ตอนที่ 22
“อือ....” เสียงดนัยครางออกมาเบาๆพลางยกมือขึ้นนวดขมับ
“เป็นอะไรหรือเปล่าหมอดนัย” เสียงหมอมิโฮะถามดนัยอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรครับแค่เมื่อคืนเลี้ยงส่งหนักไปหน่อย” ดนัยพูด
ตอนนี้เวลาก็ผ่านมาสองเดือนแล้วหลังจากดนัยไปทำงานให้แผนกฉุกเฉินตอนนี้เขาได้กลับมาที่แผนกศัลยกรรมเรียบร้อยเมื่อคืนนั้นเหล่าหมอและพยาบาลพาดนัยไปเลี้ยงส่งที่ชิบูย่าทำให้วันนี้เขามีอาการแฮงก์อย่างที่เห็น
“ให้น้ำเกลือหน่อยมั้ยล่ะน้ำเกลือน่ะแก้อาการเมาค้างได้ดีมากเลยนะ” หมอมิโฮะแนะนำ
“เหอะๆไม่ดีกว่าครับเดี๋ยวผมมีผ่าตัดกับหมออิจิโนเสะ” ดนัยหัวเราะแห้งๆจะให้เขาเจาะสายน้ำเกลือที่แขนแล้วไปเข้าผ่าตัดเป็นผู้ช่วยหมออิจิโนเสะได้ยังไงกันล่ะ
“อืม...กลับมาวันแรกก็มีผ่าตัดเลยนะเหนื่อยหน่อยนะหมอดนัยว่าแต่ไปอยู่แผนกฉุกเฉินมาสองเดือนได้อะไรมาบ้างล่ะ” หมอมิโฮะถาม
“ถามว่าได้อะไรงั้นเหรอครับมันก็เยอะเลยล่ะนะ” ดนัยย้อนนึกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาสองเดือนในแผนกฉุกเฉิน
ได้อะไรจากแผนกฉุกเฉินงั้นเหรอเยอะเลยล่ะ แผนกฉุกเฉินต้องรับมือกับคนไข้จำนวนมากทุกๆวันมันไม่เหมือนคนไข้ผู้ป่วยในที่เราจะรู้ประวัติผู้ป่วยอยู่แล้วก่อนผ่าตัดว่าคนไข้เป็นอะไรมาเจ็บป่วยตรงไหน ส่วนแผนกฉุกเฉินนั้นจะเป็นคนไข้ที่เราไม่รู้อะไรเลยเราต้องใช้ประสบการณ์และความสามารถในการตัดสินใจในการรักษาที่แผนกฉุกเฉินนี่ทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้นและได้ฝึกการวินิจฉัยอาการของคนไข้รวมทั้งฝึกเรื่องการตัดสินใจ ดนัยคิดในใจเขานึกถึงประสบการณ์สองเดือนที่ผ่านมาของเขาในแผนกฉุกเฉิน
“ได้อะไรกลับมาก็ดีแล้วนั่นคือจุดประสงค์ที่หมออิจิโนเสะส่งเธอไปที่แผนกฉุกเฉินตั้งสองเดือนนี่เนอะ เอาประสบการณ์ตรงนั้นมาปรับใช้กับการผ่าตัดของแผนกศัลยกรรมก็แล้วกันฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วก่อนจะมาถึงจุดนี้” หมอมิโฮะพูด
“เข้าใจแล้วครับหมอมิโฮะ” ดนัยพยักหน้าเบาๆก่อนจะดูนาฬิกา
“อ๊ะได้เวลาเข้าห้องผ่าตัดแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ” ดนัยเห็นว่าใกล้ได้เวลาแล้ว
“อืมรีบไปเถอะ” หมอมิโฮะพยักหน้าเบาๆจากนั้นดนัยก็รีบไปเปลี่ยนชุดเป็นชุดผ่าตัดและรีบเข้าไปในห้องผ่าตัดเมื่อเขาเข้ามาด้านในก็พบกับหมออิจิโนเสะที่รออยู่แล้ว
