ระบบฝึกยุทธ์ในต่างโลก : เกิดใหม่ครั้งนี้ข้าจะเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 59 เด้งดึ๋ง… เพื่อความบันเทิงล้วนๆ!

            เรื่องราวที่ตระกูลต้วนและตระกูลลวี่นำพาเหล่าตระกูลขนาดกลางมาท้าทายตระกูลเยี่ยนได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองจื่อหรานภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง

            ครั้นแล้วคลื่นลมก็ปั่นป่วนการถกเถียงสนั่นฟ้า

            เมืองจื่อหรานล่วงเลยผ่านกาลเวลามานานปีแม้แต่การกระทบกระทั่งระหว่างตระกูลใหญ่ต่างๆ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการต่อสู้ในเงามืดน้อยครั้งนักที่จะปรากฏการต่อสู้ขนาดใหญ่ที่เปิดเผยเช่นวันนี้

            เหตุการณ์เช่นวันนี้จึงนับเป็นเหตุการณ์สำคัญของเมืองจื่อหรานข่าวชวนตะลึงที่จะถูกบันทึกไว้ในหน้าแรก

            ใครเลยจะจินตนาการว่าเพียงแค่คนไร้ค่าและสติฟั่นเฟือนกลับสามารถนำพากองกำลังที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้มารุมล้อมได้

            ในทำนองเดียวกันสิ่งนี้ก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากได้ตระหนักถึงความไม่ธรรมดาของต้วนจื่อเสียงเยาะเย้ยถากถางดูแคลนเหล่านั้น ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงและเหลือเชื่อ

            ภายหลังจวนเจ้าเมืองได้ส่งคนมาสอบถามเรื่องนี้โดยเฉพาะและได้ออกคำเตือนไปยังตระกูลที่ก่อเหตุ พร้อมทั้งสั่งปรับเป็นเงินจำนวนหนึ่งแต่สำหรับตระกูลเหล่านั้นแล้ว มันก็เป็นเพียงละอองฝน อยากจะจ่ายเท่าไรก็ได้

            ลวี่เอ้อร์ชานที่ไม่ยอมแพ้ได้เดินทางไปยังจวนเจ้าเมืองโดยเฉพาะ กล่าวหาต้วนจื่อในหลายข้อหาเรียกร้องให้จวนเจ้าเมืองจับกุมต้วนจื่อมาลงโทษอย่างหนัก เพื่อระบายความแค้นในใจ

            เดิมทีข้อกล่าวหาได้ถูกตัดสินแล้วจวนเจ้าเมืองกำลังจะส่งคนออกไปจับกุมตัวต้วนจื่อแต่ในขณะที่เรื่องกำลังจะสำเร็จเสร็จสิ้นลงนั้นนางคณิกาจำนวนมากได้ร่วมกันเขียนฎีกาด้วยเลือด กล่าวหาตระกูลลวี่พร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่หนักแน่นว่ากิจการหอเหมันต์จันทราเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวและการบีบบังคับแล้วสนับสนุนต้วนจื่ออย่างเต็มที่ โดยเห็นว่าเขาได้กำจัดภัยพิบัติให้แก่ราษฎรสังหารผู้ที่สมควรตาย

            จวนเจ้าเมืองรู้ดีว่าไม่อาจขัดขืนความโกรธเกรี้ยวของมวลชนได้จึงได้ยุติเรื่องการสังหารลวี่จื่อฮั่นลง และปิดทำการหอเหมันต์จันทราลงอย่างถาวร

            กล่าวอีกนัยหนึ่งคือลวี่เอ้อร์ชานไม่เพียงแต่กลับมามือเปล่า แต่ยังขาดทุนเสียหอคณิกาไปอีกเรียกได้ว่าเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง

            ถึงกระนั้นเรื่องนี้ก็ยุติลงเพียงชั่วคราวเท่านั้น

            กระแสลมในเมืองกลับไม่สงบลงเป็นเวลานาน

            ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆได้ยินเรื่องราวตำนานของต้วนจื่อ รู้ว่าเขาใช้พลังเพียงขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังต้านทานการจู่โจมสังหารของยอดฝีมือขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ถึงสองคนกลายเป็นอัจฉริยะที่เก่งกาจเป็นรองเพียงต้วนอีในเมือง

            เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ถาโถมเข้ามาทำให้ต้วนจื่อกลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองมากที่สุดในเมืองจื่อหรานในปีนี้อย่างรวดเร็ว

            ส่วนต้วนจื่อผู้เป็นศูนย์กลางของการถกเถียงกลับแช่อ่างน้ำพุร้อนอยู่ที่จวนตระกูลเยี่ยนตลอดทั้งวันเพลิดเพลินกับบริการอันเอาใจใส่ของเหล่าสาวใช้

            สำหรับเรื่องราวไร้สาระต่างๆ ภายนอกนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด อย่างไรเสียก็มีตระกูลเยี่ยนคอยจัดการให้อยู่แล้ว

            หลังจากอาหารเย็นต้วนจื่อยังได้พาต้วนเยว่เอ๋อร์และสองสาวชมดวงดาวเขาใช้บทกวีรักสมัยใหม่สะกดใจพวกนางจนอยู่หมัดขาดเพียงแค่คุกเข่าลงขับขานเพลงพิชิตใจเท่านั้น

            หลังจากการแสดงทักษะหลายครั้งประกอบกับการสั่งสมชื่อเสียงที่สะสมมาเกือบทั้งวันยอดคงเหลือค่าเทียนซิ่วของต้วนจื่อก็ทะลุสองหมื่นในที่สุดนับว่าร่ำรวยมั่งคั่งเป็นพิเศษ

            เวลาสี่ทุ่ม ณ ห้องพัก

            ต้วนจื่อกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงสุขสบายกับการนวดของโม่ลั่วฮว่า

            “โม่โม่ ฝีมือนวดของเจ้าไม่เลวเลยเจ้าเคยทำมาก่อนหรือ?”

            “เจ้าค่ะ ก่อนที่ท่านพ่อจะเสียชีวิตข้าก็ทำสิ่งนี้มาตลอด เพียงแต่ว่ามักจะถูกผู้อื่นฉวยโอกาสอยู่เสมอ” โม่ลั่วฮว่าลูบจมูกเล็กน้อยด้วยความขัดเขิน

            “แล้วก็ คุณชายเจ้าคะเยว่เอ๋อร์ไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ ใช่ไหมเจ้าคะ? ข้าเห็นนางมักจะง่วงนอนเสมอนี่จะใช่เป็นผลข้างเคียงหรือเปล่า?”

            ต้วนจื่อยิ้ม “การที่จิตวิญญาณเสียหายจะมีอาการง่วงซึมพักฟื้นสักอาทิตย์ก็จะดีขึ้นเอง เจ้าไม่ต้องกังวล”

            “อย่างนั้นก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” โม่ลั่วฮว่าถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            ต้วนเยว่เอ๋อร์คือสหายเพียงคนเดียวของนางในชีวิตนี้นับตั้งแต่ท่านพ่อเสียชีวิตไป ก็ถือว่าเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่นางไม่อยากให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับอีกฝ่าย

            “เอาล่ะ เจ้าหยุดมือแค่นี้ก่อนเถอะ”ต้วนจื่อดูเวลาก่อนจะยกมือขึ้นยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยแล้วพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “โม่โม่ช่วงมีรอบเดือนร่างกายจะค่อนข้างอ่อนแอ เจ้าไปกระโดดเด้งดึ๋งออกกำลังกายกับข้าไหมปลอดภัย ไว้ใจได้ เพื่อความบันเทิงล้วนๆ!”

            “เอ๋?” ใบหน้าของโม่ลั่วฮว่าแดงก่ำขึ้นมาทันทีสีแดงระเรื่อนั้นดูน่ารักน่าชังเป็นอย่างยิ่ง

            “ก็... ก็ได้เจ้าค่ะ......”

            ต้วนจื่อพลิกตัวกลับมา เลิกคิ้วขึ้น“งั้นเราเริ่มกันเลยไหม?”

            “เอ่อ...” โม่ลั่วฮว่าอ้าปากค้างแต่ก็พูดออกมาตะกุกตะกัก สุดท้ายก็ปิดปากลงอีกครั้ง สีแดงระเรื่อค่อยๆแต้มแต่งใบหู มือและเท้าไม่รู้จะวางไว้ที่ไหน

            “วางใจเถิด อย่าได้กังวลไปข้าจะอ่อนโยนให้มากที่สุด” ต้วนจื่อปัดปอยผมของโม่ลั่วฮว่าอย่างแผ่วเบาพลางส่งสัญญาณด้วยสายตา “ถอดรองเท้า แล้วขึ้นมาบนเตียงเถอะ”

            “คุณชาย ข้า......ข้าต้องเตรียมตัวสักหน่อยเจ้าค่ะ......”

