนั้นทั้งๆ ที่เสียงที่ตอบกลับคือมู่เฉิน อันเฉียนไม่ผิดแน่
“ไป๋หยินมีอะไรหรือทำไมเ้าถึงจำอันเฉียนไม่ได้เสียงนั้นเป็เสียงของนางอย่างแน่นอน”
“วันนี้ท่านแม่ทัพต่างออกไป นางสวดชุดสตรีดูงดงามแปลกไปจากทุกครั้งข้าเลยจดไม่ได้เมื่อเห็นจากข้างหลัง”
หลิว ฉางอี้คิดในใจตกลงแล้วนางมีรูปร่างหน้าตาเช่นไรกันแน่ คิดเช่นนั้นเขาจึงได้เดินไปหามู่เฉิน อันเฉียนที่กำลังจัดเตรียมอาหารขึ้นโต๊ะแล้วดึงแขนนางหันมาเบาๆ
“อันเฉียนข้าขอจับใบหน้าท่านได้หรือไม่ หญิงงามที่ทำให้ไป๋หยินตะลึงเช่นนั้นข้าเองก็อยากเห็นแต่”
หลิว ฉางอี้หยุดกล่าวไปค่อยๆ ยกสองมือขึ้นจับที่ใบหน้าของนาง มู่เฉิน อันเฉียนเหมือนจะถอยออกเล็กน้อย แต่เขาได้รั้งไว้แล้วค่อยๆ ใช้สองมือลูปใบหน้าั้แ่หน้าผากลงปลายจมูกทั้งริมฝีปากของนาง หลังจากนั้นเขาได้ลูปจัดไปยังศีรษะเพื่อดูทรงผมเครื่องประดับที่นางนั้นใส่อยู่ แล้วจึงค่อยๆ ลูบไล้ลงมาที่อาภรณ์นางอย่างทะนุถนอม
มู่เฉิน อันเฉียนแม้รู้สึกประหลาดที่มีคนมาจับต้องนางเช่นนี้แต่นางก็ไม่ได้ปัดป้องออกไปอย่างชัดเจนนัก ท่านผู้เฒ่าและซื่อหยวนเองที่เดินออกมาพอดีเห็นคนทั้งสองจับลูบกันอยู่จึงได้แต่เห็นมองหน้ากัน ก่อนซื่อหยวนจะกระแอมขัดการกระทำนั้นขึ้น
“ท่านชายหลิวช่างโดดเด่นชัดเจนเสียจริง คนหรูโจวเช่นพวกข้าเปรียบไม่ได้”
“ถึงทำให้ศิษย์น้องข้ายืนนิ่งให้ท่านจับคลำนางเช่นนั้น”
“ท่านชายเพียงอยากรู้หน้าตาข้าเท่านั้น” มู่เฉิน อันเฉียนรีบกล่าวป้องตัวเอง
หลิว ฉางอี้ยิ้มที่ได้ยินนางกล่าวออกไปเช่นนั้นแล้วจึงกล่าวอย่างอ่อนโยน
“เป็ข้าลุกล้ำจริง ข้าเพียงสงสัยว่านางหน้าตาแต่งกายเช่นไรถึงทำให้ไป๋หยินถึงกับจำไม่ได้เมื่อแรกพบ”
“ข้าต้องขอโทษด้วย”
“เอาล่ะๆ นั่งเถอะข้าหิวแล้ว” ท่านผู้เฒ่ากล่าวขึ้นทั้งเดินไปนั่งลงที่โต๊ะ
“อาจารย์ข้าไปตักบะหมี่มาให้” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวแล้วกำลังเดินไป
ขณะนั้นม่านตงก็ยกออกมาให้นางพอดี
“ท่าน ไม่แม่นางมู่เฉินข้ายกออกมาให้ท่านแล้ว”
“ขอบคุณท่านมาก ท่านเองไปนั่งเถอะข้ายกให้อาจารย์เอง” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวเสร็จจึงยกจากมือเขามา
ม่านตงเองก็ยื่นให้นางอย่างใจดี ทั้งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่หยุดเมื่อเขาเดินไปนั่งข้างไป๋หยินจึงได้กล่าวแขวะออกมา
