กู้เซียนเซียนตื่นขึ้นมาอีกครั้งรอบข้างกลับถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด นางปรับสายตาให้เข้ากับความมืดรอบตัว แล้วหวนละลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก
นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่ไม่คุ้นเคย มีห่อของของนางตั้งอยู่ที่โต๊ะกลางห้องตรงนั้นยังมีตะเกียงที่ดับแล้วอีกดวง เ้าก้อนสีขาวๆที่อยู่ปลายเตียงก็ไม่ได้ขยับตัววุ่นวายแม้แต่น้อยและยังมีเฝิงหรานนอนอยู่ที่เตียงข้างหน้าต่าง นี่คงเป็โรงเตี้ยมที่ไหนซักแห่ง
กู้เซียนเซียนค่อยๆทบทวนเื่ราวที่ผ่านมาทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
หลังจากนางหายป่วยได้สามวันอาจารย์หญิงก็สั่งให้นางเก็บของเพื่อลงจากเขาออกไปนอกเมืองกับนาง
ก่อนลงเขายังต้องปลอมตัวเป็ชาย และอาจารย์หญิงเองก็ไม่ได้สวมชุดแบบเต๋าอีกแล้ว
หลังจากนั้นนอกจากจะต้องเปลี่ยนคำเรียกขานแล้ว อาหญิงก็ไม่เคยอธิบายอะไรเพิ่มอีกเลย
ทั้งหมดนี้จะต้องเกี่ยวกับที่.. พี่ชายและพี่สาวของนางถูกจับกุมอย่างแน่นอน
แล้วตอนนี้พ่อกับแม่ของนางยังปลอดภัยดีอยู่หรือไม่ พี่ชายถูกจับไปจะใช้ชีวิตยังไงต่อ
พี่สาวทำไมเหลือแค่พี่รองคนเดียว และสภาพของนางนั้น…
คิดได้เพียงเท่านี้ขอบตาของกู้เซียนเซียนก็แดงขึ้นทันที ในหัวปรากฏภาพที่นางเห็นก่อนที่จะหมดสติไปนางค่อยๆดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเองไว้ทั้งตัวเพื่อกดข่มซ่อนเสียงสะอื้นไว้ใต้ผ้านั่น
เฝิงหรานที่กู้เซียนเซียนคิดว่าหลับไปแล้ว ค่อยๆหันหน้ามามองที่เตียงของคุณหนูสี่ที่ตอนนี้จำต้องเปลี่ยนชื่อเป็คนอื่นเพื่อให้ง่ายต่อการเดินทาง เห็นร่างภายใต้ผ้าคลุมสั่นระริกมีเสียงสะอื้นเบาๆแว่วออกมาเป็ระยะ แต่เฝิงหรานก็ไม่ได้ลุกขึ้นไปปลอบ ปล่อยให้นางได้ร้องไห้ออกมาบ้างก็ดีอย่างน้อยก็ได้ระบายความเครียดภายในใจออกมา ดีกว่าเก็บไว้คนเดียว แม้เฝิงหรานจะเป็บ่าวไพร่ที่ถูกซื้อตัวมาแต่นางก็รักกู้เซียนเซียนเยี่ยงน้องสาวของตัวเองหากเป็ไปได้ทุกสิ่งที่นางเผชิญอยู่ เฝิงหรานก็อยากจะเป็คนที่แบกรับไว้เองทั้งหมดเพียงแค่สายลมแห่งโชคชะตาพัดผ่านมาเพียงวูบเดียว ชีวิตของคุณหนูก็เปลี่ยนไปตลอดกาล เฝิงหรานได้แต่เฝ้าคาดหวังว่าหลังจากนี้ชีวิตของพวกนางจะมีเื่ดีๆเข้ามาบ้างแม้เทพแห่งโชคชะตาจะไม่เคยเข้าข้างพวกนางเลยก็ตาม
