ณ โถงประจำตระกูล บรรดาผู้าุโแห่งตระกูลมู่ล้วนมาชุมนุมกันพร้อมเพรียง ไม่เหลือที่นั่งว่างแม้แต่ที่เดียวบรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความตึงเครียดปานพายุที่กำลังจะก่อตัว
บนที่นั่งประจำตระกูล มู่อู่จี๋ ชายวัยกลางคนในชุดดำ ผู้รักษาการแทนผู้นำตระกูลนั่งขมวดคิ้วมุ่นรอยครุ่นคิดฉายชัดอยู่บนใบหน้า ดวงตาเหลือบมองไปยังเหล่าผู้าุโเบื้องล่างก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา
"เื่ของเฉินเอ๋อร์ข้าเชื่อว่าทุกท่านคงได้ยินมาบ้างแล้ว"
"พวกท่านมีวิธีรับมือกับเื่นี้อย่างไรบ้าง?"
เป็จริงอย่างที่คิดไว้เลย! พวกเขามาเพราะเื่นี้เหล่าผู้าุโต่างตระหนักได้ในทันที
ไม่กี่วันก่อนข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองชิงหยุน กล่าวกันว่าหวังเยี่ยนหรันอัจฉริยะสาวแห่งตระกูลหวัง ผู้เป็ศิษย์ของถ้ำหลิงซู ได้กลับมาจากการฝึกตนแล้วนางมีจุดประสงค์สองประการในการเดินทางครั้งนี้ อย่างแรกคือการท่องเที่ยวส่วนอย่างที่สองคือการมาที่ตระกูลมู่เพื่อถอนหมั้นกับมู่เฉิน
เื่การหมั้นหมายนี้มีมานานกว่าสิบปีแล้วย้อนกลับไปในสมัยที่มู่เสินฉวนยังดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูล เขาได้ตกลงเื่การหมั้นหมายไว้กับผู้นำตระกูลหวังอย่างลับๆซึ่งเื่ในตอนนั้นสร้างความฮือฮาเป็อย่างมาก ผู้คนมากมายต่างรับรู้และพูดถึงกันกว้างขวาง
ทว่าบัดนี้ ข่าวลือเื่การถอนหมั้นได้แพร่สะพัดออกไปกลายเป็หัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในเมืองชิงหยุนหลายคนต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าเป็เื่จริงหรือไม่แต่ควันไม่มีไฟย่อมเป็ไปไม่ได้ คงต้องมีผู้อยู่เื้ัคอยบงการเื่นี้อยู่เป็แน่
"หึ!"
"ข้าว่าเื่นี้คงเป็ความจริงถึงแปดในสิบส่วน!"
"คนตระกูลหวังล้วนเป็พวกเนรคุณลืมบุญคุณที่เสี่ยวฉวนเคยช่วยเหลือพวกเขาไว้!"
"หลายปีมานี้ ตลาดการค้าของตระกูลเรากับพวกเขามักมีเื่ขัดแย้งกันอยู่เสมอ"
ผู้าุโท่านหนึ่งกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยวเขาคือ มู่ผิงหยาง ผู้าุโสาม ผู้ดูแลตลาดของตระกูลและเป็หนึ่งในผู้มีอำนาจในตระกูลมู่
"ผู้าุโสามพูดถูก"
"ตระกูลหวังดูเหมือนจะไม่สงบเสงี่ยมลงเลยใน่หลายปีที่ผ่านมา"
"แต่ถ้าหวังเยี่ยนหรันมาถอนหมั้นจริงๆเราจะทำอย่างไร?"
