อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    ตรวจของหน่อย

    รวบรวมดอกไป่เหอโลหิต สังหารมหาโจร สำเร็จภารกิจศิลาวิญญาณไปสองแล้ว
    ยังเหลือภารกิจศิลาวิญญาณงานสุดท้ายนั่นคือไปล่าพยัคฆ์เพลิงกาฬ
    ภารกิจใหญ่สองภารกิจก่อนหน้าใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว สำหรับหลินอวิ๋นแล้วก็ถือว่าไม่กระชั้นนัก ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบมีเวลาสำรวจดูในถุงเก็บของตรงเอวขวงเยี่ยนได้สบาย
    ความจริงเมื่อเทียบกับอาวุธที่ชิงมาแล้ว หลินอวิ๋นสนใจตัวถุงเก็บของมากกว่า ในถุงเก็บของมีมิติเล็กแห่งหนึ่ง มองดูเผิน ๆ เหมือนจะเป็นถุงผ้าเล็กกระจุ๋มกระจิ๋ม แต่อันที่จริงแล้วภายในเก็บของได้เยอะมาก
    สำหรับหลินอวิ๋นที่ร่อนเร่พเนจรไปทั่วแล้วก็สะดวกขึ้นมากอย่างไม่ต้องสงสัย
    อีกทั้งถุงเก็บของยังล้ำค่าและหายากยิ่ง ในแคว้นเทียนสุ่ยมีเงินยังหาซื้อยาก
    ขวงเยี่ยนจะต้องสังหารศิษย์สำนักร่ำรวยบางคนมาแน่ถึงได้มีของแบบนี้ที่ในตอนนี้ตกเป็นของหลินอวิ๋นแล้ว
    วิ้ง!
    พลังภายในสืบเสาะเข้าไปกลางถุงเก็บของ ระลอกคลื่นบาง ๆ แผ่กระจาย หลินอวิ๋นเห็นพื้นที่มิติเล็ก ๆ กลางถุงในที่สุด
    พื้นที่มิติไม่ถือว่าใหญ่ พอจะถู ๆ ไถ ๆ เทียบกับขนาดห้องพักแขกธรรมดาได้
    ข้างในมีทรัพย์สินเงินทองกองอยู่มากมาย แสงทองอร่ามสว่างจ้าเสียจนคนตาพร่ามัว
    ของพวกนี้คือวัตถุทางโลก หลินอวิ๋นไม่ค่อยใส่ใจ แต่มีศิลาวิญญาณระดับล่างอยู่บนกองเท่านั้นที่เรียกความสนใจจากเขาได้
    เมื่อลองนับดูให้ดีแล้วก็มีราว ๆ เกือบหนึ่งพันห้าร้อยก้อน
    “เจ้านี่มันรวยจริง!”
    หลินอวิ๋นถอนหายใจออกมาเบา ๆ รางวัลที่สำนักให้สำหรับการสังหารขวงเยี่ยนมีแค่ศิลาวิญญาณห้าร้อยก้อนเท่านั้น 
    ขวงเยี่ยนขายของโจรในเมืองไป๋สุ่ยได้กำไรงามเช่นนี้นี่เองถึงมีคนเสี่ยงชีวิตมาเป็นมหาโจรที่นี่ ทว่าผู้ที่กระทำความชั่วมามากก็ยากจะหนีพ้นความตาย
    ขณะจะหนีไปนั้นกลับต้องตายด้วยน้ำมือของหลินอวิ๋น 
    นอกจากศิลาวิญญาณกับทรัพย์สินเงินทองแล้วยังมียาลูกกลอนกระจัดกระจายอยู่อีกเล็กน้อย
    ยาลูกกลอน!
    หลินอวิ๋นตาเป็นประกาย แต่พอตรวจนับดูแล้วกลับต้องผิดหวังอย่างแรง เพราะในนั้นมีแต่ยาลูกกลอนคุณภาพแย่ เทียบไม่ได้กับคุณภาพที่สำนักหลอมขึ้นเลย
    “ยาลูกกลอนละลายโลหิต!”
