# บทที่ 20 — ระฆังสามครั้งแห่งกลีบร่วง
ก่อนค่ำของวันนั้น วังบุปผามารดูสงบกว่าปกติ
ความสงบเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากอันตรายหายไป แต่เกิดจากทุกคนรู้ว่ามีอันตรายและไม่รู้ว่ามันจะตกลงบนหัวผู้ใด ฝ่ายกฎหมายปิดข่าวเื่ศาลากลีบร่วง ผู้คุ้มกันเปลี่ยนเส้นทางลาดตระเวนโดยไม่ประกาศ ส่วนเรือนโอสถยังเปิดรับศิษย์ตามเดิม เพียงแต่คนที่เดินเข้าออกแต่ละคนถูกจดชื่อและเวลาไว้หมด
เจียงอวี้หลานตั้งใจให้ทุกอย่างดูเหมือนสำนักกำลังวุ่นอยู่กับการป้องกันเสิ่นเยว่โหรวตามคำขู่
แต่ผู้ที่รู้แผนจริงมีเพียงไม่กี่คน
โม่เฉิน ลั่วชิงเสวี่ย เสิ่นเยว่โหรว ป้าผู้าุโ เจียงอวี้หลาน และศิษย์ฝ่ายกฎหมายอีกสี่คนยืนล้อมโต๊ะในห้องเล็กหลังเรือนโอสถ แผนที่ศาลากลีบร่วงอยู่ตรงกลาง ข้างกันคือเศษผ้าไหมแดงจากห้องใต้บ่อ กับแผ่นหยกข่าวลวงที่ยังคงเก็บร่องรอยการส่งสารไว้
“พวกมันตอบสนองต่อข่าวว่าเสิ่นเยว่โหรวถูกย้ายไปเรือนโอสถตะวันออก” เจียงอวี้หลานกล่าว “รายชื่อผู้รับคำสั่งมีสิบเอ็ดคน เราตัดคนที่อยู่ต่อหน้าพยานตลอด่เวลานั้นออกได้หกคน เหลือห้าคน”
“ห้าคนยังมากเกินไป” ลั่วชิงเสวี่ยพูด
“จึงไม่จับใครวันนี้” เจียงอวี้หลานตอบ “เราจะให้คนส่งข่าวคิดว่าตนยังไม่ถูกสงสัย แล้วดูว่าเขาเลือกทำอะไรเมื่อระฆังดัง”
เสิ่นเยว่โหรวมองแผนที่ “มันขู่ข้าเพื่อเอาปิ่นของชิงเสวี่ย ถ้าคนส่งข่าวเห็นข้าอยู่ในเรือนโอสถอย่างเปิดเผย เขาจะเชื่อว่าเรากำลังตั้งกำลังป้องกันที่นั่น”
“และเขาจะรายงานว่าศาลากลีบร่วงว่าง” โม่เฉินพูดต่อ
ป้าผู้าุโพยักหน้า “แต่ห้ามใช้เ้าจริง ๆ เป็เหยื่อล่อ เสิ่นเยว่โหรวจะอยู่เรือนโอสถใน่แรก เมื่อข่าวออกไป เราจะใช้หุ่นยันต์สวมเสื้อคลุมของนางเดินไปเรือนตะวันออก คนที่เฝ้าจากไกลพอจะเห็น เขาจะไม่รู้ว่าเป็ของปลอม”
“ส่วนปิ่น” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“อยู่กับเ้า” ป้าผู้าุโกล่าว “ไม่ใช่ในกล่อง ไม่ใช่ในมือของคนอื่น ศัตรู้าของจริง จึงต้องขยับเข้ามาใกล้พอให้เราจับร่องรอยได้”
โม่เฉินรู้ว่านี่คือแผนที่เสี่ยง แต่ไม่ใช่เสี่ยงแบบโยนลั่วชิงเสวี่ยไปตามลำพัง พวกเขาเลือกให้ศัตรูเห็นภาพที่อยากเห็น ขณะตัดทางหนีและเตรียมคนคุมทุกจุดไว้แล้ว
เขามองเสิ่นเยว่โหรว “เ้าต้องอยู่กับป้าผู้าุโตลอดเวลา”
“ข้ารู้” นางตอบ “และเ้าเองก็ห้ามออกนอกวงผนึก”
“ข้าก็รู้”
ลั่วชิงเสวี่ยหันมามองทั้งคู่ “เหตุใดเวลาพวกเ้ารับปากกัน ฟังเหมือนกำลังเตรียมผิดคำพูดอยู่แล้ว”
“เพราะเ้ามองคนเก่ง” โม่เฉินตอบ
“ข้าจะถือว่าเป็คำชม”