            “อืมการทำเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรกก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจริงๆ นั่นแหละ” ต้วนจื่อพยักหน้า จากนั้นก็เริ่มอบอุ่นร่างกาย

            สามนาทีผ่านไป เขาก็โบกมือ

            “โม่โม่ รีบมาเถอะช่วงเวลานี้เหมาะที่สุดสำหรับการกระโดดเด้งดึ๋ง ถ้าช้าไปกว่านี้ก็จะไม่ได้ผลแล้ว”

            “อ๊ะ? ก็...ก็ได้เจ้าค่ะ......” โม่ลั่วฮว่าก้าวขึ้นเตียงความเขินอายยังคงระบายอยู่บนใบหน้า คล้ายบุปผาแรกแย้ม ซ่อนตัวอยู่หลังใบเขียวมิอาจเผยโฉม

            เมื่อสบสายตากับต้วนจื่อ นางก็หน้าแดงก่ำดวงตาเลื่อนลอยไร้จุดหมาย นิ้วเรียวเผลอบิดชายผ้าในมือ นางอึกอักจะพูดแต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ ริมฝีปากขยับไปมาแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอด

            “โม่โม่ เจ้านอนทำไมเนี่ย?”

            โม่ลั่วฮว่ากล่าวเสียงแผ่วเบา“คุณชาย ท่านไม่ได้บอกว่าจะ... ทำแบบนั้นหรือเจ้าคะ?”

            “การเล่นเด้งดึ๋งไม่ใช่การนอนเฉยๆมันหมายถึงคนสองคนยืนอยู่คนละฝั่งของเตียง เริ่มจากเจ้ากระโดดอย่างแรงทำให้ข้ากระเด้งขึ้น จากนั้นข้าก็ใช้แรงโน้มถ่วงตกลงมา ควบคุมแรงทำให้เจ้ากระเด้งขึ้น แล้วเจ้าก็ตกลงมากระเด้งข้าอีกที...... เจ้าเข้าใจไหม?”

            “หา???” ในหัวของโม่ลั่วฮว่าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

            “งั้นที่ท่านพูดก่อนหน้านี้ว่า ‘จะอ่อนโยน’ รวมถึงการที่ครั้งแรกต้อง ‘เตรียมตัวให้พร้อม’ หมายถึง......”

            ต้วนจื่ออธิบายว่า“ที่บอกว่าต้องอ่อนโยนกับเจ้า ก็เพราะข้าหนักกว่าเจ้าถ้าแรงเกินไปเจ้าจะกระเด็นตกเตียง ส่วนที่บอกว่าครั้งแรกต้องเตรียมตัวให้พร้อมก็เพราะการกระโดดเด้งดึ๋งเป็นศาสตร์และศิลปะที่อันตราย ต้องอบอุ่นร่างกายก่อนมิเช่นนั้นอาจจะเกิดเคล็ดขัดยอกที่เอว เท้า หรือส่วนอื่นๆ ได้”

            “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เองข้านึกว่าท่านจะ......”

            ต้วนจื่อขมวดคิ้ว“เจ้าคงไม่ได้คิดว่าข้าเป็นพวกชอบลวนลามหรอกใช่ไหม?”

            “ข้า......”

            “ชิ! เจ้ามันหมาป่าในคราบหญิงสาวความคิดสกปรกสิ้นดี!”

            “......”

            การกระโดดเด้งดึ๋งจบลงเมื่อใกล้ห้าทุ่มโม่ลั่วฮว่ากลับไปยังห้องของตนในสภาพที่เหงื่อโซมกาย ดูจากท่าทีที่พึงพอใจแล้วคงต้องบอกว่าโม่ลั่วฮว่าได้ตกหลุมรักการกระโดดเด้งดึ๋งเข้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว

            ส่วนต้วนจื่อก็ไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายพร้อมเคลื่อนไหวสองมืออย่างเนิบนาบ... ปลดปล่อยลูกหลานไหลไปกับสายน้ำ

            ข้อดีของเขาคือไม่มีอะไรอื่นเลยนอกจากความเป็นคนหัวโบราณที่ซื่อสัตย์!

