“กลิ่นคาวรักชู้ที่ค้างอยู่บนผิวกาย... กับคำโกหกแรกที่สร้างรอยร้าวในใจภรรยาแสนดี”
*****
บ่ายวันศุกร์ ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านจัดสรรสว่างไสว แสงแดดส่องแสงจ้าขจัดคราบน้ำฝนจากพายุพัดผ่านเมื่อคืนก่อนจนเกือบแห้งสนิท แต่ทว่าคราบความบาปหยาบโลนและกลิ่นอายคาวชู้รักในจิตใจของผมกลับยังคงแจ่มชัดและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผมนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นบ้านตนเอง สองมือประสานกันแ่า สายตาจับจ้องไปที่ประตูบ้านด้วยความรู้สึกตึงเครียด หวาดวิตก และประหม่าระแวดระวังขั้นสุด
เพราะอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า อร ภรรยาที่แสนดีและซื่อสัตย์ของผมกำลังจะเดินทางกลับมาถึงบ้านพักของเราแล้ว
เสียงล้อรถแท็กซี่แล่นมาจอดที่หน้าประตูบ้านดึงสติอันว้าวุ่นปวดร้าวของผมให้ตื่นตัว ผมรีบลุกขึ้นยืนปรับแต่งสีหน้าและท่าทางให้เป็ปกติที่สุด เดินก้าวเท้าออกไปเปิดประตูรั้วเหล็กต้อนรับภรรยา อรลงจากรถแท็กซี่พร้อมกระเป๋าเดินทางใบย่อม ใบหน้าเรียบง่ายสะอาดตาของเธอส่งรอยยิ้มแสนซื่อสัตย์และคิดถึงมาให้ผมทันทีที่สบตา
"พี่พัฒน์คะ! อรกลับมาแล้วค่ะ คิดถึงพี่พัฒน์จังเลย" อรเอ่ยปากทักทายพลางวิ่งเหยาะๆ เข้ามากอดบั้นเอวหนาของผมแน่น ซบใบหน้าลงกับอกแกร่งของผมอย่างแสนรักและไว้เนื้อเชื่อใจ
กอดของเมียหลวงในตอนนี้มันกลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนร่างตัวเองกำลังถูกไฟนรกแผดเผาจนเกรียม ร่างกายกว้างเกร็งสะท้านด้วยความอับอายและสำนึกผิดบาป กลิ่นกายสะอาดเรียบง่ายไร้สารเคมีปรุงแต่งของอรมันช่างแตกต่างลิบลับกับกลิ่นน้ำหอมรสเชอร์รี่ยั่วยวนชวนทำลายล้างของเจนจิราที่ผมแอบเสพสมมาตลอดสองคืน
"อืม... เดินทางเหนื่อยไหมอร พี่ก็คิดถึงอรเหมือนกันจ้ะ" ผมฝืนกลืนน้ำลายลงคอและเอ่ยประโยคโกหกคำโตออกไปเป็คำแรก น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยจนผมกลัวว่าเธอจะแอบจับได้
"เหนื่อยค่ะ แต่นึกถึงหน้าพี่พัฒน์แล้วก็หายเหนื่อยเลยค่ะ เข้าบ้านกันเถอะนะคะ อรซื้อของฝากและขนมอร่อยๆ มาฝากพี่พัฒน์เยอะแยะเลยค่ะ" อรยิ้มแย้มแย้มแจ่มใสพลางผละตัวไปหิ้วกระเป๋าเดินทางก้าวเท้าเข้าบ้านหน้าระรื่น โดยที่เธอไม่มีโอกาสล่วงรู้เลยว่าภายในบ้านหลังนี้ สามีผู้ซื่อสัตย์ของเธอเพิ่งจะก้าวข้ามเส้นศีลธรรมเพื่อกวาดเสพสมรสรักชู้สาวฝั่งตรงข้ามบ้านอย่างย่อยยับมาหมาดๆ