“ขอโทษนะครับที่มาช้าหมออิจิโนเสะ” ดนัยก้มหัวขอโทษ
“ไม่เป็นไรเอาล่ะมายืนตรงตำแหน่งผู้ช่วยแล้วเริ่มกันเลย” หมออิจิโนเสะพูด
“ครับ” ดนัยพยักหน้าก่อนจะรีบไปยืนตรงข้ามกับหมออิจิโนเสะ
“การผ่าตัดวันนี้คือการผ่าตัดแก้ไขหลอดเลือดในสมองตีบรู้หรือเปล่าว่าต้องผ่าตัดอย่างไร” หมออิจิโนเสะถามดนัย
“ถ้าเป็นปกติก็ต้องใช้ยาสลายลิ่มเลือดหรือผ่าตัดเพื่อเอาหลอดเลือดส่วนนั้นออกมาแต่ในกรณีนี้ดูเหมือนสิ่งที่ทำให้เส้นเลือดในสมองตีบลงจะไม่ใช่ลิ่มเลือดดังนั้นเราจึงต้องใส่ขดลวดเข้าไปในเส้นเลือดเพื่อขยายเส้นเลือดออกถูกมั้ยครับ” ดนัยอ่านประวัติคนไข้มาบ้างแล้ว
“ดีมากทำการบ้านมาดีนี่ แล้ววิธีนี้มีผลต่อคนไข้อย่างไรบ้าง” หมออิจิโนเสะถาม
ดนัยชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองฮิคาริที่อยู่ในห้องด้วยเธอพยักหน้าให้ดนัยเบาๆ
“ครับ...วิธีนี้นั้นไม่ต้องผ่าตัดไปที่สมองของคนไข้แต่เราจะเจาะที่ต้นขาของคนไข้แทนและค่อยๆส่งขดลวดผ่านหลอดเลือดตรงไปยังหลอดเลือดในสมองของคนไข้วิธีนี้จะทำให้คนไข้หายเร็วกว่าครับมันดีกว่าวิธีผ่าตัดที่คนไข้ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน แต่วิธีนี้ก็มีข้อเสียคือมันไม่ได้หายขาดหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์” ดนัยอธิบายตามที่ศึกษาหาข้อมูลมา
“ถือว่าทำการบ้านมาดี แต่จำไว้นะหมอดนัยไม่ว่าวิธีไหนก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มทั้งนั้นทุกโรคมีโอกาสกลับมาเกิดใหม่ได้ทั้งนั้น” หมออิจิโนเสะพูด
“ครับ” ดนัยพยักหน้ารับฟังคำพูดของหมออิจิโนเสะจากนั้นหมออิจิโนเสะก็เริ่มลงมือทันทีการผ่าตัดนี้ใช้เวลาไปเกือบสามชั่วโมงนั่นก็เพราะเส้นเลือดในร่างกายมนุษย์นั้นเสมือนเขาวงกตการรักษาโดยใส่ขดลวดเข้าไปจึงต้องค่อยๆทำอย่างระวัง
“ฟู่ว !! ในที่สุดก็เสร็จสักที” ดนัยถอนหายใจออกมาตอนนี้เขาอยู่ในห้องเปลี่ยนชุดกำลังถอนชุดเปลี่ยนกับเป็นชุดกราวด์ปกติอยู่
“เหนื่อยหน่อยนะดนัย !!” เสียงของฮิคาริดังขึ้นข้างๆหูของดนัย
“เฮ้ย !! ยัยผีหน้าไม่อายนี่มันห้องเปลี่ยนเสื้อผ้านะเฟ้ยเข้ามาทำไม” ดนัยอุทานออกมาพลางยกเสื้อขึ้นปิดหน้าอกของเขา