สิ่งที่ทำให้เฝิงหรานกังวลมากกว่าในตอนนี้คือ ชายคนที่อุ้มคุณหนูกลับมาให้นางและพาพวกนางออกมานอกเมืองนั้นเขาแทนตัวเองว่าเป็พ่อค้าที่ผ่านมา เห็นเ้าเด็กตัวเหม็นผู้นี้เป็ลมอยู่ในกลุ่มคนจึงได้ให้การช่วยเหลืออย่างเสียไม่ได้คำพูดผายลมประเภทนี้นางไม่มีวันเชื่ออย่างด็ดขาด เพราะคุณหนูตั้งใจวิ่งไปหาพี่ชายนางสะบัดแขนจนหลุดออกจากการจับกุมของเฝิงหราน ไม่มีทีท่าของคนที่จะเป็ลมแม้แต่น้อย อีกทั้งชายคนนั้นแม้จะบอกว่าเห็นคุณหนูเดินอยู่กับนางมาก่อนถึงได้ตามหานางจนพบและพากันออกมาจากเมือง แต่จากรอยด้านที่มือดูก็รู้ว่าเกิดจากการจับดาบท่วงท่าการเดิน และรังสีสังหารที่แผ่ออกมาโดยที่เขาไม่รู้ตัวนั้น ไม่เหมือนกับที่พ่อค้าควรมีแม้แต่น้อย
หรือพวกนางจะถูกสะกดรอยตาม หากเป็เช่นนั้นแล้วคนพวกนั้นจะทำไปเพื่ออะไรเพราะคุณหนูไม่มีชื่อเป็นักโทษที่ถูกทางการตามล่า เลยคิดจะมาฆ่าล้างตระกูลเช่นนั้นหรือ
ไม่ใช่สิ หากมีเป้าหมายตรงไปตรงมาแบบนี้ เขาไม่จำเป็ต้องพาคุณหนูมาส่งคืนนางแค่ลักพาตัวไปก็สิ้นเื่แล้ว
เฝิงหรานยิ่งคิดยิ่งปวดหัว นางลอบมองไปที่เตียงของนายหญิงอีกครั้ง ผ้าห่มยังสั่นขยุกขยิกอยู่จึงได้แต่แอบยิ้มจางๆและพลิกตัวนอนตะแคงไปอีกด้านหนึ่งแทนนางร้องไห้เฝิงหรานเองก็ปวดใจเช่นเดียวกัน
คุณหนูหวังว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะทำให้ท่านเติบโตขึ้นย่างเข้มแข็ง ไม่ต้องเป็เช่นดอกไม้ที่สวยงามแต่บอบบางขอให้ท่านเป็เช่นดอกหญ้าที่เติบโตงอกงามได้ทุกที่แทน
เช้าวันถัดมาอาหญิงเดินมาเคาะประตูที่หน้าห้อง
ประตูห้องนอนถูกเปิดออกโดยเฝิงหราน
“ นายหญิง “ เฝิงหรานทำท่าคารวะไป๋เลี่ยงหลินแบบบุรุษผู้หนึ่ง
แมวสีขาวในอ้อมกอดของไป๋เลี่ยงหลินะโลงมาและวิ่งตรงเข้าไปในห้องทันที
กู้เซียนเซียนงัวเงียตื่นขึ้นมาหลังจากได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง
“ ท่านอา “ นางเอ่ยขึ้นทั้งๆที่ตายังไม่ลืม
“ ดูเ้าสิ ดูทำเข้า ตอนนี้กี่ยามแล้วเ้าเพิ่งจะตื่นนอน “ อาหญิงเอ่ยพลางเดินเข้ามาในห้อง ยกห่อของที่นางถือมาด้วยวางไว้บนโต๊ะ
แมวสีขาวรีบะโขึ้นเตียงไปคลอเคลียเ้านายของมันทันที
“ เซียวเหม่า “ กู้เซียนเซียนยิ้มก่อนก้มหน้าลงไปหอมที่หัวของมันทีหนึ่ง
“ ล้างหน้าล้างตาเสีย เราจะออกเดินทางกันแล้ว “ หญิงสาวเอ่ยแก่คนทั้งสองก่อนล้วงเข้าไปในห่อผ้าและวางหมั่นโถวสี่ลูกเพื่อทานกันสามคน