"อย่าลืมว่านางไม่เพียงแต่เป็ทายาทสายตรงของตระกูลหวังเท่านั้นแต่ยังเป็ศิษย์ของถ้ำหลิงซูอีกด้วย!" ผู้าุโอีกท่านหนึ่งกล่าวด้วยความวิตกกังวล
เมื่อเอ่ยถึงถ้ำหลิงซูสีหน้าของหลายคนก็ไม่สู้ดีนัก ถ้ำหลิงซูเปรียบเสมือนผู้มีอิทธิพลคับฟ้า แม้ตระกูลมู่จะเป็หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองชิงหยุนแต่ก็ไม่อาจเทียบเคียงได้ ไม่ต้องพูดถึงผู้แข็งแกร่งระดับแก่นปราณแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับตำหนักม่วง พวกเขาก็มีอยู่หลายคน หากทำให้พวกเขาแค้นเคืองขึ้นมาตระกูลมู่อาจต้องเผชิญหายนะนองเื หรืออาจถึงขั้นตระกูลล่มสลายเลยก็เป็ได้
แต่ถ้าปล่อยให้หวังเยี่ยนหรันมาถอนหมั้นง่ายๆเช่นนี้ ชื่อเสียงของตระกูลมู่ในเมืองชิงหยุนย่อมต้องป่นปี้กลายเป็เื่ตลกขบขันถูกโจษจันไปทั่ว
บรรยากาศเงียบสงัดทุกคนต่างตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก การตัดสินใจลำบาก
มู่อู่จี๋กำหมัดแน่นข้อนิ้วซีดขาว เขามองไปยังทิศทางของโถงบรรพบุรุษด้วยสีหน้าเศร้าหมองความรู้สึกเสียใจเอ่อล้นหัวใจ
"เฮ้อ... ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะข้าที่ไร้ความสามารถ"
"เพียงสิบปีตระกูลก็ตกต่ำถึงเพียงนี้"
"ท่านพี่หากท่านยังอยู่ ท่านจะตัดสินใจเช่นไร..."
แม้ในใจลึกๆเขาจะรู้ว่ามู่เสินฉวนอาจประสบเคราะห์ร้ายไปแล้ว แต่เขายังไม่ยอมเชื่อยังคงยึดมั่นในความหวังอันริบหรี่ เพราะมู่เสินฉวนไม่เพียงแต่เป็อดีตผู้นำตระกูลเท่านั้น ยังเป็พี่ชายแท้ๆ ของเขา เป็สายเืเดียวกัน!
ทันใดนั้นเสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นจากนอกประตู เหล่าผู้าุโหันไปมองด้วยความตกตะลึง บุคคลผู้นั้นหาใช่ใครอื่นไม่...
เขาคือ มู่เสินฉวนอดีตผู้นำตระกูล ผู้ปิดด่านฝึกตนมานานถึงสิบปี!
มู่เสินฉวนยังคงมีรูปลักษณ์แบบเดิมแต่รัศมีที่แผ่ออกมานั้นลึกลับและน่าเกรงขามยิ่งกว่าเก่าเขาเดินเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย กวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง
"ทุกท่าน"
"ไม่ได้พบกันนานเลย!"
"ผู้นำตระกูล!"
"เสี่ยวฉวน!!!"
เสียงร้องต้อนรับดังระงมไปทั่ว ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนด้วยความยินดีปรีดา ฉากเบื้องหน้าราวกับความฝันใครจะคาดคิดว่าบุคคลที่ปิดด่านฝึกตนมาสิบปี จะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง หากมู่เสินฉวนกลับมาช้ากว่านี้อีกสักหน่อยป้ายิญญาของเขาคงถูกตั้งไว้ในโถงบรรพบุรุษแล้ว
หลังจากทักทายกันอย่างอบอุ่นผู้าุโใหญ่เอ่ยถามด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง
"เสี่ยวฉวน...เ้า... บรรลุระดับตำหนักม่วงแล้วหรือ?"
คำถามนี้ทำให้ผู้าุโคนอื่นๆเบิกตากว้าง ตั้งใจรอฟังคำตอบ
มู่เสินฉวนเผยรอยยิ้มมุมปาก
"แน่นอน"
เมื่อได้รับคำยืนยันเหล่าผู้าุโต่างตื่นเต้นจนตัวสั่น บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ
"์ทรงเมตตา!"
"กี่ปีแล้ว!"
"ในที่สุดตระกูลมู่ของเราก็มีผู้บรรลุระดับตำหนักม่วงเสียที!"
มู่เสินฉวนโบกมือเปิดใช้งานดวงตาแห่งสัจธรรมกวาดมองทุกคน แต่เมื่อสายตาไปหยุดที่มู่อู่จี๋ที่อยู่ด้านหลังสุดเขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตำหนิออกมา
"อู่จี๋สิบปีแล้ว"
"เหตุใดพลังฝึกตนของเ้าถึงเพิ่มขึ้นเพียงขั้นเดียว?"