“นี่เ้ากลายเป็คนของท่านแม่ทัพมู่เฉินั้แ่เมื่อไหร่งั้นหรือ ถึงช่วยนางทั้งยิ้มอยู่ได้”
“เ้าไม่เข้าใจอย่างยุ่งดีกว่า แม่นางมู่เฉินทั้งงดงาม อ่อนโยนและกตัญญูมีสิ่งใดให้เ้าอคติกับนางนักหนา”
“รู้จักนางเพียงสามสี่วันเห็นว่านางดีขนาดนั้นแล้วไม่นานคงเปลี่ยนไปพักดีต่อนางกระมังม่านตง”
ม่านตงไม่เอ่ยตอบเพียงหันไปมองหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ที่ไป๋หยินมักกล่าวว่าเขาอยู่ตลอด
มู่เฉิน อันเฉียนเองยกบะหมี่อายุยืนมาให้อาจารย์ ท่านผู้เฒ่ารับไว้ซื่อหยวนเองก็รินเหล้าดอกเบญจมาศให้แก่ผู้เป็อาจารย์ หลังจากนั้นทั้งสองได้คุกเข่าลงต่อหน้าอาจารย์และเอ่ยกล่าวอย่างพร้อมเพรียง
“ศิษย์ทั้งสองขออาจารย์อายุมั่นขวัญยืน”
กล่าวเสร็จจึงได้คำนับลง ท่านผู้เฒ่ามองทั้งสองอย่างภูมิใจและเอ็นดูก่อนยื่นมือไปตบที่ศีรษะของศิษย์ทั้งสองอย่างทะนุถนอมแล้วกล่าวให้พร
“พวกเ้าเองออกรบอยู่เสมอข้าก็ขอให้เหล่าเทพเทวาจงคุ้มครอง”
“มาๆ ลุกขึ้นเถิดกินข้าวๆ ” ท่านผู้เฒ่าพยุงศิษย์ทั้งสองให้มานั่งที่โต๊ะ
หลังจากนั้นทุกคนจึงได้ทานอาหารพูดคุยกันอย่างรื่นเริงอีกครั้ง ก่อนที่หลิว ฉางอี้จะเอ่ยถามต่อท่านผู้เฒ่า
“จริงสิท่านผู้เฒ่าอย่างไรท่านติดตามพวกเราลงเขาดีหรือไม่”
“งานมงคลสมรสของข้าและอันเฉียนเหลือเวลาอีกเพียงไม่นาน เช่นนี้ท่านจะได้ไม่ลำบากมากนักที่ต้องเดินทางคนเดียว”
มู่เฉิน อันเฉียนเองก็หันไปมองหน้าผู้เป็อาจารย์อย่างสงสัยในคำตอบ
“ข้าไม่ชอบคนมากรอเมื่อถึงฤกษ์มงคลข้าจะลงเขาเองเช่นนั้นดีกว่า”
มู่เฉิน อันเฉียนเองก็เข้าใจอาจารย์ได้จึงไม่ได้ร้องขอต่อ หลิว ฉางอี้เองที่ไม่เห็นนางกล่าวสิ่งใดจึงเพียงยิ้มรับในคำตอบของท่านผู้เฒ่า
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ท่านผู้เฒ่าได้นำเข็มเงินออกมาเพื่อช่วยตรวจอาการของหลิว ฉางอี้ตามที่มู่เฉิน อันเฉียนเคยกล่าวขอ
“ท่านชายข้าขอตรวจดูสักหน่อย”
กล่าวเสร็จจึงได้ยื่นมือไปตรวจดูที่ดวงตาของเขาทั้งสองข้างอย่างละเอียด จากนั้นจึงได้ััชีพจรเพื่อตรวจดูการไหลเวียนภายในร่างกาย หลังจากตรวจดูทั้งหมดแล้วท่านผู้เฒ่าดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะหยิบเข็มเงินจะแทงไปยังจุดต่างๆ แต่ไป๋หยินได้ยื่นมือเข้าห้ามไว้
“ท่านชายท่านจะให้ท่านผู้เฒ่าทำจริงหรือ ถึงเป็อาจารย์แต่ก็มิใช่หมอไว้ใจได้มากน้อยเท่าใดเรายังไม่รู้แจ้ง”
