ไป๋เฟิงหันไปจ้องมองสัตว์อสูรตัวนั้นแล้วจึงได้หันมาจ้องมองลู่สือม่านนางเป็แค่เพียงศิษย์ของสำนักที่พึ่งจะเข้ามาใหม่อีกทั้งยังอยู่ในขั้นฝึกตน แต่นางกลับสามารถระบุชนิดของสัตว์อสูรได้ทั้งที่มองเห็นแค่เพียงแวบเดียวนับว่าเด็กสาวที่กำลังใช้เขาเป็โล่กำบังอยู่ผู้นี้มีความรู้ความสามารถที่ไม่อาจจะดูแคลนได้จริงๆ
“โฮกกกกก”เสียงขู่กรรโชกของกิเลนเพลิงทำให้ฝ่ามือน้อยๆ ของลู่สือม่านยื่นมาจับชายแขนเสื้อของไป๋เฟิงเพื่อยึดเหนี่ยวเขาเอาไว้ใช้ร่างกายของเขาเป็โล่กำบังป้องกันการโจมตีของกิเลนเพลิงที่ดุร้ายและมีพลังทำลายล้างอันรุนแรงนางรู้ดีว่าในยามนี้หากจะวิ่งหนีกิเลนเพลิงก็คงไม่ทันแล้วหนทางรอดเพียงทางเดียวของนางมีแค่เพียงบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าของนางเพียงเท่านั้น
“ศิษย์พี่! ท่านสู้มันได้ไหม” ลู่สือม่านเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวนับเป็ครั้งแรกที่นางได้เห็นกิเลนเพลิงตัวเป็ๆ อีกทั้งยังใกล้ชิดมากจนถึงขั้นนี้กิเลนตัวนี้มีดวงตาแวววาวดุจอัญมณี รูปร่างสูงใหญ่และปราดเปรียว เขาแหลมโค้งดูคมกริบยามที่มันหายใจราวกับจะมีเปลวไฟแลบออกมา เปลวเพลิงรอบกายของกิเลนเพลิงตัวนี้ลุกโชนเสียยิ่งกว่าภาพในหนังสือที่นางเคยเห็นเป็อย่างมากบ่งบอกให้รู้ว่ามันสั่งสมตบะมาหลายร้อยปีแล้ว
“ปี้จื่อเ้ากำลังทำให้นางกลัว” คำพูดของไป๋เฟิงทำให้ลู่สือม่านพลันรู้สึกว่าตนเองมีความหวังขึ้นมาในทันทีกิเลนเพลิงตัวนั้นสบตานางอยู่ครู่หนึ่งเมื่อมันสังเกตเห็นว่ายามนี้มือของนางกำลังเกาะชายแขนเสื้อของไป๋เฟิงอยู่มันจึงไม่ได้เข้ามาทำอันตรายอย่างที่ลู่สือม่านรู้สึกกังวล ไม่เพียงไม่เข้ามาทำร้ายมันยังหมอบลงอยู่ตรงหน้านางและไป๋เฟิงอีกด้วย
เมื่อลู่สือม่านได้เห็นท่าทีของกิเลนเพลิงตนนั้นนางก็คลายความกังวลใจลงยามที่ไป๋เฟิงก้มลงมาจ้องมองมือที่จับชายแขนเสื้อของเขา ลู่สือม่านก็รีบปล่อยชายแขนเสื้อของเขาในทันที
“ขอบคุณศิษย์พี่ที่ช่วยเหลือ”ลู่สือม่านเอ่ยออกมาพลางคารวะขอบคุณด้วยท่าทีนอบน้อมยามนี้นางกำลังคิดอยู่ในใจว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือผู้ใดกันแน่คนที่สามารถควบคุมกิเลนเพลิงได้มีแค่เพียงไม่กี่คนหากไม่ใช่อาจารย์ของสำนักถงซานแห่งนี้ เขาจะต้องเป็หนึ่งในลูกศิษย์ที่มีความก้าวหน้าเป็อันดับต้นๆของสำนักถงซานเป็แน่
‘เขาคือใคร ซวีจื่อหาน ตู้ฟางหรงหรือว่าจะเป็ไป๋เฟิง’ ลู่สือม่านยังไม่ทันจะเอ่ยถามนามของเขาก็มีเสียงเรียกชื่อนางดังขั้นมาเสียก่อน
“ม่านม่าน!” เสียงเรียกของลู่สืออินทำให้นางหันไปมองเขาในทันที
“พี่ใหญ่ ท่านมาได้อย่างไร”ลู่สือม่านเอ่ยถามพลางจ้องมองคนที่ติดตามมาทางด้านหลังของลู่สืออิน เป็จงหยุนเสียงอดีตคู่หมั้นของนางที่ติดตามเขามาด้วยลู่สือม่านจึงชะงักฝ่าเท้าที่กำลังจะเดินเข้าไปหาพี่ชายในทันที