หลังจากเก็บข้าวของและจัดกระเป๋าเข้าที่เรียบร้อย อรก็ขอตัวไปจัดเตรียมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อให้ร่างกายสดชื่น ส่วนผมนั่งง่วนทำความสะอาดอ่างล้างจานในห้องครัวเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยกลิ่นชู้รัก
ระหว่างที่ผมนั่งรอในห้องนั่งเล่น อรเดินลงบันไดมาในชุดเสื้อยืดตัวหลวมสีชมพูอ่อนและกางเกงขาสั้น เธอขยับก้าวเข้ามานั่งข้างผมบนโซฟาตัวยาว เอื้อมมือเรียวเล็กมาโอบล้างบ่าแกร่งของผมแ่เบาเพื่อแสดงความอบอุ่น
ทว่าทันทีที่นิ้วมือเรียวเล็กของอรััโดนผิวบริเวณเนื้อบ่าด้านหลังของผม ผมก็สะดุ้งตัวโหยงเบี่ยงตัวหนีโดยสัญชาตญาณความหวาดวิตก
"เอ๊ะ... พี่พัฒน์เป็อะไรไปคะ? เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ?" อรทักถามด้วยความใและเป็ห่วง ใบหน้าซื่อสัตย์ช้อนสายตามองผม
"ปะ... เปล่าจ้ะอร พี่ไม่ได้เป็อะไร" ผมรีบปฏิเสธ พยายามปรับน้ำเสียงให้ปกติ
"แต่เมื่อกี้อรเห็นรอยข่วนสีแดงเข้มยาวพาดยาวอยู่ตรงหลังบ่าพี่พัฒน์ชัดเจนเลยนะคะ... รอยยาวปานนิ้วมือคนข่วนเลยค่ะ พี่พัฒน์ไปโดนอะไรมาเหรอคะ?" อรถามพลางขยับตัวเข้ามาขอดึงรั้งคอเสื้อยืดของผมลงต่ำเพื่อตรวจดูรอยข่วนสีแดงเข้มที่เกิดจากเล็บเรียวคมของเจนจิราที่จิกครูดลงบนผิวของผมยามที่พวกเราเสพกิเลสตัณหาใต้น้ำและบนเตียงหรูชู้รัก
หัวใจของผมหล่นวูบดิ่งลงตาตุ่ม ความรู้สึกผิดหวาดกลัวกระบอกตาแล่นพล่านจนตัวชาหนึบ สมองดิบพยายามคิดหาแผนการปัดเอาตัวรอดอย่างรวดเร็ว
"อภิรมย์... รอยนั่นน่ะเหรอจ๊ะอร พอดีเมื่อวานตอนบ่ายพี่เข้าไปคุมไซต์งานก่อสร้างแถวมุมแคบ แล้วเหล็กเส้นเหล็กลวดมันยื่นแหลมออกมาเกี่ยวน่ะจ้ะ พี่รีบเดินเลยไม่ได้ระวังตัว รอยถลอกธรรมดาไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ไม่ต้องห่วงนะ" ผมเอ่ยคำโกหกหลอกลวงประโยคที่สองออกไปอย่างหน้าด้านๆ ทั้งที่ในความเป็จริงมันคือรอยประทับตราจารึกความเป็ชู้รักของเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม
"โถ... พี่พัฒน์ทีหลังระวังตัวด้วยนะคะ ไซต์งานก่อสร้างอันตรายจะตายไป... เดี๋ยวอรไปหยิบยาทาแก้แผลอักเสบมาทาให้นะคะ" อรบอกเล่าด้วยสีหน้าแววตาที่เป็ห่วงเป็ใยสามีของเธออย่างจริงใจ
อรรีบเดินไปหยิบหลอดยาหม่องและเจลแก้อักเสบในกล่องยาประจำบ้านมาบีบลงบนปลายนิ้วเรียวเล็กของเธอช้าๆ จากนั้นเธอขยับเข้ามาประชิดหลังของผม ค่อยๆ ละเลงใช้นิ้วมือนุ่มเบามือทาเจลยาส่งกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ นวดวนแ่เบาลงบนรอยเล็บชู้รักที่แผ่นหลังของผม
