สำนักอู่
หลังจากกลับมาถึงสำนักได้อย่างปลอดภัยฟางเฉินก็ใช้เวลาที่เหลือฝึกทักษะเนตรสวรรค์เร้นและบางครั้งฟางเฉินก็ได้ฝึกปรุงยาและสร้างอาวุธไปด้วย เหล่าผู้อาวุโสพากันตกใจกับความสามารถของฟางเฉินที่สามารถเรียนรู้ทักษะทั้งหมดนี้ได้ในเวลาอันสั้นและสำหรับฟางเฉินตอนนี้สามารถปรุงยาระดับสูงได้แล้ว ทำให้มีศิษย์สายในหลายคนต้องการนำสมุนไพรของตนมาให้ฟางเฉินปรุงยาให้ แต่ผู้อาวุโสรู้ว่าฟางเฉินนั้นไม่มีเวลามทำเพื่อคนอื่นพวกเขาจึงคอยกีดกันศิษย์เหล่านี้ให้“ความสามารถของฟางเฉินนั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ ด้วยทักษะการควบคุมเพลิงของเขาทำให้เขาสามารถปรุงยาและสร้างอาวุธได้คุณภาพยอดเยี่ยมอย่างมาก” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าว“นั่นก็จริง แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะพยายามที่จะปรุงยาระดับปฐพีขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” ผู้อาวุโสอีกคนกล่าว“ในสำนักของเราสูตรวิธีการปรุงยาระดับปฐพีขั้นเป็นของล้ำค่าและมีเพียงผู้อาวุโสระดับสูงเท่านั้นที่มีอำนาจในการอ่านมัน น่าเสียดายถ้าฟางเฉินได้ศึกษามันละก็บางทีในอีกไม่นานเขาอาจจะปรุงยาระดับปฐพีขึ้นมาจริง ๆก็ได้” ผู้อาวุโสพากันกล่าวขึ้นภายในที่พักฟางเฉินยังไม่คิดที่จะทะลวงระดับในเร็วๆนี้และเสริมสร้างรากฐานของตัวเองให้มั่นคงอย่างถึงที่สุดเสียก่อนแล้วค่อยทะลวงระดับ ดังนั้นฟางเฉินจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการฝึกทักษะเนตรสวรรค์เร้น“เนตรสวรรค์เร้นมีทั้งความสามารถในการสังเกตที่ยอดเยี่ยมและการโจมตีที่ทรงพลัง จากนี้ข้าต้องใช้เวลาที่เหลือฝึกทักษะการโจมตีนี้ให้สำเร็จให้ได้” ฟางเฉินนั่งขบคิดกับตัวเองจากนั้นฟางเฉินก็นั่งหลบตาและเริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาในทักษะเนตรสวรรค์เร้นทันที ด้านหลังฟางเฉินเนตรเทวะสองดวงปรากฎและสาดประสายแสงสว่างสีทองออกมา ความเร็วในการทำความเข้าใจของฟางเฉินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว“การใช้จิตสังหารผสมกับพลังจิตโจมตีอีกฝ่ายงั้นเหรอ พลังจิต พลังจิตคืออะไร พลังจิตคือพลังที่ก่อเกิดจากความแข็งแกร่งของจิตใจ ยิ่งจิตใจแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่พลังจิตก็ยิ่งทรงพลัง” ฟางเฉินยังคงทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาอย่างตั้งใจและในตอนนั้นเองฟางเฉินก็รับรู้ได้อย่างเรือนรางถึงวิธีการโจมตีด้วยพลังจิต ในตอนนั้นเองนกตัวหนึ่งก็บินมาเกาะที่หน้าต่างห้องของฟางเฉิน ฟางเฉินจึงได้เกิดคิดอย่างที่จะทดลองขึ้นมา“ทำให้พลังจิตที่ผสมกับจิตสังหารเหมือนกับเส้นด้ายเส้นหนึ่งและค่อยๆทะลวงเข้าสู่ดวงจิตของคู่ต่อสู้” ฟางเฉินคิดและเริ่มทำตามเพียงแต่เมื่อจิตสังหารของฟางเฉินปรากฏนกตัวนั้นก็รีบบินหนีด้วยความหวาดกลัว ฟางเฉินแสดงสีหน้าผิดหวังเพราะมันไม่เป็นไปตามที่เขาคิด“ข้าต้องควบคุมจิตสังหารและพลังจิตพร้อมกันกลถจะต้องไม่ให้มันเล็ดรอดออกมาอย่างเด็ดขาด” ฟางเฉินกล่าวและรองใหม่อีกครั้งเวลาผ่านไปพริบตา งานประลองครั้งใหญ่ของ 6 กองกำลังก็มาถึง ฟางเฉิน เย่เซียนและกลุ่มศิษย์หลักอีกกลุ่มได้ถูกพาไปยังสามประลองที่จักขึ้นในสำนักอู่ ซึ่งในปีนี้สำนักอู่เป็นเจ้าภาพในการจัดการประลองขึ้น“ครั้งนี้พวกเจ้าจงทำให้เต็มที่แล้วอย่าให้ข้าเสียหน้าอย่างเด็ดขาด” เย่เทียนหันมากล่าวกับศิษย์หลักอีก 8 คน“พวกเราจะไม่ทำให้ท่านเจ้าสำนักผิดหวัง” พวกศิษย์หลักพากันกล่าวขึ้น“ก่อนการประลองจะมีการทดสอบขึ้นก่อน ซึ่งการทดสอบนี้คือการต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับ 5 ขั้นต้น