    ตอนที่เห็นยาลูกกลอนละลายโลหิตอันเป็นของดียิ่งหนึ่งเม็ดนั้น เขาก็ตกใจเล็กน้อย
    ดอกไป่เหอโลหิตที่เขาเก็บมาก็เป็นวัตถุดิบหลักที่นักหลอมโอสถของสำนักใช้หลอมออกมาเป็นยาลูกกลอนละลายโลหิต
    วิถียุทธ์ขั้นสี่ฝึกฝนเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ยาลูกกลอนหลอมกายจึงให้สรรพคุณที่เยี่ยมที่สุด
    เมื่อมาถึงวิถียุทธ์ขั้นห้าจะฝึกฝนเลือดลม ถึงยาลูกกลอนหลอมกายจะยังมีผลมหัศจรรย์อยู่ แต่ก็เทียบไม่ได้กับยาลูกกลอนละลายโลหิตที่ใช้ฝึกเลือดลม
    ค้นหาอยู่อีกรอบ หลินอวิ๋นพบตำราล้ำค่าหลายเล่มตรงมุมถุงเก็บของ จึงไปหยิบออกมาด้วยความสนใจ
    “ทักษะดาบแยกภูผา ทักษะยุทธ์ระดับสูง เมื่อสำแดงเดชจะมีพลานุภาพตัดแยกภูผา พลานุภาพรุนแรงและหนัก ดิบเถื่อนอย่างหาที่เปรียบมิได้”
    นี่น่าจะเป็นทักษะยุทธ์ที่ขวงเยี่ยนฝึกฝน น่าเสียดายไม่ทันใช้ก็ต้องตายใต้กระบี่ของหลินอวิ๋น
    หลินอวิ๋นฝึกกระบี่ไม่ฝึกดาบจึงไม่สนใจตำราเล่มนี้ แต่ก็ยังมีอีกเล่ม
    “เคล็ดวิชายอดห่านป่า ทักษะร่างกายระดับสูง เมื่อฝึกถึงจุดสูงสุดแล้วจะสามารถเหาะเหินอากาศกระโดดไปได้ไกลหลายจั้ง1ประหนึ่งยอดห่านป่าบนฟ้า เคียงคู่เมฆาลอยล่อง”
    ทักษะร่างกายยุทธวิชา!
    นัยน์ตาหลินอวิ๋นขยับประกายสว่างไสว ทักษะร่างกายวิชานี้น่าจะเป็นไพ่ตายที่ขวงเยี่ยนใช้หลบหนีหลายต่อหลายครั้งกระมัง
    ตอนนี้เขามีทักษะหมัดอยู่กับตัว มีวิชาตะวันบริสุทธิ์ฝึกฝนพลังภายใน มีทักษะกระบี่สังหารศัตรู
    ขาดทักษะร่างกายเพียงอย่างเดียว ตอนนั้นที่ปล่อยชายร่างกำยำตระกูลอวิ๋นนั่นไปก็เพราะเคลื่อนไหวตามใจตนเองมิได้
    ทักษะกายนี้มาเติมเต็มข้อด้อยของหลินอวิ๋นพอดี
    บอกว่าเหมือนยอดห่านป่าบนฟ้า เคียงคู่เมฆาลอยล่องก็อาจจะเกินจริงไปหน่อย แต่เหาะเหินกระโดดไปหลายจั้ง เพิ่มการหลบหลีกอย่างฉับพลันกับเพิ่มความเร็วน่าจะไม่ใช่เรื่องเท็จแต่อย่างใด
    จากของทั้งหมดของขวงเยี่ยน รู้สึกว่าเคล็ดวิชายอดห่านป่าจะตรงใจหลินอวิ๋นที่สุด
    หลังเก็บของติดตัวและชิ้นส่วนสัตว์อสูรที่เก็บมารวมถึงดอกไป่เหอโลหิตเข้าถุงไปแล้ว หลินอวิ๋นก็เริ่มเดินทอดน่องในเมืองไป๋สุ่ย
    ภารกิจศิลาวิญญาณล่าพยัคฆ์เพลิงกาฬยังเหลือเวลาอีกเดือน รับมือได้สบาย ๆ
    ในเมื่อมาเมืองไป๋สุ่ยแล้วก็ต้องเดินเที่ยวเตร่ และจะได้ถือโอกาสขายวัถตุดิบสัตว์อสูรไปด้วย
    ขณะปล่อยใจเอ้อระเหยลอยชายอยู่นั้น หลินอวิ๋นก็มาถึงหอหมื่นทรัพย์ ร้านค้าค่อนไปทางใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง
    เมื่อเห็นว่าเขาสวมเครื่องแบบสำนักชิงอวิ๋นเข้ามาในร้านก็มีเด็กรับใช้เดินเข้ามาด้วยความกระตือรือร้น
    ศิษย์สำนักคือเสี่ยใหญ่ของร้านพวกนี้ จะเฉยชามิได้
    “ท่านจอมยุทธ์น้อย ท่านต้องการอะไรหรือไม่?”