บรรยากาศตึงเครียดคลายลงเพียงเล็กน้อย ก่อนเจียงอวี้หลานจะวางห่อผ้าแดงจำลองลงบนโต๊ะ “สิ่งนี้คือสิ่งที่ศัตรูจะเห็นว่าพวกเรานำไปศาลา ข้างในไม่มีน้ำค้างตะวัน ไม่มีคัมภีร์ มีเพียงผงติดตามและแผ่นผนึกตัดเส้นทางเงา หากคนชุดขาวหรือคนส่งข่าวแตะมัน เราจะรู้ว่าเขาเชื่อมกับใคร”
“แล้วของจริงอยู่ที่ไหน” โม่เฉินถาม
“เรายังไม่พบ” นางตอบ “แต่ศัตรูคิดว่าเราพบแล้วก็พอ”
แผนเริ่มต้นก่อนระฆังครั้งแรกหนึ่งชั่วยาม หุ่นยันต์ในเสื้อคลุมสีอ่อนของเสิ่นเยว่โหรวเดินออกจากเรือนโอสถตะวันตกพร้อมผู้คุ้มกันสองคน มันก้มหน้า เดินช้า และมีผมยาวปิดใบหน้าตามที่คนเฝ้าจากไกลอยากเห็น
ในเวลาเดียวกัน เสิ่นเยว่โหรวตัวจริงอยู่ในห้องรักษาของเติ้งหาน ตรวจอาการตราควบคุมโดยมีป้าผู้าุโอยู่ข้าง ๆ โม่เฉินไปกับทีมที่ศาลากลีบร่วง ลั่วชิงเสวี่ยเดินกลางวงผนึก ถือห่อผ้าแดงจำลองไว้ในแขนเสื้อ ส่วนปิ่นกระบี่เก็บชิดลำตัว
ศาลากลีบร่วงตั้งอยู่ริมสระแห้งในสวนเก่า หลังคาไม้สีแดงซีดมีร่องรอยกลีบดอกบัวแกะสลักเป็วงรอบเสา พื้นใต้ศาลาถูกปูด้วยหินห้าชิ้นเรียงเหมือนดอกไม้ แต่กลีบด้านเหนือมีรอยร้าวยาวจนเห็นดินสีดำใต้พื้น
เจียงอวี้หลานให้คนฝังแผ่นผนึกไว้ตรงรอยร้าวสามจุด แล้วส่งสัญญาณให้ทุกคนแยกตำแหน่ง โม่เฉินอยู่ด้านหลังเสาหินฝั่งตะวันตก ไม่ใช่แนวหน้า และมีเชือกผนึกพันรอบข้อมือเพื่อดึงเขากลับหากพื้นเริ่มทำงาน
“อย่ารู้สึกว่าตัวเองถูกมัด” ลั่วชิงเสวี่ยพูดเบา ๆ ขณะผ่านเขา
“ข้ารู้สึกว่าคนในสำนักเริ่มเข้าใจนิสัยข้าเกินไปมากกว่า”
“ก็ดีแล้ว” นางตอบ ก่อนเดินจากไป
ระฆังครั้งแรกดังจากหอหลักของสำนัก เสียงทอดยาวผ่านสวนที่เงียบสงัด
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ระฆังครั้งที่สองดังขึ้น หุ่นยันต์ของเสิ่นเยว่โหรวเดินถึงทางแยกด้านตะวันออกตามเวลาที่กำหนด ผู้คุ้มกันที่แฝงตัวอยู่บนหลังคาเห็นเงาคนผู้หนึ่งถอยออกจากกำแพง แล้วปล่อยนกกระดาษสีดำบินขึ้นฟ้า
เจียงอวี้หลานไม่ได้สั่งจับทันที นางปล่อยให้นกกระดาษบินไปจนถึงต้นไม้ใหญ่ริมสระ เพราะนั่นอาจเป็จุดส่งข่าว ไม่ใช่ตัวคนส่งข่าวเอง
ระฆังครั้งที่สามยังไม่ทันดัง เสียงปิ่นกระบี่ของลั่วชิงเสวี่ยก็ดังสั่นเบา ๆ ในความเงียบ
พื้นหินกลีบด้านเหนือเรืองแสงสีเทา เส้นรอยร้าวคล้ายเส้นเืดำลามจากใต้ศาลาไปยังขอบสระแห้ง ขณะเดียวกัน คนสวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลของศิษย์ธุรการคนหนึ่งเดินออกมาจากเงาต้นไม้ เขาไม่ใช่สตรีชุดขาว ไม่ใช่ชายหน้ากากทอง และดูไม่มีพลังมากพอจะต่อสู้กับใครในที่นี้
แต่ในมือเขามีเครื่องส่งข่าวทรงนกกระดาษอีกชิ้น
“หยุดอยู่ตรงนั้น” เจียงอวี้หลานกล่าว
ชายคนนั้นชะงัก เขาหันซ้ายขวาเหมือนเพิ่งรู้ว่ามีคนล้อมอยู่ทุกด้าน แล้วทรุดเข่าลงทันที “ข้าไม่รู้ว่ามันจะทำให้ใครตาย ข้าแค่ส่งเวลาเวรยาม!”