“โฮกกก” กิเลนเพลิงส่งเสียงขู่คำรามออกมาทำให้ทั้งลู่สืออินและจงหยุนเสียงไม่กล้าเดินเข้ามาใกล้ไป๋เฟิงจึงได้หันไปเอ่ยกับกิเลนเพลิงตนนั้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“เ้ากลับไปก่อนอีกประเดี๋ยวข้าจะติดตามเ้ากลับไป”ไป๋เฟิงเอ่ยพลางส่งรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนให้มัน กิเลนเพลิงตัวนั้นคำรามออกมาอีกครั้งแล้วจึงได้ทะยานขึ้นจากพื้นดินแล้วพุ่งทะยานหายลับเข้าไปในป่าต้องห้ามเมื่อภัยคุกคามจากไปแล้วลู่สือม่านก็รีบเดินไปเก็บหญ้าปีกค้างคาวใส่กล่องไม้แล้วนำกล่องไม้ใส่ลงไปในถุงหนังของตนเองอย่างทะนุถนอม
“ขอบคุณศิษย์พี่ไป๋ที่ออกหน้าช่วยเหลือน้องสาวของข้า”ลู่สืออินเอ่ยพลางค้อมกายลงคารวะไป๋เฟิงด้วยความนอบน้อม แต่ไป๋เฟิงกลับส่ายหน้าแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบา
"ข้ายังไม่ได้ออกแรงช่วยเหลือนางเลย”เขาเอ่ยพลางจ้องมองลู่สือม่านที่แบกถุงหนังขั้นแล้วเดินไปหาพี่ชายของนาง
“ข้าช่วยเ้าถือนะ”จงหยุนเสียงเอ่ยพลางยื่นมือไปที่ถุงหนังแต่ลู่สือม่านกลับดันถุงหนังหลบแล้วเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเ็า
“ถุงหนังของข้าข้าแบกมันได้ ขอบคุณคุณชายจงที่คิดจะช่วยเหลือ”เมื่อลู่สือม่านเอ่ยเช่นนี้ลู่สืออินก็ทอดถอนใจออกมาแล้วยื่นมือไปดึงถุงหนังของนางมาถือเอาไว้เขาเอ่ยปากตำหนินางด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ไป๋เฟิงที่ยืนอยู่ห่างออกมาได้ยิน
“หากไม่ใช่เพราะอาเสียงช่วยออกหน้ามีหรือที่ข้าจะออกจากประตูหลังของสำนักมาช่วยเ้าได้ ม่านม่านเื่บางเื่ผู้ใหญ่คือคนตัดสินใจหาใช่ความผิดของอาเสียงเ้าอย่าได้เอาความรู้สึกไม่พอใจมาโยนใส่เขาเช่นนี้เลย” เมื่อลู่อสืออินเอ่ยเช่นนี้ลู่สือม่านก็เม้มปากแน่นในใจของนางก็ได้แต่คิดว่า
‘จะให้ข้ายังมีสีหน้าดีๆให้เขาได้อย่างไร ข้าไม่ลืมหรอกนะว่าสาเหตุที่ข้าต้องมาลำบากอยู่ที่นี่สาเหตุเป็เพราะผู้ใด’แม้ว่านางจะคิดอยู่ในใจแต่สีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของนางกลับฉายชัดอยู่จนเต็มใบหน้าจงหยุนเสียงฝืนยิ้มออกมาด้วยความจืดเจื่อน ส่วนไป๋เฟิงที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่พลันยิ้มออกมา
เื่ที่คุณชายใหญ่ของจวนเ้าเมืองไห่เฉิงขอถอนหมั้นบุตรสาวคนโตของเ้าเมืองเทียนเหอได้รับความสนใจจากผู้คนในแคว้นอวิ๋นเทียนเป็อย่างมากแม้กระทั่งเขาที่กำลังบำเพ็ญอยู่ในด่านกักตนก็ยังเคยได้ฟังข่าวลือนี้จากศิษย์น้องที่เข้าไปส่งอาหารและน้ำให้เขาสตรีที่ขาดคุณสมบัติจนถูกขอถอนหมั้นหากเป็ชาวบ้านธรรมดาก็อาจจะได้รับความเห็นใจแต่ลู่สือม่านคือบุตรสาวของเ้าเมืองเทียนเหอผู้เก่งกาจ สิ่งที่นางได้รับจึงมีแค่เพียงความรู้สึกสมเพชเวทนาจากบรรดาผู้ฝึกพลังปราณเพียงเท่านั้น