    “ข้ามีชิ้นส่วนสัตว์อสูรอยากจะมาขายเล็กน้อย เอ่อ…ยังมีทักษะยุทธ์อีกเล่มด้วย”
    เมื่อได้ยินว่าจะขายชิ้นส่วนสัตว์อสูร เด็กรับใช้ยิ้มแก้มบานแล้ว แต่พอได้ยินว่ายังมีทักษะยุทธ์จะขายด้วยพลันมีสีหน้าระวังและจริงจังขึ้นมา
    “ไม่ทราบว่าระดับใดรึขอรับ?”
    “ทักษะยุทธ์ระดับสูง”
    “ท่านจอมยุทธ์น้อยตามข้ามา”
    เด็กรับใช้มิกล้าเสียเวลาอีก แต่พาหลินอวิ๋นเข้าห้องพิเศษชั้นสอง ก่อนพูดยิ้ม ๆ “ท่านรอเดี๋ยว ข้าจะไปเชิญเถ้าแก่มาเดี๋ยวนี้ขอรับ”
    เวลาผ่านไปยังไม่ถึงหนึ่งถ้วยน้ำชา เด็กรับใช้ก็นำบุรุษวัยกลางคนร่างท้วมมีกลิ่นอายความมั่งคั่งรุนแรงเข้ามา
    ชายวัยกลางคนพิจารณามองหลินอวิ๋นตามอำเภอใจ ก่อนจะยิ้มหยีตาว่า “ข้าน้อยถงหู่ สหายน้อยเรียกข้าว่าเถ้าแก่ถงได้ เป็นท่านรึที่จะขายทักษะยุทธ์ระดับสูง?”
    สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว ไม่ต้องพูดก็เข้าใจถึงมูลค่าของทักษะยุทธ์ ทักษะยุทธ์ระดับสูงนั้นยิ่งไม่ต้องพูดอะไรมาก ทว่าการขายทักษะยุทธ์ค่อนข้างอ่อนไหว เถ้าแก่ถงจึงมองหลินอวิ๋นพลางเอ่ย “ต้องคุยกันก่อนว่าเราไม่รับทักษะยุทธ์และวิชาจากสำนัก ไม่ว่าสำนักใดก็ไม่รับทั้งนั้น”
    ทักษะยุทธ์สำนัก ตำราเลิศหรู 
    ถ้าแพร่งพรายออกไปจะเป็นโทษมหันต์ ไม่ว่ายิ่งใหญ่เพียงใดก็จะถูกสำนักตัดสินโทษประหาร
    สี่สำนักใหญ่เป็นขุมอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นเทียนสุ่ย คนที่ทำการค้าย่อมไม่กล้าล่วงเกิน
    “วางใจเถอะ ทักษะยุทธ์เล่มนี้ ท่านน่าจะเคยได้ยินมาก่อน”
    หลินอวิ๋นยื่นมือออกมาหยิบทักษะดาบแยกภูผา
    พอเห็นคำว่าทักษะดาบแยกภูผา ถงหู่หน้าเปลี่ยนสีใหญ่ มองหลินอวิ๋นด้วยแววตาตื่นตะลึง
    นัยน์ตาหลินอวิ๋นเป็นประกายครุ่นคิดเสี้ยวหนึ่ง ต่อให้เดาได้ว่าเจ้าของตำราลับคือขวงเยี่ยนก็น่าจะไม่โต้ตอบมาเช่นนี้ 
    เถ้าแก่นี่หน้าเปลี่ยนสีมากเกินไปหน่อย หรือว่าของสกปรกของขวงเยี่ยนจะได้มาจากที่นี่?