ััที่แสนอ่อนโยนและห่วงใยประดุจแม่พระของภรรยามันกลับกลายเป็ทัณฑ์ทรมานทางจิติญญาอันหนักหน่วงที่สุดในชีวิตของผม ผมเกร็งร่างกายกว้างแ่ารู้สึกเจ็บร้าวในหัวใจปานจะขาดใจตายคาโซฟา นิ้วมือของเมียกำลังบรรจงทายาบรรเทาความเ็ปที่เกิดจากรอยแผลที่ผู้หญิงอีกคนทิ้งไว้เื้ัชู้สาว ความอัปยศและความคิดเปรียบเทียบในใจมันฉีกกระชากศีลธรรมตัวตนของผมจนไม่เหลือสภาพดี
"ทายาเสร็จแล้วค่ะพี่พัฒน์ เจ็บมากไหมคะ?" อรถามเสียงใสพลางโอบกอดบ่าผมจากด้านหลังและจูบแก้มผมเบาๆ หนึ่งที
"ไม่เจ็บเลยจ้ะอร... ขอบใจอรมากนะ" ผมบอกเล่าเสียงแ่สะอื้นในลำคอพยายามกดทับน้ำตาแห่งความสำนึกผิดบาป
่เย็น อรเข้าครัวเตรียมอาหารเย็นมื้อพิเศษเพื่อต้อนรับการกลับมาและการฉลองต้อนรับบ้านใหม่ อรทำไข่เจียวหมูสับ แกงจืดเต้าหู้ และปลาทอดธรรมดาๆ เมื่อเราสองคนนั่งทานข้าวด้วยกันที่โต๊ะอาหารไม้ตัวเดิม หัวใจของผมก็สั่นระทึกอย่างรุนแรงอีกรอบ สายตาของผมเหลือบมองลงไปใต้โต๊ะอาหารไม้ตรงหน้าอย่างไม่เป็สุข ภาพของเรียวเท้าเนียนนุ่มทาเล็บสีแดงสดของเจนจิราที่สอดลากบดถูเป้ากางเกงสแล็กของผมจนแข็งเป้กต่อหน้าอรเมื่อสัปดาห์ก่อน มันย้อนกลับมาฉายซ้ำชัดเจนประหนึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วินาที
ผมพยายามก้มหน้ากินข้าว อรตักข้าวและกับข้าวชวนคุยถึงหัวข้อสัมมนาของวิทยากรด้วยน้ำเสียงแจ่มใสและรอยยิ้มซื่อๆ แต่สำหรับผม อาหารที่แสนอร่อยของเมียรักกลับรสชาติจืดชืดแห้งสากเหมือนขี้เถ้าในลำคอ ผมฝืนยิ้มฝืนหัวเราะไปตามมารยาทเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีชีวิตจิตใจ
เมื่อตกดึกถึงเวลานอน อรเตรียมห้องนอนกว้างขวางปัดกวาดอย่างสะอาดสะอ้าน เมื่อเราสองคนล้มตัวลงนอนใต้ผ่าห่มผืนเดียวกัน อรขยับก้าวร่างนุ่มนิ่มเข้ามากอดก่ายโอบแขนกอดผมแน่น ซุกหน้าอกลงกับไหล่แกร่งของผมพร้อมกับกระซิบแ่เบาบอกรักและความคิดถึงที่ห่างเหินไปหลายวัน
ผมนอนร่างกายเกร็งตึงเปรี๊ยะราวกับรูปปั้นหินอ่อน ความลังเลใจและความกลัวสาดซัดเข้ามาในหัวสมองอย่างบ้าคลั่ง ความ้าทางสรีระของผมมันไม่ตอบสนองต่อกอดที่แสนดีและบริสุทธิ์ของภรรยาหลวงอีกต่อไปแล้ว ร่างกายของผมถูกฝึกปั้นสัญชาตญาณความคุ้นชินโดยเพื่อนบ้านสาวชู้รักจนเสพติดเฉพาะรสรักเร่าร้อนของเธอเท่านั้น ผมไม่กล้ากอดตอบอรแน่นๆ เพราะรู้สึกบาปหนาและอับอายขายหน้าตัวเองเกรงว่ากลิ่นน้ำหอมรสเชอร์รี่ที่อาจค้างผิวจะโชยไปเข้าจมูกเมียหลวง