“อย่าตำหนิม่านม่านเลยเป็ข้าที่ไร้ความสามารถเอง แต่เ้าไม่ต้องกังวลนะม่านม่าน ทันทีที่ข้าสามารถเข้าสู่ขั้นฮว่าเสินได้เมื่อไหร่ท่านพ่อรับปากข้าแล้วว่าจะยินยอมรับเ้าเข้าไปเป็สะใภ้”เมื่อจงหยุนเสียงเอ่ยเช่นนี้ไป๋เฟิงก็พลันเลิกคิ้วขึ้น ส่วนลู่สือม่านพลันมีท่าทีดุร้ายใส่เขาขึ้นมาในทันที
“ผู้ใดจะอยากเป็สะใภ้ของเขากันเล่าพี่หยุนเสียง! ข้ากับท่านสิ้นไร้วาสนาต่อกันแล้วเป็เื่ยากที่จะกลับไปผูกวาสนาต่อกันอีกเป็เช่นนี้ก็ดีแล้วข้าเองก็จะได้สิ้นไร้ความกดดัน สิ่งเดียวที่ข้า้าก็คือการได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระไร้สิ่งใดมากดทับยามนี้ชีวิตข้าหลุดพ้นจากพันธนาการเ่าั้ไปแล้วท่านก็อย่าคิดจะดึงข้าเข้าไปผูกติดกับการยึดติดเ่าั้อีกเลย”เมื่อเอ่ยจบลู่สือม่านก็หันมาจ้องมองไป๋เฟิงแล้วก็คารวะเขาอย่างนอบน้อม
“ศิษย์พี่ไป๋ หากข้าทำเื่ที่เป็การล่วงเกินท่านเข้าข้าต้องขออภัยด้วยหวังว่าเื่ที่ข้าลักลอบออกมาในวันนี้ท่านคงจะไม่บอกผู้ใดนะเ้าคะ หากท่านช่วยข้าปกปิดความผิดนี้ของข้าข้าก็จะขอขอบพระคุณท่านเป็อย่างสูง” เมื่อลู่สือม่านเอ่ยเช่นนี้ไป๋เฟิงก็พยักหน้าแล้วเอ่ยถามออกมาตามตรง
“แล้วเ้าคิดว่าจะสามารถปกปิดผู้อื่นได้จริงหรืออย่างน้อยยามนี้คนเฝ้าประตูก็คงจะรู้แล้วว่าเ้าลักลอบออกมา”เมื่อไป๋เฟิงเอ่ยเช่นนี้ลู่สือม่านก็ปรายตาไปมองจงหยุนเสียงในทันที
“ข้ารู้จักคุณชายจงเป็อย่าดีเ้าค่ะเื่เช่นนี้เขาสามารถช่วยปกปิดให้ข้าได้อยู่แล้ว ใช่ไหมเ้าคะพี่หยุนเสียง”ประโยคหลังลู่สือม่านเอ่ยกับจงหยุนเสียงด้วยน้ำเสียงกดดัน ทำให้จงหยุนเสียงทำได้แค่เพียงขานรับออกมาอย่างแ่เบาแล้วรีบเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ
“เ้ารีบกลับเข้าไปเถิดหากมัวชักช้าแล้วเกิดการเปลี่ยนเวรเฝ้าประตูขึ้นมาต่อให้เป็ท่านพ่อของข้ามาเขาก็คงจะช่วยอันใดเ้าไม่ได้” เมื่อจงหยุนเสียงเอ่ยเช่นนี้ลู่สือม่านก็พยักหน้านางหันไปเอ่ยปากอำลาไป๋เฟิงอีกครั้งแล้วจึงรีบเร่งฝีเท้าไปยังทิศที่ตั้งของประตูหลังของสำนักในทันทีลู่สืออินและจงหยุนเสียงก็เอ่ยปากอำลาเขาด้วยความนอบน้อมแล้วรีบติดตามนางไปในทันทีทิ้งให้ไป๋เฟิงมองตามหลังคนทั้งสามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด
“การได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระไร้สิ่งใดมากดทับเช่นนั้นหรือหากข้าสามารถทำได้เช่นนั้นบ้างก็คงจะดี”ไป๋เฟิงเอ่ยออกมาพลางจ้องมองท้องฟ้าที่อยู่เบื้องบนความคาดหวังว่าจะได้เป็เซียนของผู้คนทั่วหล้าแท้จริงแล้วเป็ความปรารถนาของเขาหรือไม่เขาเองก็ยังไม่รู้ สิ่งที่เขารู้ในตอนนี้ก็คือความก้าวหน้าของเขาเป็แค่เพียงการทำให้ความปรารถนาของผู้อื่นประสบความสำเร็จเพียงเท่านั้น