“ชื่อ” เจียงอวี้หลานถาม
“เหอจิ้ง...ข้าเป็ผู้ช่วยดูแลรายชื่อผลัดเวรของเรือนโอสถ”
ข้อมูลนั้นตรงกับกลุ่มผู้ต้องสงสัยห้าคนพอดี แต่โม่เฉินมองมือของเหอจิ้งที่สั่นผิดปกติ คนที่กลัวถูกจับมักมองหาทางหนี คนคนนี้กลับมองพื้นใต้ศาลาเหมือนกลัวบางสิ่งจะออกมา
“ใครบังคับเ้า” เขาถาม
เหอจิ้งเงียบไปสองอึดใจ ก่อนกัดฟัน “คนชุดขาว นางบอกว่าหากข้าไม่ส่งข่าว น้องสาวข้าจะตาย ข้าไม่เคยเห็นน้องสาวอีกเลยั้แ่สามเดือนก่อน”
“นางสั่งอะไรคืนนี้”
“ให้รายงานว่าหมอโอสถย้ายแล้ว และให้วางนกกระดาษบนต้นไม้ ข้าทำแค่นี้จริง ๆ”
“แล้วนกอีกชิ้น?”
สีหน้าของเหอจิ้งขาวลง “มัน...มันให้ข้าปล่อยเมื่อระฆังครั้งที่สามดัง”
คำตอบนั้นมาช้าเกินไป
ระฆังครั้งที่สามดังขึ้นพอดี
นกกระดาษในมือเหอจิ้งลุกไหม้เป็เปลวสีดำ เขาร้องและพยายามโยนทิ้ง แต่เส้นไฟกลับพันรอบข้อมือเขาเหมือนเชือก พื้นหินใต้ศาลาสว่างวาบ หินกลีบด้านเหนือแตกออก เงาดำจำนวนมากไหลขึ้นจากรอยร้าวมุ่งเข้าหาห่อผ้าแดงในมือของลั่วชิงเสวี่ย
“วงผนึก!” เจียงอวี้หลานะโ
ศิษย์ฝ่ายกฎหมายกดแผ่นผนึกลงพร้อมกัน แสงสีขาวกางขึ้นเป็วง เงาดำชนขอบแสงแล้วส่งเสียงแหลมเหมือนโลหะถูกขูด ลั่วชิงเสวี่ยไม่ถอยจนเสียจังหวะ นางชักกระบี่ออกครึ่งเล่มและใช้ปลอกกระบี่กันเงาที่พุ่งใส่ห่อผ้าแดง
โม่เฉินเห็นสิ่งหนึ่งชัดกว่าคนอื่น: เงาดำไม่ได้้าปิ่นกระบี่ มันมุ่งไปที่ห่อผ้าแดง เพราะศัตรูเชื่อว่าของจริงอยู่ในนั้น และ้าใช้เงาบ่อแย่งมันออกจากวง
“อย่าให้มันแตะห่อ!” เขาะโ
เส้นเงาหนึ่งเล็ดลอดผ่านรอยผนึกที่พื้น โม่เฉินขยับตามสัญชาตญาณ เชือกผนึกที่ข้อมือรั้งเขาไว้ เขาจึงไม่พุ่งออกไป แต่หยิบผงต้านกลิ่นที่เสิ่นเยว่โหรวให้ไว้สาดลงร่องแตกแทน
ผงยากระทบเงาดำแล้วเกิดควันสีเขียว มันไม่ได้ทำลายเงา แต่ทำให้เส้นเงาชะงักพอให้ลั่วชิงเสวี่ยฟาดปลอกกระบี่ลงบนพื้น แสงเงินจากปิ่นในอกเสื้อนางสะท้อนกับคมกระบี่ เงานั้นถูกตรึงเป็เส้นบางแล้วขาดออก
หน้าต่างระบบสว่างขึ้นตรงหน้าโม่เฉิน
“ตรวจพบโอกาสเปลี่ยนชะตา: ผู้ถือชะตารอง ‘เหอจิ้ง’ กำลังถูกตราบังคับสังหาร”