    นั่นก็น่าสนใจอยู่นิด ๆ…
    แต่ถึงอย่างนั้นหลินอวิ๋นก็ไม่กลัวอีกฝ่ายทำร้ายตน ถึงอย่างไรเขาก็เป็นศิษย์สำนักชิงอวิ๋น
    คนทำการค้าขายทุกคนล้วนเหมือนน้ำกลิ้งบนใบบอน
    “ฮ่า ๆ ๆ จอมยุทธ์น้อยร้ายกาจจริง ๆ ไม่อยากเชื่อว่าจะสังหารมหาโจรขวงเยี่ยนได้!”
    สีหน้าถงหู่กลับมาเป็นปกติโดยพลัน เขาหัวเราะเสียงดังและยังเอ่ยชมหลินอวิ๋น
    คนฉลาดจะเดาได้ตั้งแต่ที่เห็นตำราลับแล้วว่ามหาโจรขวงเยี่ยนสิ้นชีพลงแล้ว
    “ขอบังอาจถามชื่อเสียงเรียงนามของจอมยุทธ์น้อยได้หรือไม่?”
    ถงหู่ที่ตอนแรกไม่ใส่ใจหลินอวิ๋นถามด้วยสีหน้าจริงจัง
    “หลินอวิ๋น ศิษย์สำนักฝ่ายนอกสำนักชิงอวิ๋น เถ้าแก่ถงให้ราคาทักษะยุทธ์เล่มนี้มาเถอะ”
    ถงหู่กลับมามีธาตุแท้พ่อค้าดังเดิม ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ถึงเอ่ยเบา ๆ “ราคาขาดตัว ศิลาวิญญาณระดับล่างพันก้อน”
    “ขอตัว”
    หลินอวิ๋นไม่พูดอะไรมาก เขาเก็บตำราลับก่อนลุกขึ้นเดินไป
    “คุณชายอวิ๋นช้าก่อน มีอะไรก็คุยกันดี ๆ…”
    ถงหู่หน้าเปลี่ยนสีใหญ่ รีบดึงหลินอวิ๋นไว้ก่อนยิ้มเจื่อน ๆ “คุณชายอวิ๋น ไม่เห็นจะต้องตัดเยื่อใยเช่นนี้เลย ข้าเพิ่มให้มากสุดอีกสองร้อยศิลาวิญญาณระดับล่าง”
    เห็นหลินอวิ๋นยังคงไม่คลายสีหน้า ถงหู่จึงกัดฟันพูด “ศิลาวิญญาณระดับล่างพันห้าร้อยก้อน สูงกว่านี้ข้าให้ไม่ไหวจริง ๆ”
    ความจริง ถึงจะรู้ว่าทักษะยุทธ์ระดับสูงจะมีค่าไม่น้อย แต่หลินอวิ๋นก็ไม่รู้ราคาโดยละเอียดอยู่แล้ว
    ทว่าเขารู้ว่าพ่อค้าเจ้าเล่ห์ ราคาขาดตัวอะไร รับซื้อขาดทุนอะไรโกหกทั้งเพ
    ถึงได้ลองแบบนี้ดู ซึ่งหลินอวิ๋นก็ถือว่าพอใจกับศิลาวิญญาณหนึ่งพันห้าร้อยก้อนนี่
    “เถ้าแก่ถง เมื่อครู่ไหนบอกว่าราคาขาดตัวไม่ใช่รึ?”