“อาจารย์ข้าเคยเป็หนึ่งในหมอฝีมือดีที่สุดในใต้หล้าหากเ้ากลัวเช่นนั้น ก็ให้เขาตาบอดเช่นนี้แลดีแล้ว” ซื่อหยวนกล่าวอย่างโมโหเมื่อเห็นไป๋หยินลบหลู่อาจารย์ตน
“พวกท่านเองที่มาก็ไม่แน่ชัดต่อข้าเช่นกัน หากแต่มิใช่ข้าและศิษย์พี่หรือที่ต้อนรับขับสู้เป็อย่างดี” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวออกไปอย่างไม่พอใจต่อคำพูดไป๋หยินเช่นกัน ก่อนหันไปถามต่อหลิว ฉางอี้
“ท่านชายท่านเลือกเองเถิดว่าจะให้อาจารย์ข้ารักษาดูหรือไม่ ข้าและอาจารย์ไม่ได้บังคับหากไม่เต็มใจก็ปฏิเสธออกมาเถิด”
“ท่านผู้เฒ่าทำต่อเถิดข้าเองไม่ได้กลัวสิ่งใดทั้งยังเชื่อใจท่านและอันเฉียนอย่างแน่นอน” หลิว ฉางอี้กล่าวอย่างหนักแน่นพร้อมเอื้อมมือมาจับมือของมู่เฉิน อันเฉียนไว้เพื่อให้นางเชื่อใจว่าคำพูดเขานั้นเชื่อถือได้
เช่นนั้นแล้วไป๋หยินจึงไม่ได้กล่าวต่อต้านและยอมให้ท่านผู้เฒ่ารักษาต่อไป เขาได้ฝังเข็มลงไปตามจุดต่างๆ ทั้งนำสมุนไพรหน้าตาประหลาดมาบดรวมกันเป็เนื้อละเอียดแล้วให้หลิว ฉางอี้วางไว้ใต้ลิ้นอมเอาไว้เช่นนั้นหนึ่งชั่วยาม
หนึ่งชั่วยามตอนนั้นช่างยาวนานต่อทุกคนไป๋หยินคอยมองอาการของหลิว ฉางอี้ไม่ห่าง มู่เฉิน อันเฉียนเองก็นั่งอยู่ข้างๆ เขาเพื่อให้เขาจับมืออยู่อย่างนั้นไม่ห่าง ม่านตงและซื่อหยวนที่เริ่มรู้สึกเบื่อจึงได้คิดทดสอบฝีมือของกันและกัน มู่เฉิน อันเฉียนเองก็ดูจะสนใจนางจะลุกขึ้นแต่หากหลิว ฉางอี้นั้นไม่ยอมปล่อยนางจึงนั่งลงเพียงหันไปมองเท่านั้น
ม่านตงนั้นถือได้ว่าเป็องครักษ์ประจำตระกูลหลิวที่ หลิว ฉางอี้คัดเลือกด้วยตนเองฝีมือนั้นนับได้ว่าไม่ธรรมดาแม้ภายนอกจะดูใจดี หากเมื่อได้ชักดาบแล้วนั้นกลับเผยท่าทางสง่างามทวงท่ารวดเร็วนับได้ว่าเป็ต่อ ถึงอย่างนั้นยังแพ้ต่อประสบการณ์ในการต่อสู้ของซื่อหยวนที่ทั้งดุดันและองอาจกว่า ทุกการฟาดฟันลงนั้นยากรับมือยิ่งนัก
“เสี่ยวเฉียนเ้าว่าศิษย์พี่เ้าชนะหรือคุณชายม่านผู้นั้นจะชนะ” ท่านผู้เฒ่าที่กำลังดื่มด่ำสุรากลาวถามมู่เฉิน อันเฉียน
“ม่านตงรวดเร็วแม่นยำหากแต่แพ้เื่กำลังและประสบการณ์อย่างไรศิษย์พี่ก็ชนะ” มู่เฉิน อันเฉียนยิ้มออกมาอย่างพอใจ แล้วกล่าวต่อ
“แต่บุรุษจากเมืองหลวงเช่นเขาฝีมือขั้นนี้นับว่าหายากขัดเกลาเสียหน่อยต้องก้าวหน้ากว่าศิษย์พี่แน่”
ซื่อหยวนที่ได้ยินศิษย์น้องของตนกล่าวเช่นนั้นจึงเสียสมาธิไป่หนึ่งจึงเกือบเสียท่าต่อม่านตง แต่เขาก็พลิกตัวกลับได้อย่างรวดเร็ว ซื่อหยวนใช้โอกาสนี้ะโตัวสูงฟาดลงมาอย่างเต็มแรงม่านตงนั้นรับไม่ไหวสุดท้ายก็แพ้ไปจริงๆ