“ เป็หลานทำให้ท่านต้องมาดูแลเสียแล้ว หลานละอายใจยิ่งนัก “ กู้เซียนเซียนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นอาหญิงของนางจัดแจงถ้วยชาและวางหมั่นโถวลงบนโต๊ะกลางห้อง
นางรีบพลิกตัวลงจากเตียงล้างหน้าบ้วนปากจากโถน้ำที่เฝิงหลานเตรียมไว้ให้ ก่อนให้นางช่วยรวบเก็บผมและสวมหมวกผ้าแบบเด็กผู้ชาย
หลังแต่งตัวเสร็จคนทั้งสามก็นั่งทานหมั่นโถวด้วยกัน
“ท่านไปไหนมาแต่เช้า ข้าเดินไปหาท่านที่ห้องกลับไม่พบ “ เฝิงหรานหันไปถามไป๋เลี่ยงหลิน
ไป๋เลี่ยงหลินยิ้มก่อนเอ่ยตอบนาง“ ไปซื้อของข้างนอก และก็แวะซื้อหมั่นโถวมาให้พวกเ้าด้วยนี่ไง “
“ ลำบากนายหญิงแล้วจริงๆ คราวหน้าท่านให้เฝิงหลานทำเถอะ “ เฝิงหลานก้มหน้าลงอย่างละอายใจจริงๆตอนเช้านางตั้งใจจะไปซื้ออาหารให้อยู่แล้วเพียงแต่ติดที่กู้เซียนเซียนยังไม่ตื่น จะทิ้งไปก็เกรงนางจะตื่นมาแล้วใ จึงยังไปไหนไม่ได้ ได้แต่เก็บข้าวของฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ
“ ไม่เป็ไร แค่นี้เอง ข้าไม่ได้เหนื่อยยากอะไร เ้าอย่าได้คิดมากอีกเลย “ไป๋เลี่ยงหลินเอ่ยปลอบโยนนาง นางรู้ว่าคำพูดของเฝิงหลานล้วนเอ่ยออกมาจากใจดูจากการที่นางดูแลเอาใจใส่กู้เซียนเซียนก็พอจะหยั่งรู้ถึงน้ำใจของนางได้
เฝิงหลานเองก็รู้สึกว่า ั้แ่อาจารย์หญิงไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้านักพรตเต๋าอะไรนั่นอีกนางก็คล้ายกับว่าเป็คนที่น่าเข้าไกล้มากขึ้น พูดคุยและคบหาได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมากไม่รู้ว่านางคิดไปเองฝ่ายเดียวหรือไม่ แต่ตอนนี้นางรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
“ เราจะเดินทางลงใต้ไปหัวเมืองหลักเทียนซาน ที่นั่นติดชายแดนก็จริงแต่ก็สงบปลอดภัยเป็ชายแดนที่ทำการค้ากับแคว้นข้างเคียงทั้งยังไม่มีา ข้าหวังว่าเ้าจะชอบ “อาหญิงมองมาที่กู้เซียนเซียนด้วยแววตาแกมเอ็นดูกับภาพหนุ่มน้อยยังไม่โตเบื้องหน้า
ตอนแรกไป๋เลี่ยงหลินคิดว่าเมื่อหลานสาวพบหน้านางในตอนเช้า คำถามแรกที่เด็กสาวจะถามคือเื่ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของนางแต่นางกลับปิดปากเล็กๆนั่นเสียสนิททั้งๆที่ต้องอยากรู้อย่างมากแน่นอน ดูจากร่องรอยขอบตาที่บวมช้ำนั่นแล้วนางคงนอนร้องไห้อยู่ตลอดทั้งคืน
“ ก่อนเราจะไป ข้าจะพาเ้าไปที่ที่หนึ่งก่อน “ อาหญิงเอ่ยเสริมขึ้นอีกประโยค