เหอจิ้งล้มลงกับพื้น เปลวไฟดำจากนกกระดาษกำลังไหลขึ้นตามแขน หากปล่อยไว้ เขาจะตายเหมือนคนของชายหน้ากากทองคนอื่น ๆ
โม่เฉินมองจำนวนแต้มชะตา 25 แต้มที่มุมหน้าต่าง ร้านไม่เสนอของใหม่ในเวลานั้น และต่อให้มี เขาก็รู้ว่าอาจไม่พอ เขาหันไปหาเสิ่นเยว่โหรวที่ไม่ได้อยู่ในศาลา—แผนวางนางไว้ไกลเพื่อความปลอดภัย—จึงตัดสินใจจากสิ่งที่มี
“ใช้กระจก!” เขาบอกเจียงอวี้หลาน “ไฟนี้ผูกกับเงา ไม่ใช่เื สะท้อนมันเข้าวงผนึก!”
เจียงอวี้หลานเข้าใจทันที นางโยนกระจกผนึกแผ่นหนึ่งลงข้างตัวเหอจิ้ง ศิษย์สองคนหมุนขอบกระจกตามคำสั่ง แสงจากวงผนึกสะท้อนเข้าเปลวไฟดำ เส้นไฟที่กำลังรัดแขนกลับบิดทิศทาง แทนที่จะเผาเข้าหาหัวใจ มันไหลลงพื้นและถูกหินกลีบที่แตกร้าวดูดกลืน
เหอจิ้งหมดสติ แต่ยังหายใจอยู่
เงาดำทั้งหลายพุ่งเข้าสู่ห่อผ้าแดงเป็ครั้งสุดท้าย เมื่อมันแตะผ้า แผ่นผนึกตัดเส้นทางเงาที่ซ่อนไว้ด้านในก็ทำงาน แสงสีแดงปรากฏเป็ตาข่าย เงาทั้งหมดถูกดึงกลับลงรอยแตกใต้ศาลาอย่างรวดเร็ว
ศาลากลีบร่วงสงบลง เหลือเพียงควันดำเล็กน้อยลอยเหนือพื้น
แล้วเสียงหัวเราะแ่เบาก็ดังจากต้นไม้ฝั่งสระ
สตรีชุดขาวยืนอยู่บนกิ่งไม้ไกลออกไป นางสวมหน้ากากผ้าปิดครึ่งใบหน้า แต่ดวงตาสีม่วงซีดทำให้ทุกคนจำได้ทันที ข้อมือที่มีรอยไหม้ครึ่งดอกบัวโผล่พ้นแขนเสื้อ
“พวกเ้าช่วยคนได้อีกคน” นางกล่าว “แต่ช่วยของที่อยู่ใต้ศาลาไม่ทันแล้ว”
ลั่วชิงเสวี่ยยกกระบี่ เจียงอวี้หลานสั่งให้คนปิดทางหนี แต่สตรีชุดขาวไม่ได้หนีทันที นางโยนสิ่งของชิ้นหนึ่งลงพื้นตรงหน้าโม่เฉิน
มันคือหลอดแก้วที่มีหยดน้ำสีทองส่องประกายอยู่ครึ่งหลอด
“น้ำค้างตะวัน?” เสียงของเสิ่นเยว่โหรวดังมาจากทางเดิน นางมาถึงพร้อมป้าผู้าุโพอดี
สตรีชุดขาวยิ้ม “ของแท้ส่วนหนึ่ง ใช้ได้พอให้พิษของเขาเงียบลง แต่ไม่พอรักษา”
“เ้า้าอะไร” โม่เฉินถาม
“คำตอบจากผู้ถือกระบี่” นางมองลั่วชิงเสวี่ย “เมื่อประตูถามอีกครั้ง อย่าให้คนอื่นตอบแทนเ้า”
จากนั้น รอยไหม้บนข้อมือนางสว่างขึ้น เงาจากกิ่งไม้โอบร่างนางไว้เพียงชั่วพริบตา พอวงผนึกของฝ่ายกฎหมายพุ่งถึง ต้นไม้ก็เหลือเพียงเศษใบไม้และกลิ่นกำยานเย็น