“เชอะทำมาเป็นอายไม่มีอะไรให้ดูสักหน่อยหุ่นก็ขี้ก้าง” ฮิคาริมองดูหุ่นของดนัยอย่างเหยียดๆ
“ขี้ก้างแล้วไงเล่าไปๆออกไปยัยผีลามก” ดนัยเอ่ยปากไล่
“โอเคๆไปแล้วแค่จะมาถามว่าข้าวกลางวันนี้เป็นอะไรน่ะ” ฮิคาริพูด
“กะหล่ำผัดน้ำมันหอยน่ะ” ดนัยตอบ
“ว้าวกะหล่ำผัดงั้นเหรอดีเลยฉันชอบจะไปรอที่ใต้ต้นไม้นะ !!!” ฮิคาริพูดอย่างดีใจก่อนจะรีบไปทันที
ฟุ่บ !! ร่างของฮิคาริหายไปจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
“เฮ้อให้ตายสิน่าดีนะที่เป็นแค่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่ใช่ห้องอาบน้ำ” ดนัยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะรีบเปลี่ยนเสื้อและกลับไปเอาข้าวกล่องที่ห้องพัก
เมื่อดนัยมาถึงห้องพักของศัลยแพทย์ภายในห้องก็มีเพียงหมออิจิโนเสะที่พึ่งจะออกจากห้องผ่าตัดมาพร้อมกับเขา
“อ้าวหมอดนัยจะไปกินข้าวเหรอ” หมออิจิโนเสะถามในมือของเขานั้นมีข้าวกล่องอยู่เช่นกัน
“ครับว่าจะเอาไปกินข้างนอกนั่นภรรยาของหมอทำให้เหรอครับ” ดนัยถามหมออิจิโนเสะ
“ใช่ภรรยาฉันทำให้เอง” หมออิจิโนเสะพยักหน้าเบาๆ
“ว่าแต่หมอที่โต๊ะนั่นเครื่องอะไรเหรอครับเพจเจอร์ ??” ดนัยสงสัย
“ไม่ใช่หรอกเป็นเครื่องจับชีพจรคนไข้ระยะไกลน่ะคล้ายๆกับเครื่องส่งสัญญาณฉุกเฉินเวลาคนไข้กดปุ่มขอความช่วยเหลือนั่นแหละแต่แค่นี้มันเชื่อมต่อกับชีพจรของคนไข้” หมออิจิโนเสะตอบ
“อ้อเหรอครับคนไข้คนนี้ต้องสำคัญกับหมออิจิโนเสะมากแน่ๆแล้วมันทำงานยังไงเหรอครับ” ดนัยมองดูเจ้าเครื่องนั่นบนโต๊ะของหมออิจิโนเสะที่กำลังส่องแสงกระพริบสีแดงอยู่
“ก็ถ้ามันกระพริบสีแดงหมายความว่าชีพจรคนไข้กำลังเต้นผิดปกติอยู่” หมออิจิโนเสะตอบ
“เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นมันกระพริบสีแดงอยู่แบบนี้แสดงว่าผิดปกติสินะครับ” ดนัยพูดพลางชี้ให้หมออิจิโนเสะดู
“ว่าไงนะ !!” หมออิจิโนเสะอุทานออกมาพลางรีบวางข้าวกล่องก่อนจะหยิบเครื่องนั่นขึ้นมาดู
พรึ่บ !! หมออิจิโนเสะรีบลุกขึ้นก่อนจะวิ่งออกจากห้องพักไปทันที
“คงเป็นคนไข้คนสำคัญจริงๆสินะถึงขนาดต้องมีเครื่องมือแบบนี้” ดนัยพูดออกมาเบาๆพลางหยิบข้าวกล่องและเดินออกไปข้างนอกอาคารซึ่งดนัยนั้นไม่ลืมหยิบธูปและไฟแช็กมาด้วยเพราะมันจำเป็นต้องใช้จุดเพื่อส่งข้าวกล่องพวกนี้ไปให้ฮิคาริอีกทีหนึ่ง