“ ท่านอา .เราไปที่เทียนซานทำไม ที่นั่นข้าได้ยินมาว่ามันไกลมากต้องเดินทางตั้งหลายวัน ต้องไปบอกท่านพ่อท่านแม่ก่อนหรือไม่ “
กู้เซียนเซียนเอ่ยถามเสียงใส แม้จะไม่กล้ากระทั่งสบตาอาหญิงหลังเอ่ยประโยคนี้เพียงแอบชำเลืองมองดูนาง เก็บซ่อนสีหน้าละอายใจของตนเองไว้อย่างที่คิดว่าแเีที่สุด
ชาที่ไป๋เลี่ยงหลินกำลังจิบอยู่ แทบจะพ่นออกมาเมื่อได้ยินคำถามนี้นึกว่าเ้าเด็กนี่จะไม่ถามแล้ว ยังอุสาห์อ้อมกลับมาจนได้
ถึงอย่างไรก็เป็คำถามที่ควรจะตอบอยู่ดี “ไปสิ เราจะไปแจ้งพวกเขากันอยู่นี่ไง “ นางเอ่ยตอบหลานสาวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มก่อนเห็นเด็กสาวตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนางด้วยสายตาเป็ประกาย ดวงหน้าที่มีแววงดงามฉาบเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเฉิดฉันอย่างไม่ปิดบังกู้เซียนเซียนรีบขยับเข้าไปกอดเข้าที่แขนข้างหนึ่งของนางอย่างรวดเร็ว
“ท่านอา..ท่านดีกับข้าที่สุดเลย !! “ ตอนที่เด็กสาวเข้ามาสวมกอดนางที่แขนไป๋เลี่ยงหลินถึงรู้ว่านางตัวสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นมากเพียงใด หากกู้เซียนเซียนขยับเข้าไปกอดนางทั้งตัวบางทีหลานสาวอาจจะรับรู้ได้ว่าตอนนี้ใจของนาง ก็เต้นสั่นระรัวไม่ต่างกันเพียงแต่มันเกิดจากวามละอายใจไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นยินดีใดๆทั้งสิ้นนางถึงกับไม่คิดว่าปฏิกริยาของเด็กที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้งไว้บนูเาั้แ่เยาว์วัยมาหลายปีจะยังยินดีที่จะพบเจอพวกเขามากถึงเพียงนี้
ไป๋เลี่ยงหลินยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้นมาลูบหัวหลานสาวเบาๆ แอบซ่อนความกังวลใจของนางไว้ก่อนเอ่ยผ่านริมฝีปากที่เริ่มสั่นระริกด้วยน้ำเสียงขาดห้วง “ อืม.. พวกเขาเอง…ก็..อยากพบเ้าเช่นกัน.. รีบกิน แล้วรีบเก็บของเถิด…. “
ตอนนี้กู้เซียนเซียนดีใจเหมือนได้ขึ้นปีนขึ้น์แล้วจริงๆ จนไม่ได้สังเกตว่าอาหญิงผิดปกติไป
บิดารมารดาที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานาน อีกเดี๋ยวนางจะได้พบพวกเขาแล้วใช่หรือไม่ไม่ว่าพวกเขาจะมีสภาพอย่างไร ตกต่ำยากจนแค่ไหน นางสัญญาว่าจะกตัญญูต่อพวกเขา เฉกเช่นที่บุตรสาวคนหนึ่งจะหาทางทำให้ได้กู้เซียนเซียนแอบสัญญาอยู่ในใจเงียบๆ