            หญิงสาวที่เคยโปรดปรานมักเปลี่ยนไปทว่ามีเพียงคุณหนูห้าที่ใจภักดิ์มิคลอนแคลน?

            เพราะทักษะดั้งเดิมจะทิ้งไปไม่ได้!

            ทำไมถึงมีคนที่หาแฟนได้แล้วยังต้องเปลืองแรงช่วยเหลือตัวเองอยู่?

            แม้จะมีปืนกลนำเข้าระดมยิงได้ดังใจก็ยังต้องลงมือก่อฐานยิงด้วยตนเอง!

            แล้วก็เพราะความแตกต่างระหว่างบุคคลคือสิ่งที่มีอยู่ในความสัมพันธ์ของคู่รัก

            ตอนมีอะไรกัน เจ้าอยากกินน้ำหวานแต่นางกลับอยากกินของหวาน เจ้าอยากจะค่อยๆ นวดคลึงและพลิกแพลงแต่นางกลับอยากให้พายุพัดโหมกระหน่ำ ในเวลานี้จึงต้องทำด้วยตัวเอง

            ถึงจะเหนื่อยสักหน่อย แต่ก็เพลินดี!

            กินแต่ของอร่อยๆ ก็เบื่อบางทีก็อยากกินผักบ้าง หลังจากกินอาหารหนักๆ ก็ต้องจิบน้ำซุปใสๆ บ้างนั่นแหละคือความจริง

            นี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมหนุ่มๆหลายคนถึงมีแฟนแล้ว ก็ยังต้องช่วยเหลือตัวเองอยู่!

            ไม่ใช่ว่าแฟนไม่สวยหรือแฟนทำให้มีความสุขไม่ได้แต่เพราะในชีวิตของชายทุกคนต่างก็มีหญิงสาวที่ตัดไม่ขาดนางหนึ่ง นั่นคือคุณหนูห้า!

            ก่อนที่ชายหนุ่มอย่างเราจะได้เจอกับสาวน้อยก็เป็นคุณหนูห้าที่คอยโอบอุ้มพวกเราอย่างอ่อนโยน เป็นแสงนำทางให้ตัวตนในวัยเยาว์ให้ทุกคนได้เติบโตเป็นชาย ให้ชายทุกคนได้พบกับคนที่รัก [1] 

            การทำอาหารอร่อยๆ ทุกวันก็ดีแต่บางทีก็อยากสั่งอาหารสำเร็จรูปมากินบ้าง

            ดังคำกล่าวที่ว่า หากขยันขันแข็งยามนิทราก็สุขสมดังฝัน!

             [ติ๊ง! ยินดีด้วยผู้ใช้ได้สำเร็จภารกิจ 'ฉันสงสัยว่านายกำลังเล่นตลกทะลึ่งแต่ไม่มีหลักฐาน' เทียนซิ่ว +123] 

             [ติ๊ง!หลังจากได้รับข้อเสนอแนะจากผู้อ่านนับล้าน ระบบจะทำการอัปเกรดปรับปรุงภายในห้านาทีจะดำเนินต่อไปจนถึงวันพรุ่งนี้ ในระหว่างนั้นจะไม่สามารถทำการดำเนินการใดๆ ได้หากท่านผู้ใช้มีความต้องการสิ่งใด โปรดดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในห้านาที] 

            ต้วนจื่อได้ยินดังนั้นก็รีบสนทนากับระบบเกี่ยวกับเรื่องการหลอมวิญญาณจิ้งจอกสวรรค์

            กระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นระบบฝ่ายหนึ่งยินดีจ่าย อีกฝ่ายก็ยินดีให้บริการ ทั้งสองฝ่ายต่างพอใจ

            ในที่สุดหลังจากแลกเปลี่ยนค่าเทียนซิ่วไปเกือบสองพันแต้มต้วนจื่อก็ได้รับแผนการหลอมวิญญาณจิ้งจอกสวรรค์มาสองแผน

            แผนแรกคือจ่ายแลกค่าเทียนซิ่วไปโดยตรงจำนวนหนึ่งแสนแต้มเพื่อให้ระบบช่วยเหลือในการดำเนินการ โดยที่ต้วนเยว่เอ๋อร์ไม่ต้องลงมือด้วยตนเองก็สามารถหลอมวิญญาณจิ้งจอกสวรรค์ได้อย่างง่ายดาย