“ข้าม่านตงแพ้แล้ว ท่านรองแม่ทัพฝีมือล้ำเลิศจริงๆ ”
ซื่อหยวนรับคารวะจากม่านตงทั้งกล่าว
“ศิษย์น้องข้าเป็คนมองขาด นางเองก็กล่าวว่าท่านนั้นฝีมือดีอีกหน่อยเราก็ฝึกด้วยกันอีกดีหรือไม่”
ม่านตงยิ้มต่อคำพูดของซื่อหยวน
หลังจากที่ทั้งสองทดสอบจนรู้แพ้ชนะแล้วนั้น ด้านหลิว ฉางอี้เองก็ได้มีปฏิกิริยาบางอย่างขั้นมาเช่นกัน ตัวเขาร้อนขึ้นเป็อย่างมากใบหน้าเขียวแดงเหงื่อออกเต็มกายฝ่ามือที่จับมือมู่เฉิน อันเฉียนอยู่นั้นเปียกโชก ท่านผู้เฒ่าให้เขาคายสมุนไพรเมื่อครู่ออกมาสีของมันเปลี่ยนเป็สีดำจนเหมือนสีของถ่านก็ไม่ปาน เห็นเช่นนั้นท่านผู้เฒ่าจึงได้ดึงเข็มทั้งหมดออกแล้วให้เขาไปนอนพักผ่อน มู่เฉิน อันเฉียนเห็นสีหน้าอาจารย์ไม่ดีนักจึงถามอย่างสงสัย
“อาจารย์มีสิ่งใดผิดปกติหรือ”
“พิษนี้เดิมทีดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่ร่างกายของเขาต้องได้รับอยู่ตลอดจนพิษนี้ซึมลึกเป็ส่วนหนึ่งของเขาหากอยากแก้พิษ”
“รับอยู่ตลอดงั้นหรือ” ซื่อหยวนกล่าวอย่างแปลกใจ
“ท่านว่าเป็เขาตั้งใจรับพิษเข้าไปหรือ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าว
“เป็ไปไม่ได้หรอกท่าน ท่านชายมีเหตุผลใดที่ต้องรับพิษเข้าไปทั้งที่มันทำให้ตัวเขาตาบอดเช่นนี้” ม่านตงกล่าวปฏิเสธแทนผู้เป็นาย
“เ้าอยู่กับเขามานานเท่าใด รู้จักเขาดีหรือไม่” ซื่อหยวนเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
“ข้ามาอยู่กับจวนสกุลหลิวเกือบสิบปีแล้ว นับได้ว่าเติบโตมาพร้อมท่านชายแม้ไม่นานเท่าไป๋หยิน แต่ท่านชายไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่” ม่านตงยังคงยืนยันอย่างเชื่อมั่นใจตัวของหลิว ฉางอี้ผู้เป็นาย
“ตระกูลหลิวเป็หนึ่งใสสามตระกูลใหญ่ของเสวียนหยาง การคุ้มครองย่อมแ่า” ท่านผู้เฒ่ากล่าวทำให้มู่เฉิน อันเฉียนคิดได้
“เช่นนั้นต้องเป็คนข้างกายหรือคนที่เขาไว้ใจพอที่จะให้เขารับมันเข้าไปงั้นหรือ”
ทั้งสี่มองหน้ากันอย่างมีประเด็น ความเป็ไปได้มีมากที่จะเป็เช่นนั้นมู่เฉิน อันเฉียนหันไปมองม่านตงอย่างสงสัย
“ท่านแม่ทัพท่านคงไม่คิดว่าข้าใช่หรือไม่”
“แล้วใช่หรือไม่” นางถามอย่างไม่ไว้หน้า
“ท่านชายเป็ผู้มีพระคุณข้าไม่ทำแน่” ม่านตงส่ายหน้ายืนยันในคำพูด
“เื่นี้ข้าจะตรวจสอบตอนนี้เ้าอย่าได้พูดไปได้หรือไม่”