‘ หรือการเดินทางครั้งนี้จะมีพวกเขาร่วมเดินทางไปด้วย? ‘ เช่นนั้นก็ยิ่งดีเลยจะได้แอบฟังเื่พี่ชายกับพี่รองไปด้วย อย่างไรท่านพ่อกับท่านแม่ไม่มีทางปล่อยให้พี่ชายพี่สาวติดคุกแน่นอนแต่ตอนนี้ที่ไม่ไปช่วย คงเพราะมีเหตุจำเป็บางอย่าง
ระหว่างที่นางคิดถึงการณ์ใหญ่ในภายภาคหน้า จินตนาการล่องลอย ใบหน้าของนางก็ยิ่งแดงระเรื่อเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มจนแทบจะเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่แก้มสองข้างพยายามหุบยิ้ม แม้มริมฝีปากจนแก้มปวมเป่ง สายตาระยิบระยับเมื่อครู่ตอนนี้กลับยิ่งดูแวววาวจากม่านน้ำตาที่พยายามสะกดไว้ไม่ให้ไหลออกมา ส่งเสียงร้องหึๆหะๆในลำคออยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่คนสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกลับก้มหน้าซ่อนแววตาขมขื่นไว้ภายใต้รอยยิ้มอันอ่อนโยนนั่น
กู้เซียนเซียนรีบทานหมั่นโถวส่วนของนางอย่างรวดเร็ว วิ่งไปรวบเก็บของเองทั้งหมดลงห่อ
ก่อนหันไปถามอาหญิงว่าจะให้นางไปช่วยเก็บของด้วยหรือไม่ เห็นนางส่ายหน้าปฏิเสธ เด็กสาวจึงรีบเดินไปรวบตัวเซียวเหม่าที่ตอนนี้นอนตายอยู่บนเตียงไปเรียบร้อยแล้วขึ้นมา
“ เซียวเหม่า ไปหาท่านพ่อท่านแม่กัน “ ตอนที่นางพูดสองคำนี้ นางยิ่งรวบแขนกอดเซียวเหม่าแรงขึ้นประหนึ่งว่าหากเจอหน้าพวกเขา นางก็จะกอดพวกเขาเช่นนี้เหมือนกัน ตอนที่เอ่ยคำว่าท่านพ่อท่านแม่นั้นเสียงของนางก็สั่นเครือผิดกับใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอยู่แทบจะตลอดเวลา
คนสามคนกับแมวหนึ่งตัว พากันออกมาจากโรงเตี้ยมเล็กๆ ด้วยการจ้างรถม้าละแวกนั้นระหว่างที่รถม้าวิ่งผ่านไปตามเส้นทางเกวียน กู้เซียนเซียนอดไม่ได้ที่จะเปิดหน้าต่างแง้มดูทิวทัศน์สองข้างทางอยู่แทบตลอดเวลาแม้จะอยู่นอกเมืองแต่ก็อยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองหลวงนัก ที่เซียนเซียนรู้ก็เพราะว่านางเคยผ่านเส้นทางนี้ทุกๆปีใน่เทศกาลของครอบครัวถึงแม้จะออกมานอกเมืองเพียงปีละครั้ง แต่ก็จำได้อย่างชัดเจน
กู้เซียนเซียนไม่ได้เอ่ยถามคำถามใดๆกับอาหญิงอีก เพราะเกรงว่าจะทำให้นางรำคาญไหนๆก็จะมาพบท่านพ่อท่านแม่ด้วยตัวเองแล้ว มิสู้นางเก็บคำถามไว้ถามพวกเขาเองดีกว่า