            เมื่อแผนนี้ปรากฏออกมาก็ถูกต้วนจื่อตัดทิ้งแทบจะในทันที

            ค่าเทียนซิ่วหนึ่งแสนแต้มเขาคาดว่าจะต้องใช้เวลาเก็บสะสมถึงครึ่งเดือนและการจัดเก็บวิญญาณจิ้งจอกสวรรค์ในพื้นที่ของระบบต้องเสียเงิน ในวันแรกฟรีวันที่สองต้องเสียค่าเทียนซิ่วหนึ่งพันแต้ม วันที่สามสองพัน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

            รอจนกว่าจะเก็บสะสมค่าเทียนซิ่วได้ครบแสนแต้มค่าจัดเก็บก็คงปาเข้าไปสองสามหมื่นแล้ว มันไม่คุ้มกัน

            แผนที่สองคือรวบรวมหญ้าวิญญาณทมิฬหนึ่งต้นดอกวิญญาณทมิฬสีขาวหนึ่งดอก และผลึกพลังงานสีม่วงจากนั้นก็จ่ายค่าเทียนซิ่วอีกสองหมื่นแต้มเพื่อให้ระบบช่วยสังเคราะห์เป็นโอสถหลอมวิญญาณ

            หากจะว่ายาก แผนนี้ก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นด้วยเพราะในยามนี้เขามีค่าเทียนซิ่วต้วนจื่อสามารถใช้จ่ายเพื่อแลกกับข้อมูลสถานที่ตั้งของสิ่งของทั้งสามจากระบบจากนั้นก็ดำเนินการค้นหาไปตามลำดับ

            แต่ถ้าจะบอกว่าแผนนี้ง่ายก็คงจะไร้เดียงสาเกินไปหน่อย เหตุเพราะระบบให้เพียงกรอบกว้างๆดุจการค้นหาแกะมีตำหนิในฝูงใหญ่ ต้องใช้เวลาและความพยายามไม่น้อยแถมยังมีโอกาสที่จะหาไม่เจออีกด้วย

            “เป้าหมายอยู่ที่ป่าปีศาจมรณะที่แห่งนี้ห่างจากเมืองจื่อหรานหลายร้อยกิโลเมตร ต้องวางแผนให้ดีเสียแล้ว” หลังจากทุ่มค่าเทียนซิ่วให้ระบบแจ้งตำแหน่งของสิ่งของทั้งสามต้วนจื่อก็พลิกตัวลุกจากเตียง เดินไปยังโต๊ะหนังสือหยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมาพลางครุ่นคิด

            เขาคำนวณช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการดำเนินการตามแผนที่สองนั่นก็คือห้าวัน เพราะถ้าเกินห้าวันค่าเทียนซิ่วในการจัดเก็บวิญญาณจิ้งจอกสวรรค์ก็จะมากเกินไปเขาจึงต้องทำให้แผนที่สองสำเร็จภายในห้าวัน

            ต่อมา เขาก็คาดการณ์ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดสมมติว่าภายในห้าวันนั้น เขาหาของสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เจอก็จะต้องจ่ายค่าเทียนซิ่วเพื่อซื้อมา กล่าวได้ว่าภายในห้าวันนั้นเขาจะต้องแสดงทักษะหรือล่าสัตว์อสูรให้มากที่สุด เพื่อสะสมค่าเทียนซิ่ว

            “ต้องใช้โอกาสนี้เพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองด้วยจะติดอยู่แค่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าตลอดไปไม่ได้......” ต้วนจื่อคาบปากกา พึมพำเสียงแผ่วเบา

            สิบนาทีต่อมา เขาก็ได้กำหนดแผนการโดยคร่าวๆลงไป

            “ออกเดินทางพรุ่งนี้คืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่ก่อน!”

            เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เป่าเทียนดับล้มตัวลงนอน และหลับไปอย่างสบาย......

             [1] คุณหนูห้าสื่อถึงฝ่ามือและนิ้วมือทั้งห้า

             

    คล้ายกับเรื่องระบบฝึกยุทธ์ในต่างโลก : เกิดใหม่ครั้งนี้ข้าจะเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ 【จบ】 ที่คุณอ่าน