“ขอรับ”
มู่เฉิน อันเฉียนมีแผนในการสืบในใจเหลือเพียงรอกลับไปทำตามที่นางคิดเท่านั้น
“ข้าจะไปเตรียมยาให้เขาแล้วกัน” ท่านผู้เฒ่ากล่าวแล้วเดินไป
มู่เฉิน อันเฉียนเองที่ยังคงนั่งคิดถึงความเป็ไปได้ในเื่ของพิษนี้ แต่ซื่อหยวนเองได้ให้นางวางเื่ทั้งหมดลงก่อนตรวจสอบทีหลังได้ เวลาเช่นนี้นับเป็เวลาดีที่นางควรพักผ่อน มู่เฉิน อันเฉียนจึงได้ยิ้มรับและเดินออกไปที่ต้นไม่ใหญ่ริมผาเพื่อพักผ่อนดังที่เขาบอก ถึงอย่างนั้นในหัวของนางเองยังคงคิดวนเกี่ยวกับเื่มากมายทั้งค่ายทหาร การฝึกทหาร การรบ การวางค่ายกลพื้นที่ต่างๆ บัดนี้มีเื่ของหลิว ฉางอี้ให้นางคิดเพิ่มอีกอย่าง สำหรับนางนั้นการวางซึ่งเื่เหล่านี้ทำยากกว่าจับดาบเดินเข้าสู่สนามรบเสียอีก
ม่านตงและซื่อหยวนเองก็ต่างแยกย้ายไปพักผ่อนตามใจตนเช่นกัน ด้านไป๋หยินที่เฝ้าหลิว ฉางอี้ไม่ห่างนั้นได้พึมพำออกมา
“ท่านชายนะ ท่านชายข้าเตือนท่านก็ไม่ฟังข้า”
หลิว ฉางอี้ที่สลบไปนานรู้สึกตัวขึ้นมาพอดีจึงได้ยินที่เขากล่าว
“ข้าก็ไม่ตายไม่ใช่หรือ” กล่าวเสร็จจึงค่อยๆ ลุกขึ้น ตอนนั้นเองที่เขาลุกขึ้นดวงตาของเขาที่เคยมืดบอดมาอย่างเนิ่นนาน กลับเห็นเลือนราง
ไป๋หยินเห็นเช่นนั้นจึงได้รีบไปตามท่านผู้เฒ่า เพื่อแจ้งต่อเขาว่าดวงตาของผู้เป็นายนั้นเหมือนจะมองเห็น
ทุกคนที่ได้ยินต่างตื่นเต้น เพราะอาการเขาเมื่อเช้านั้นไม่ได้มีทีท่าว่าจะดีขึ้นอย่างใด ท่านผู้เฒ่าที่เข้ามาตรวจดูนั้นกลับไม่ได้ดูตื่นเต้น
“เช่นใดหรือท่านผู้เฒ่า” ไป๋หยินถามอย่างร้อนใจ
เขาถอนหายใจก่อนกล่าวออกมา
“นี้ไม่นับว่าหายหรอกนะ อาจแค่กลับมามองเห็นได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น”
“อาจารย์ทำไมถึงเป็เช่นนั้น” มู่เฉิน อันเฉียนที่เพิ่งเดินเข้ามา
หลิว ฉางอี้ได้เห็นหน้าของมู่เฉิน อันเฉียนเป็ครั้งแรกก็ได้มองนางอยู่เนิ่นนานแม้ภาพที่เห็นจะเลือนราง หากแต่เขากลับพอใจและรู้ได้ว่านางนั้นช่างแตกต่างและงดงามจริงๆ เขาเผยยิ้มอ่อนโยนออกมาพร้อมกล่าว
“ต่อให้เพียงชั่วคราวเพียงข้าได้เห็นท่านเช่นนี้ก็ถือได้ว่าไม่เสียเปล่าแล้วจริงๆ ”
“ท่านมองเห็นข้าหรือ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวอย่างสงสัย
“เพียงเลือนราง”
มู่เฉิน อันเฉียนได้ยินเช่นนั้นความเวทนาเกิดขึ้นในจิตใจอีกครั้งแต่ก็มิได้ลบทิ้งซึ่งความสงสัยที่นางมีต่อเขาในใจแต่อย่างใด