หน้าต่างที่เปิดง้างไว้เล็กน้อย นำพามวลลมเย็นจากภายนอกพัดเข้ามาบาดผิวของกู้เซียนเซียนจนเกิดเป็ปื้นแดงยาวริมฝีปากเริ่มแห้งแตก แต่เด็กสาวก็ไม่ยอมปิดหน้าต่างนางอยากเปิดไว้เพื่อเตือนความทรงจำของวันนี้ วันที่ได้พบหน้ากับครอบครัวหลังจากที่ไม่ได้เจอกันเกือบสี่ปี
‘ เวลาช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน ‘ กู้เซียนเซียนคิดอยู่ในใจ แม้อีกใจก็ลังเลอยากให้เวลาผ่านไปช้าๆ เพื่อจะได้ยืดเวลาอยู่กับบิดามารดาให้นานมากขึ้นไปอีกความคิดเรื่อยเปื่อยล่องลอยไปจนถึงจังหวะเวลาที่พบหน้ากัน นางต้องวางตัวอย่างไรเข้าไปกอดได้หรือไม่ หรือแค่ทำความเคารพอย่างสง่างาม บางทีอาจเจอพี่สามอยู่ด้วยกันกับพวกเขาด้วยก็ได้
ไป๋เลี่ยงหลินมองไปที่ใบหน้าด้านข้างของเด็กสาวที่ตอนนี้ประดับไปด้วยรอยยิ้มโง่งมประหลาดๆ ก่อนผินหน้ามองไปทางอื่น บีบมือตนเองที่วางไว้บนตักจนแน่น
รถม้าวิ่งมาเรื่อยๆก่อนหยุดลงที่เนินเขาลูกหนึ่ง
กู้เซียนเซียนทำสีหน้าประหลาดใจเพราะที่บริเวณนี้นางคุ้นเคยดีแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะปกปิดความยินดีบนใบหน้าไว้ได้ เด็กสาวรีบะโลงจากรถม้าทันทีที่จอดสนิท
“ ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่สาม “ นางะโเรียกพวกเขาทันทีลงจากรถพลางกวาดสายตาไปทั่ว
กู้เซียนเซียนวิ่งวนไปมาอยู่หลายรอบตามทางเดินรอบๆสุสานบรรพชนตระกูลกู้ปากก็กู่ร้องะโก้องไม่หยุด จนกระทั่งตัวนางเองยังััได้ถึงไอร้อนจากเหงื่อไหลเวียนอยู่ภายใต้เสื้อคลุมกันหนาวกระทั่งต้องมาหยุดหอบหายใจทางปากที่เนินเตี้ยๆแห่งหนึ่ง
ไป๋เลี่ยงหลิน และเฝิงหลานเดินตามหลังนางมาช้าๆ ก่อนอ้อมผ่านด้านหลังนางไปพวกนางเดินไปอีกไม่ไกลก็หยุดลงที่หน้าป้ายสุสานแห่งหนึ่ง กู้เซียนเซียนยังคงมองตามด้วยสีหน้าประหลาดใจ นางเห็นเฝิงหลานหยิบธูปขวดเหล้าและขวดชาออกจากห่อผ้า ก่อนอาหญิงจะจุดธูปบอกกล่าวบางสิ่งหน้าป้ายนั้นแล้วจึงยกขวดเหล้ารินลงบนพื้นดินด้านหน้าทั้งหมด โดยมีเฝิงหรานเป็ผู้ช่วยอยู่ด้านข้าง นั่นเป็ป้ายสุสานใหม่ที่กู้เซียนเซียนไม่เคยเห็นมาก่อนแต่นับเป็สิ่งที่ถูกต้อง หากลูกหลานมายังสุสานบรรชน อย่างไรก็ต้องเคารพเซ่นไว้บรรพบุรุษก่อนจากไป
เพราะเหนื่อยจากการวิ่งและะโเรียกหาครอบครัวตอนนี้กู้เซียนเซียนจึงเปลี่ยนมาเป็การเดินไปหาพวกนางทั้งสองคนแทน
เด็กสาวในคราบเด็กหนุ่มเดินอ้อมไปทางด้านหลังของคนทั้งสองก่อนหยุดที่ด้านหน้าป้ายสุสาน เพื่ออ่านชื่อที่สลักไว้
…บนนั้นสลักคำว่ากู้อวี้ ด้วยตัวอักษรสีเขียว….