แต่เมื่อดนัยมาถึงใต้ต้นไม้ที่เขาออกมานั่งกินข้าวประจำก็เจอกับฮิคาริที่นั่งยองๆอยู่ข้างต้นไม้เธอมีสีหน้าเจ็บปวดมากไม่รอช้าดนัยรีบตรงไปหาเธอก่อนจะวางข้าวกล่องไว้
“เธอเป็นอะไรไปฮิคาริ !!” ดนัยรีบถามเธอ
“ฉะ ฉะ ฉันไม่รู้แต่จู่ๆก็รู้สึกแน่นหน้าอกดนัยช่วยฉันทีมันเจ็บไปหมดเลย” ฮิคาริพูดเธอใช้มือของเธอกดไปที่บริเวณหัวใจของเธอสีหน้าของเธอบิดเบี้ยวบ่งบอกได้ว่าเธอทรมานเป็นอย่างมาก
ฉันจะช่วยเธอยังไงล่ะเนี่ยเป็นผีมันเจ็บหน้าอกได้ด้วยเหรอ ดนัยคิดก่อนจะบอกให้ฮิคาริใจเย็นๆ
“เธอใจเย็นๆก่อนนะฮิคาริฉันเองก็ไม่รู้จะช่วยผีอย่างเธอยังไงแต่เธอค่อยๆสูดหายใจเข้าลึกๆนะอาจจะช่วยได้ลองดู” ดนัยบอกให้ฮิคาริลองทำดู
“อือ” ฮิคาริพยักหน้าก่อนจะค่อยๆสูดลมหายใจเข้าไปในปอดลึกๆอย่างช้าๆ
ซู้ด !!! ฟู่ว !!! เสียงฮิคาริค่อยๆสูดลมหายใจเข้าไปก่อนจะปล่อยออกมาอย่างช้าๆซึ่งมันได้ผลอาการของฮิคาริค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ
ยังกับยังมีชีวิตอยู่แหนะดูยังไงก็ไม่เหมือนผีเลยสักนิด ดนัยคิดพลางมองฮิคาริที่ค่อยๆดีขึ้น
“เป็นไงบ้าง” ดนัยถามหลังจากเห็นฮิคาริค่อยๆยืนขึ้น
“ค่อยยังชั่วแล้วอาการเจ็บหน้าอกค่อยๆหายไปแล้ว” ฮิคาริพูดสีหน้าของเธอเริ่มกลับมาเป็นปกติ
“อืม...ดื่มน้ำหน่อยแล้วกันรอเดี๋ยวนะจะรีบส่งไปให้” ดนัยพูดก่อนจะจุดธูปและส่งน้ำผ่านควันธูปไปให้ฮิคาริ
วู่บ !! ตุ่บ !! ขวดน้ำอีกขวดโผล่ขึ้นในมือของฮิคาริเธอเปิดฝาและยกมันขึ้นกระดกทันทีครึ่งขวด
“ฮ้า...ชื่นใจเอาล่ะส่งข้าวมาได้แล้วฉันหิวแล้วดนัย” ฮิคาริพูด
“ยัยผีตะกละเอ้ย !!” ดนัยพูดกับตัวเองเบาๆ
“นายว่าอะไรนะ” ฮิคาริหันควับมามองดนัย
“เปล่ายังไม่ได้พูดอะไรเลย” ดนัยพูดก่อนจะรีบๆส่งข้าวไปให้เธอจากนั้นหนึ่งผีหนึ่งคนก็กินข้าวกลางวันด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อยเกือบสามเดือนแล้วที่ดนัยมาทำงานที่นี่การกินข้าวกลางวันกับฮิคารินั้นแทบจะเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกวันไปอยู่แล้วหมอหลายคนนั้นเคยถามว่าทำไมดนัยไม่ชอบไปกินข้าวที่โรงอาหารซึ่งดนัยก็ตอบไปว่าขี้เกียจเพราะคนที่โรงอาหารมันเยอะ
หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จดนัยก็กลับมาที่ห้องพักแพทย์เขาต้องเตรียมตัวเข้าผ่าตัดในตอนบ่ายกับหมอยูคิมูระซึ่งเป็นการผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่วดนัยค่อนข้างตื่นเต้นกับการผ่าตัดนี้มากเพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ดนัยได้เห็นการผ่าตัดหัวใจกับตาตัวเองไม่ใช่จากวีดีโอที่เอาไปศึกษาการผ่าตัดนั้นใช้เวลาเกือบหกชั่วโมงกว่าดนัยจะออกมาจากห้องผ่าตัดพระอาทิตย์ก็ตกดินไปแล้ว
“อ้าวหมออิจิโนเสะยังไม่เตรียมตัวกลับบ้านเหรอครับ” ดนัยถามหลังจากกลับมาถึงห้องพักแพทย์เขาก็เจอหมออิจิโนเสะที่ยังนั่งอยู่
“ยังเลยคืนนี้ว่าจะค้างที่นี่น่ะ” หมออิจิโนเสะพูด
“คนไข้ที่ดูแลอยู่อาการไม่ค่อยดีเหรอครับ” ดนัยนึกถึงเมื่อตอนกลางวัน
“อืม...ชีพจรเต้นผิดปกติถ้าไม่ดูแลอย่างใกล้ชิดหัวใจอาจจะวายได้” หมออิจิโนเสะตอบก่อนแกจะควานหาอะไรบางอย่างใต้โต๊ะเมื่อแกเจอสิ่งที่ควานหาแล้วแกก็หยิบมาวางบนโต๊ะก่อนจะเดินไปหยิบน้ำมา
ยาโรคหัวใจงั้นเหรอ ดนัยเห็นยาบนโต๊ะของหมออิจิโนเสะก็ได้แต่คิดในใจเพราะเขานึกไม่ถึงว่าหมออิจิโนเสะจะเป็นโรคหัวใจด้วย
ทว่าระหว่างที่หมออิจิโนเสะกำลังเดินไปหยิบน้ำนั่นเองจู่ๆหมออิจิโนเสะก็ชะงักไปก่อนจะล้มลง
“หมออิจิโนเสะ !!” ดนัยอุทานออกมาพลางวิ่งเข้าไปดูอาการก่อนจะเห็นสีหน้าของหมออิจิโนเสะดูเจ็บปวดมาก
“ยะ ยะ ยา” หมออิจิโนเสะพยายามส่งสัญญาณบอกดนัย
ดนัยได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งไปหยิบยาที่โต๊ะมาก่อนจะหยิบน้ำจากในตู้เย็นมาป้อนหมออิจิโนเสะทันทีแต่ยังไม่ทันได้ป้อนยาจู่ๆเจ้าเครื่องส่งสัญญาณที่ดนัยเข้าใจผิดว่าเป็นเพจเจอร์เมื่อตอนกลางวันก็ดังขึ้น
ติ๊ดๆๆๆๆๆๆ มันส่งสัญญาณเตือนออกมาดังลั่นเจ้าเครื่องนั่นมันอยู่ในกระเป๋าเสื้อของหมออิจิโนเสะ
หมออิจิโนเสะค่อยๆหยิบเจ้าเครื่องนั่นออกมาก่อนจะทำสีหน้าตกใจกว่าเก่า
“หมอดนัย ระ ระ รีบไป...” หมออิจิโนเสะพยายามพูดอะไรสักอย่าง
“กินยาก่อนครับหมอเดี๋ยวผมไปดูอาการคนไข้ของหมอให้เอง” ดนัยรู้ทันทีว่าคนไข้ของหมออิจิโนเสะอาการทรุดอีกแล้วเขารีบเปิดขวดยาออกก่อนจะยัดมันใส่ปากของหมออิจิโนเสะและป้อนน้ำตามทันที
กว่ายาจะออกฤทธิ์ก็คงต้องใช้เวลาราวๆสามถึงห้านาที
ฟุ่บ !! หลังจากป้อนยาและน้ำไปแล้วดนัยก็รีบหยิบเครื่องนั่นมาจากมือของหมออิจิโนเสะ
“คนไข้อยู่ห้องอะไรครับหมออิจิโนเสะ” ดนัยรีบถาม