“เหมือนที่ข้าบอกหากท่านชายยังได้รับพิษอยู่เรื่อยๆ อย่างไรเสียไม่มีทางที่ตาท่านจะกลับมามองเห็นได้”
“และเมื่อยิ่งนานไปดวงตานี้จะไม่สามารถกลับมามองเห็นได้อีก” ท่านผู้เฒ่ากล่าว
“รับผิดต่อเนื่องงั้นหรือจะเป็ไปได้อย่างไร” ไป๋หยินไม่เข้าใจ
ม่านตงจึงอธิบายถึงเื่ก่อนหน้าที่พวกเขาคุยกัน
“เดิมทีข้าอยากเก็บเป็ความลับและสืบเงียบๆ แต่เมื่อเห็นท่านชายเช่นนี้แล้วคงปิดต่อไปไม่ได้” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าว
“ท่านชายนับแต่โดนพิษมีสิ่งใดที่ผิดไปจากปกติหรือไม่” ท่านผู้เฒ่าเอ่ยถาม
“ผิดปกติเช่นไร” หลิว ฉางอี้ถามเพื่อให้กระจ่าง
“พิษที่ท่านได้รับนั้นมาจากหมู่บ้านหนึ่งทางหัวเมืองเหนือแต่หมู่บ้านนี้อันที่จริงแล้วได้สาบสูญไปนาน ผู้คนที่นั่นต่างตายไปหมดพิษนี้สามารถรับเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากการกิน การดมหรือเพียงละอองต้องตัวก็นับว่าโดนพิษแล้ว”
“ตอนที่ข้าเห็นซากสมุนไพรที่ท่านคายออกมาและอาการต่างๆ นั้นทำให้ข้าแน่ใจว่าไม่ผิดแน่แต่ที่ข้าไม่รู้คือ พิษเฉพาะตัวจากหมู่บ้านที่สาบสูญเช่นนี้ท่านไปรับมาจากที่ใด”
หลิว ฉางอี้พยายามคิดว่าั้แ่นั้นมีสิ่งใดผิดปกติบ้างแต่ตัวเขาก็คิดไม่ออก ตอนนั้นเองที่ไป๋หยินจู่ๆ ก็กล่าวออกมา
“ข้าอยู่กับท่านชายตลอดนับแต่โดนพิษเราระวังเป็สองเท่า สิ่งเดียวที่ผิดไปจากปกติก็คือสมุนไพรบำรุงร่างกายของท่านหญิงจูเท่านั้น”
“ท่านหญิงจูหรือ” มู่เฉิน อันเฉียนเอ่ยถาม
“ท่านหญิงจูท่านชายหวังว่านางคงไม่ใช่สตรีของท่านหรอกนะ” ซื่อหยวนเอ่ยอย่างไม่ไว้หน้าผู้ใด
“โปรดอย่าเข้าใจผิด ท่านหญิงจูคือญาติผู้น้องฝั่งมารดาหาใช่สตรีของข้า” หลิว ฉางอี้รีบกล่าวปฏิเสธ
“แล้วนางไว้ใจได้มากน้อยเท่าใด” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวถามอีกครั้ง
“ครอบครัวนางตายั้แ่เด็กจึงเติบโตมาในจวนสกุลหลิว ข้าไม่คิดว่านางจะมีปัญหาใด”
“ท่านไว้ใจนางมากเช่นนั้นใช่หรือไม่ หากข้าอยากตรวจสอบท่านจะว่าเช่นไร”
“หากเป็ท่านข้าย่อมไม่ขัด”
มู่เฉิน อันเฉียนหันไปถามกับไป๋หยิน
“ท่านได้นำสมุนไพรมาด้วยหรือไม่”
ไป๋หยินเดินไปหยิบออกมาจากห่อสัมภาระ
“ท่านหญิงจูเคยบอกให้ข้าต้มให้ท่านชายทุกวันก่อนนอนข้าไม่ลืมแน่”
ท่านผู้เฒ่าหยิบไปเพื่อตรวจสอบ เขาหยักหน้าออกมาเบาๆ
“สิ่งนี้มีพิษจริงๆ เพียงแต่ปริมาณน้อยมากจริงยากต่อการตรวจสอบ อีกทั้งพิษนี้ไร้สีไร้กลิ่นจึงไม่เป็ที่สงสัย”