ซึ่งใครก็ตามที่ไม่สามารถสังหารอสูรเหล่านั้นได้ก็จะไม่มีสิทธิ์ขึ้นไปในการประลองเพราะงั้นพวกเจ้าอย่าตกรอบแรกอย่างเด็ดขาด” เย่เทียนกล่าว“อสูรระดับ 5 งั้นเหรอ” ฟางเฉินกล่าวด้วยสีหน้าแปลกใจ“ฟางเฉินข้าอนุญาตให้เจ้าใช้พลังเต็มที่ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไปแล้ว” เย่เทียนกล่าว“ข้าจะพยายาม” ฟางเฉินกล่าวนอกจากฟางเฉินและเย่เซียนแล้ว เย่เทียนไม่ได้คาดหวังกับศิษย์คนอื่น ๆเลย เพราะคนอื่น ๆล้วนมีความสามารถที่ธรรมดาและไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับอัจฉริยะของขุมกำลังอื่น ๆสำนักอู่นั้นตั่งอยู่ใจกลางทะเลสาบขนาดใหญ่ซึ่งรอบ ๆสำนักมีแม่น้ำล้อมรอบ และการจะเข้าไปในสำนักอู่ถ้าไม่มีอุปกรณ์บินได้อย่างเรือบินของเย่เทียนก็จำเป็นต้องเดินทางบนผิวน้ำเอาฟางเฉินมองไปด้านล่างแล้วเห็นผู้คนจำนวนมากกำลังใช้เรือในการเดินทางเข้าสำนักอู่ และที่หน้าประตูสำนักอู่ก็มีศิษย์คนหนึ่งคอยเก็บค่าเข้าสำนัก“แบบนี้นี่เองเพราะงั้นในแต่ละปีแต่ละขุมอำนาจจะผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพสินะ” ฟางเฉินคิด“เจ้ามีความมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้หรือไม่” เย่เซียนกล่าวถามฟางเฉิน“ไม่รู้สิ เพราะข้าเองก็ยังไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของพวกเขา” ฟางเฉินกล่าว“แล้วถ้าเป็นเว่ยกวนละ” เย่เซียนกล่าว“ถ้าเป็นเจ้านั้นข้าในตอนนี้น่าจะสามารถเอาชนะเขาได้ไม่ยาก” ฟางเฉินกล่าว“ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีความมั่นใจมาก” เย่เซียนกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา“แล้วเจ้าละ” ฟางเฉินกล่าว“ข้าก็ไม่รู้สินะ เจ้ารอดูจะดีกว่า” เย่เซียนกล่าว“พวกเจ้าทั้งคู่จะคุยเล่นกันอีกนานใหม” เย่เทียนหันมาทำหน้าดุใส่ทั้งสองทันที“ตาแก่บ้าชอบมาขัดขวางข้าอยู่เรื่อย ๆ” เย่เซียนคิดเมื่อกลุ่มของเย่เทียนมาถึงสำนักอู่ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็รับเข้ามาต้อนรับและนำทางพวกเย่เทียนไปที่พักซึ่งถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้ทันที“งานประลองจะเริ่มในวันพรุ่งนี้เช้าเพราะงั้นเวลาที่เหลือพวกท่านสามารถพักผ่อนหรือเที่ยวชมสำนักของเราได้ตามใจเลย” ผู้อาวุโสคนนั้นกล่าวแล้วจากไป“พวกเจ้าอยากจะพักผ่อนหรือเที่ยวเล่นก็แล้วแต่พวกเจ้า แต่ห้ามไปก่อเรื่องเด็ดขาด” เย่เทียนกล่าว“ฟางเฉินพวกเราไปกันเถอะ” ความโลภส่งเสียงบอกฟางเฉินทันที“เจ้าจะพาข้าไปใหน” ฟางเฉินตอบกลับ“ข้าได้กลิ่นสมบัติ” ความโลภกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“ถ้างั้นข้าขอออกไปเดินเล่นแล้วกัน” ฟางเฉินกล่าว“ถ้างั้นข้าไปด้วย” เย่เซียนกล่าว“พวกเจ้า!!!! ก็ได้แต่ห้ามก่อเรื่องเด็ดขาด” เย่เทียนกล่าวเมื่อพวกฟางเฉินเดินออกจากที่พักและเดินเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆของสำนักอู่ ภายในสำนักอู่อากาศค่อนข้างเย็นสบายเพราะมีน้ำล้อมรอบและอีกอย่างสมุนไพรของที่นี่ยังเติบโตขึ้นเร็วกว่าปกติอีกด้วย“เจ้าจะพาข้าไปใหน” ฟางเฉินกล่าวกับความโลภเมื่อความโลภชี้เส้นทางให้ฟางเฉินเดินไปยังด้านหลังสำนักอู่ซึ่งที่นี่อากาศค่อนข้างร้อนและแห้งแร้งต่างจากด้านหน้าของสำนักอู่“มันเกิดอะไรขึ้นทำไมที่นี่ถึงได้เป็นแบบนี้” เย่เซียนกล่าว“ที่นี่น่าจะมีสมุนไพรล้ำค่าซ่อนอยู่และสมุนไพรนี่น่าจะมีสติปัญญาแล้วอีกด้วย” ความโลภกล่าว“สมุนไพรล้ำค่างั้นเหรอ แล้วมันอยู่ระดับใหน” ฟางเฉินกล่าว“ข้าไม่แน่ใจ แต่เจ้าจะต้องรองตามหาดูเพราะสมุนไพรต้นนี้น่าจะเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณด้านหยางมาก” ความโลภกล่าวจากนั้นฟางเฉินก็บอกเรื่องที่ความโลภรู้ให้กับเย่เซียนฟังทั้งสองจึงร่วมมือกันเดินสำรวจทันที