“ชะ ชะ ชั้นบนสุด รหัสสองห้าหนึ่งสอง....ยะ ยะ ยาอยู่หัวเตียง !!!” หมออิจิโนเสะฝืนพูดออกมายาที่กินเข้าไปนั้นยังไม่ออกฤทธิ์ทำให้หมออิจิโนเสะทรมานเป็นอย่างมาก
“เข้าใจแล้วครับชั้นบนสุดห้องสองห้าหนึ่งสองสินะ !!” ดนัยพยักหน้าก่อนจะวิ่งออกไปทันทีเมื่อวิ่งมาถึงลิฟท์ดนัยก็เข้าไปพลางรีบกดลิฟท์ทันที
“ชั้นบนสุด เอ๋ชั้นบนสุดมันชั้นที่ผู้อำนวยการอยู่นี่ แล้วก็ห้องสองห้าหนึ่งสองมันไม่มีนี่นาโรงพยาบาลเราเริ่มนับห้องโดยเลขขึ้นต้นเริ่มจากศูนย์” ดนัยอุทานออกมาหลังจากนึกขึ้นได้แต่เขากดลิฟท์ขึ้นไปแล้วให้ทำไงได้
ติ๊ดๆๆๆๆ !! เจ้าเครื่องนั่นในมือของดนัยยังคงส่งสัญญาณอยู่ตลอดเวลา
ติ๊ง !! ครืด !! ลิฟท์ถูกเปิดออกหลังจากมาส่งดนัยที่ชั้นบนสุดของโรงพยาบาลดนัยเตรียมกดปิดประตูลิฟท์และกลับลงไปใหม่แต่ตอนนั้นเองดนัยก็นึกถึงคำพูดของหมออิจิโนเสะขึ้นมาได้
เดี๋ยวสิหมออิจิโนเสะไม่ได้บอกว่าห้องอะไรแต่แกบอกว่ารหัส !! ดนัยนึกขึ้นได้ก่อนสายตาของเขาจะมองไปยังห้องที่มีล็อกดิจิตอลซึ่งมันอยู่ข้างๆห้องผู้อำนวยการพอดี
“หรือว่า !!” ดนัยอุทานออกมาพลางรีบวิ่งไปที่หน้าห้องนั่น
สอง !! ติ๊ด !! ห้า !! ติ๊ด !! หนึ่ง !! ติ๊ด !! สอง !! ติ๊ด !! ดนัยลองกดเลขตามที่ได้ยินจากหมออิจิโนเสะ
แกร๊ก !! ทันทีที่ดนัยกดเลขครบประตูก็ถูกปลดล็อกทันทีดนัยเบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนจะค่อยๆเปิดประตูห้องออก
วู่บ !! ทันทีที่ดนัยเปิดประตูเข้าไปลมเย็นๆก็กระแทกหน้าเขาทันที
แกร่กๆๆๆๆ ดนัยได้ยินเสียงอะไรบางอย่างกำลังสั่นอยู่ใช่แล้วมันคือเตียงที่กำลังสั่นอยู่นั่นเองดนัยรีบมองไปบนเตียงนั่นก่อนจะเห็นคนไข้คนหนึ่งกำลังชักอยู่ไม่รอช้าดนัยวิ่งเข้าไปที่ข้างเตียงคนไข้ก่อนมองไปยังหัวเตียงก็เห็นว่ามียาถูกเตรียมเอาไว้อย่างที่หมออิจิโนเสะบอก
ควับ !! ดนัยหยิบยานั่นขึ้นมาก่อนจะฉีดเข้าไปในถุงน้ำเกลือทันทีผ่านไปไม่กี่วินาทีคนไข้บนเตียงก็เริ่มหยุดสั่นเจ้าเครื่องแจ้งเตือนที่เอามาจากหมออิจิโนเสะก็หยุดร้องแล้วเช่นกัน
“รอดไป...ว่าแต่ทำไมมีคนไข้อยู่ในห้องนี้กันนะไหนผู้อำนวยการบอกว่ามันเป็นห้องที่ใช้เก็บยาราคาแพงไงล่ะ” ดนัยพูดพลางมองไปยังหน้าของคนไข้
แต่เมื่อดนัยเห็นหน้าของคนไข้ชัดๆเขาก็อ้าปากค้างทันที
“นี่...................”
จบ...