เช้าวันเสาร์ ผมลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าทางจิติญญา อรลุกขึ้นจากเตียงนอนไปเตรียมมื้อเช้าในห้องครัวแล้ว ผมขยับลุกเดินลงมาด้านล่างด้วยจิตใจที่ลอยล่อง เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างห้องอาหารไปยังบ้านโมเดิร์นลอฟท์สีทึบฝั่งตรงข้าม ประตูรั้วบ้านของเธอปิดสนิท ผมรู้สึกเสียวซ่านแกนกายขึ้นมาแ่เบายามจินตนาการถึงร่างระหงคัพเอฟที่อาจจะยังนอนเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงนอนหรู
เราสองคนนั่งกินมื้อเช้าด้วยกันเงียบๆ อรเอ่ยปากขึ้นเบาๆ ขัดจังหวะความคิดดิบของผม
"เมื่อเช้าตรู่ตอนอรออกไปเก็บขยะหน้าบ้าน อรเห็นคุณเจนจิราเดินออกมาพอดีค่ะ อรเลยกวักมือทักทายคุยกันสองสามคำ คุณเจนจิราฝากสวัสดีทักทายพี่พัฒน์ด้วยนะคะ... เธอบอกว่าขอบใจพี่พัฒน์มากเื่ที่ช่วยเข้าไปซ่อมระบบไฟวันก่อนและช่วยแวะเข้าไปดูสตูดิโอเสื้อผ้าให้เมื่อวันพุธค่ะ เธอบอกว่าพี่พัฒน์ทำงานเก่งพึ่งพาได้ดีจริงๆ"
คำพูดส่งนัยและท่าทีเป็มิตรของเจนจิราที่แฝงความเ้าเล่ห์ร้ายกาจผ่านเมียหลวงมันทำให้ผมแทบสำลักกาแฟในมือ หัวใจเต้นแรงรัวด้วยความตระหนกและหวาดระแวงจนวิตกจริตขีดสุด... นางแม่มดฝั่งตรงข้ามเธอกำลังก้าวเท้าเข้ามาแทรกแซงและปั่นประสาทครอบครัวของผมอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าภรรยาหลวงโดยตรง!
จนกระทั่ง่บ่ายแก่ๆ ผมกับอรออกมานั่งเล่นพักผ่อนที่ม้านั่งหินอ่อนในสวนหย่อมริมรั้วหน้าบ้าน อรนำส้มโอแกะเปลือกใส่จานมาป้อนผมเคี้ยวทานช้าๆ เธอนอนซบพิงซบไหล่แกร่งของผมอย่างสงบสุขและอบอุ่น ลมพัดเย็นชื่นบานทำให้บรรยากาศชวนฝัน ทว่าจู่ๆ เสียงประตูเหล็กรั้วบ้านฝั่งตรงข้ามก็เปิดออกช้าๆ
เจนจิราในชุดเดรสสายเดี่ยวรัดรูปสั้นกุดสีดำเดินเยื้องย่างก้าวเท้าออกมารับจดหมายที่ตู้หน้าบ้าน เธอหันสายตาคมกริบมาสบประสานเข้ากับตาผมทันที เธอไม่หลบตาแต่กลับยกมือเรียวสวยขึ้นมาโบกทักทายช้าๆ และในจังหวะที่อรเผลอก้มหน้าหยิบจานผลไม้ เจนจิราใช้ปลายนิ้วชี้แตะลิ้นอุ่นของเธอเองช้าๆ แล้วลากผ่านลำคอขาวระหงโชว์สายตาผม (ส่งสัญญาณทวงรสรักเสียวซ่าน) ก่อนจะยิ้มมุมปากพราวเสน่ห์สะใจหันเดินกลับเข้าบ้านปิดประตูเงียบ
ััยั่วยวนลับหลังภรรยามันทำให้เป้ากางเกงขาสั้นของผมแข็งเป้กปวดหนึบตอบรับสู้แดดในทันที หัวใจรัวเร้าด้วยตัณหาดิบระแวงและวิตกจริตขีดสุดจนเนื้อตัวเกร็งสั่น ผมรู้สึกประหนึ่งตนเองตกเป็ตัวประกันทางความรู้สึกผิดบาปที่ต้องยอมจำนนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของชู้รักชั่วกัลปวสาน
*****
“สายตาเงียบเชียบของอิงอรที่มองสามี...
เธอแค่ยังไม่พูด...
หรือเธอกำลังสืบหาความจริงบางอย่างอยู่?”