“ท่านแน่ใจหรือ” หลิว ฉางอี้ถามอย่างไม่แน่ใจ
“นางไม่มีเหตุผลต้องทำ”
“หากนางโดนหลอกล่ะ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวขัดขึ้น
ได้ยินเช่นนั้นหลิว ฉางอี้จึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ
“นับแต่นี้จงอย่าได้กินมันอีกระหว่างที่ยังอยู่ที่นี้ข้าจะรักษาให้เพื่อดูว่าจะอย่างไรต่อ ท่านชายท่านว่าอย่างไร” ท่านผู้เฒ่าเอ่ยถาม
“ตามที่ท่านเห็นสมควร” หลิว ฉางอี้ตอบเพียงเรียบๆ
ก่อนที่ทุกคนจะออกจากห้องเพื่อให้หลิว ฉางอี้นั้นได้พักผ่อน เขาเองได้เอ่ยขอให้มู่เฉิน อันเฉียนอยู่ก่อน
“อันเฉียนท่านอยู่ก่อนได้หรือไม่”
มู่เฉิน อันเฉียนหันไปมองอาจารย์ก่อนจะเดินกลับเข้ามา
ไป๋หยินเมื่อทุกคนออกจากห้องหมดแล้วเขาได้เอื้อมปิดประตูให้ทั้งสองนั้นได้พูดคุยกัน นางเดินไปข้างๆ เตียงแล้วนั่งลง
“ท่านมีอะไรหรือ”
“จู เมิ่งเหยียนเป็ญาติผู้น้องข้าเองเห็นนางเป็เพียงน้องสาวมาตลอด”
มู่เฉิน อันเฉียนยังคงเงียบเฉยต่อสิ่งที่เขากล่าว
“ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้ท่านเข้าใจผิด อันเฉียนเ้าเข้าใจใช่หรือไม่”
“ระหว่างท่านกับนางจะเป็ญาติผู้น้องหรือสตรีของท่านล้วนไม่เกี่ยวกับข้า เราทั้งสองแม้มีสมรสพระราชทานรออยู่หากแต่เรานั้นยังไม่ได้แต่ง ท่านเองอย่ากังวล”
“อันที่จริงเมื่อแต่งงานกันแล้ว หากท่านหรือตระกูลท่าน้าอนุเพื่อสืบทายาทเื่นั้นข้าก็ไม่ติดหรือข้องใจ ตัวข้าชีวิตข้าไม่สามารถตายเพื่อท่านหรือตระกูลท่าน”
“เช่นนั้นชีวิตท่าน ท่านสามารถตายเพื่อผู้ใด ฮ่องเต้งั้นหรือ” หลิว ฉางอี้เอ่ยถามเชิงน้อยใจกับคำตอบของนางที่ดูไม่ใส่ใจและเยือกเย็น
มู่เฉิน อันเฉียนหัวเราะออกมาก่อนตอบกับคำถามของเขา
“ฮ่องเต้หรือข้าเกลียดเขายิ่งกว่าศัตรูที่ลุกลานจะตายเพื่อคนเช่นนั้นไปเพื่ออะไร”
“ข้าตายได้เพื่อกองทัพของข้าและแผ่นดินที่บิดามารดาและคนในตระกูลหลั่งเืเพื่อรักษานี่ต่างหาก”
นางหันไปมองหลิว ฉางอี้ที่พยายามมองหน้านางด้วยสายตาที่เลือนรางของเขา
“อันที่จริงข้าเคยคิดกับตัวเองว่าชั่วชีวิตนี้ไร้คู่ครองเพื่อหลีกหนีซึ่งความวุ่นวายไม่้าให้คนรุ่นหลังต้องมาประสพเหตุดังที่ข้าเคยพบ เพียงแต่ตอนนี้กลับต่างออกไป”
“ข้าสามารถแต่งกับท่านได้ แต่ตัวข้าได้ไร้ซึ่งหัวใจไปนานแล้วข้าขอโทษด้วย”