ป้าผู้าุโเก็บหลอดแก้วด้วยผ้าผนึก ไม่ยอมให้โม่เฉินแตะมัน “นำไปตรวจที่เรือนโอสถก่อน หากเป็กับดัก จะไม่มีใครทดลองกับร่างเ้า”
“แล้วใต้ศาลา?” เจียงอวี้หลานถาม
หินกลีบที่แตกยังไม่ปิดสนิท ร่องลึกข้างใต้เผยให้เห็นแผ่นหินสลักอักษรโบราณเพียงบรรทัดเดียว ลั่วชิงเสวี่ยย่อตัวลงอ่านช้า ๆ ก่อนสีหน้าของนางนิ่งไป
“มันเขียนว่า ‘ผู้พิทักษ์มิได้หลับใหล เขากำลังรอผู้สืบทอดตัดสินใจ’”
โม่เฉินมองร่องลึกและนึกถึงคำถามหลังประตูหอหลอม: รับคืน หรือทำลาย
คำขู่ของชายหน้ากากทองอาจเป็เพียงวิธีบังคับลั่วชิงเสวี่ยให้ตัดสินใจเร็ว แต่สตรีชุดขาวที่ยอมนำหยดน้ำค้างตะวันมาให้กลับดูเหมือนไม่้าให้โม่เฉินตายก่อนเวลา
ศัตรูสองฝ่ายอาจไม่ได้้าสิ่งเดียวกัน
ระบบชะตาวายร้ายปรากฏขึ้นอีกครั้ง ดวงตาอีโมจิบนหน้าต่างเบิกกว้างอย่างผิดปกติ
“ภารกิจย่อยสำเร็จ: ป้องกันผู้ถือชะตารองจากตราสังหาร และตัดการส่งสารเงาหนึ่งเส้นทาง”
“ได้รับ 18 แต้มชะตา”
แต้มชะตาของโม่เฉินเพิ่มจาก 25 เป็ 43
เขาไม่ได้รีบสนใจตัวเลขนั้น เพราะในจังหวะเดียวกัน ปิ่นกระบี่ของลั่วชิงเสวี่ยสั่นอีกครั้ง คราวนี้แสงเงินไม่ได้ชี้ไปทางหอหลอม หากชี้ไปยังหลอดน้ำค้างตะวันที่ป้าผู้าุโถืออยู่
เสิ่นเยว่โหรวมองมันแล้วพูดช้า ๆ “น้ำค้างตะวันไม่เพียงเกี่ยวกับพิษของเ้า มันอาจเป็ส่วนหนึ่งของผนึกเดียวกัน”
คืนที่ศาลากลีบร่วงจบลงโดยไม่มีคัมภีร์ ไม่มีผู้บงการถูกจับ และไม่มีใครรู้ว่าสตรีชุดขาวพูดจริงมากน้อยเพียงใด
แต่พวกเขาได้คนส่งข่าวที่ยังมีชีวิต ได้เส้นทางเงาที่ถูกตัด ได้หยดน้ำค้างตะวัน และได้หลักฐานว่าคนสวมหน้ากากทองกับสตรีชุดขาวอาจไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งเดียวกันทั้งหมด
เมื่อพวกเขากลับสู่เรือนโอสถ โม่เฉินหันมองสวนที่มืดลงด้านหลังเพียงครั้งเดียว
พรุ่งนี้ พวกเขาต้องตรวจน้ำค้างตะวัน หาเส้นทางคัมภีร์ต่อ และตัดสินใจว่าจะตอบประตูหอหลอมอย่างไร
เพราะการรอของผู้พิทักษ์ อาจใกล้สิ้นสุดเร็วกว่าที่ทุกคนคิด