จบประโยคนั้นตัวนางเองได้เดินออกไปทิ้งเพียงหลิว ฉางอี้ไว้ผู้เดียว เขาเองได้ยินนางกล่าวอย่างเ็าและไร้เยื่อใยเช่นนั้นจึงสุดจะรั้งนางไว้ เขาเพียงพึมพำกับตนเอง
“ข้าไม่เคยยอมแพ้มู่เฉิน อันเฉียน”
ค่ำวันนั้นทุกอย่างผ่านไปอย่างปกติและเรียบเฉย มู่เฉิน อันเฉียนเดินออกมาตากลมที่ริมผาในใจคิดว่าสิ่งที่นางกล่าวออกไปนั้นดูไร้หัวใจไปหรือไม่ นางเหม่อมองท้องฟ้าที่มีดวงดาวละลานตาเปล่งประกายแล้วถอนใจออกมา มู่เฉิน อันเฉียนหยิบเซียวไม้ไผ่เมื่อครั้งยังเด็กออกมาเบาหนึ่งเพื่อลดความกังวลในใจมากมายที่ยังคิดไม่ตก สองเพื่อให้เพลงนี้ส่งไปยังหลิว ฉางอี้เพื่อเป็การขอโทษต่อคำพูดและสิ่งที่นางให้เขาไม่ได้ แม้ไม่ใช่สิ่งที่เต็มใจหากเมื่อต้องแต่งแล้วนางเองควรจะดีกับเขาให้มากหากเขานั้นเป็เพียงผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งนางไม่สามารถผลักแรงเกลียดชังต่อผู้ที่ส่งเขามาไปยังตัวเขาได้
หลิว ฉางอี้ที่ยังคงไม่นอนได้ยินเพลงที่นางเป่าบทเพลงไม่คุ้นหูแต่ทำนองช่างโศกเศร้าและรู้สึกผิด เขาเองนั่งฟังเพลงที่นางเป่าเช่นนั้นจนจบในใจคิดถึงสิ่งที่ตนต้องทำว่าที่จริงแล้วนางควรพบกับเื่เช่นนี้จริงหรือ เมื่อหากนางรู้ความจริงนางจะเกลียดเขามากเพียงใด
หลังจากคืนนั้นพวกเขาอาสับอยู่บนเขากั๋วซานอีกสองวันก่อนเดินทางกลับ ทุกคนนั้นเมื่ออยู่ด้วยกันจึงเริ่มปรับตัวให้อยู่ร่วมกัน ดวงตาของหลิว ฉางอี้ค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ ภาพอันเลือนรางของมู่เฉิน อันเฉียนเองก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองไม่เอ่ยถึงเื่ที่พูดคุยคืนนั้นหากแต่ปฏิบัติดีต่อกันเรื่อยมา
“อาจารย์ข้าควรต้องกลับแล้วกองทัพไม่อาจขาดผู้นำ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวลา
“ก็ดีข้าเองจะได้เตรียมตัวลงเขาเช่นกันข้าวของที่นี่มีอีกหลายอย่างให้ข้าต้องเก็บให้เรียบร้อยก่อนลงไป” ท่านผู้เฒ่ากล่าวเป็นัยสัญญาต่อมู่เฉิน อันเฉียนว่าเขานั้นต้องลงไปร่วมงานมงคลของนางอย่างแน่นอน
มู่เฉิน อันเฉียนยิ้มรับคำอาจารย์
“จริงสิท่านชายดวงตาของท่านเมื่อลงเขาไปก็ให้ปฏิบัติเช่นที่ข้าเคยบอกท่าน เท่านั้นอีกไม่นานดวงตาท่านจะสามารถกลับมามองเห็นได้ดังเดิมเพียงแต่ต้องใช้เวลา” ท่านผู้เฒ่าหันไปกล่าวต่อหลิว ฉางอี้
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่เมตตา”
หลังจากล่ำลาเสร็จคนทั้งห้าได้เดินทางลงเขากลับสู่จวนแม่ทัพใหญ่