    หลินอวิ๋นนั่งลงใหม่แล้วเอ่ยเสียงเบา
    ถงหู่ไม่รู้สึกเคอะเขินแม้แต่น้อย แต่พูดด้วยรอยยิ้มนิ่ง ๆ “คุณชายอวิ๋นจะต้องมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทุกแห่งหนในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน ข้าเพิ่งทำการค้าครั้งแรกเลยต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจบ้าง”
    คำพูดสวยหรูจริง ๆ หลินอวิ๋นเองก็ไม่ใส่ใจ เขาเอาดีงู เขี้ยวพิษและเส้นโลหิตของงูเพลิงโลหิตออกมาต่อ
    ตอนที่เห็นดีงูกับเขี้ยวงูนั้น ถงหูยังมีสีหน้าถือว่าเรียบนิ่ง
    ทว่าเมื่อเห็นหลินอวิ๋นเอาเส้นโลหิตงูเพลิงโลหิตออกมา ดวงตาถงหู่นี่พลันเปล่งประกาย รีบรับมาตรวจสอบ
    “ใช่กระดูกเพลิงโลหิตจริงด้วย!”
    หลินอวิ๋นมองด้วยความสงสัย เส้นโลหิตนี่หนาเท่านิ้วก้อย อ่อนนุ่มอย่างยิ่ง เหตุใดถึงเรียกว่ากระดูกเพลิงโลหิต?
    “ดูแล้วน้องชายคงไม่รู้มูลค่าของกระดูกเพลิงโลหิตนี่ เส้นโลหิตบนหลังงูเพลิงโลหิตคือกระดูกอ่อนของมัน มูลค่าสูงยิ่ง ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าน้องชายทำได้อย่างไร ขนาดยอดฝีมือวิถียุทธ์ขั้นเก้ายังทำไม่ได้เลย”
    ถงหู่มองหลินอวิ๋นด้วยแววตาแปลกใจ
    “ยากมากเลยหรือ?”
    “แน่นอน ถึงงูเพลิงโลหิตนี่จะมีพลังไม่สูง แต่ถ้าจะเอากระดูกเพลิงโลหิตของมันต้องสังหารมันให้ตายในพริบตา ช้าไปหนึ่งวินาที กระดูกเพลิงโลหิตจะละลายเป็นเปลวไฟเผาไหม้สลายไป นี่จัดการยาก สิบครั้งอาจจะไม่สำเร็จเลยสักครั้งก็ได้”
    หลินอวิ๋นพลันนึกถึงยอดฝีมือตระกูลอวิ๋นสองคนนั้น ในชิ้นส่วนสัตว์อสูรที่เก็บมาไม่มีกระดูกเพลิงโลหิตอยู่
    “กระดูกเพลิงโลหิตนี่คือวัตถุดิบสำคัญในการสร้างศาสตราวุธลับเกราะเพลิงโลหิต… คืออย่างนี้ สองเดือนจากนี้จะมีงานประมูลใหญ่กลางเมืองไป๋สุ่ย น้องชาย หากเจ้าไว้ใจข้า ข้าช่วยประมูลมันแทนเจ้าให้ได้ ถึงตอนนั้นข้าขอค่าคนกลางหนึ่งส่วน เจ้าว่าอย่างไร?”
    ถงหู่มีสีหน้าค่อนข้างจริงจังแล้ว แสดงให้เห็นว่ากระดูกเพลิงโลหิตนี่มีมูลค่าไม่ธรรมดาเลย
    ศาสตราวุธลับ!
    กระดูกเพลิงโลหิตเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างเกราะเพลิงโลหิต นี่ทำให้หลินอวิ๋นตั้งตัวไม่ทันเล็กน้อย คาดไม่ถึงเลย
    เห็นหลินอวิ๋นเงียบ ถงหู่จึงเอ่ยเสียงเบา “น้องชาย ถึงข้าจะไม่รู้นะว่าเจ้าทำได้อย่างไร แต่เอากระดูกเพลิงโลหิตออกมาทีเดียวสิบชิ้นแบบนี้…คงไม่พ้นสายตาของใครหรอกนะ”
    ในคำพูดเขายังมีความหมายโดยนัยว่าด้วยความสามารถของหลินอวิ๋น เอากระดูกเพลิงโลหิตนี่ไปประมูลอาจจะเจอปัญหาได้
    หลินอวิ๋นรู้ดีว่าที่เขาสังหารงูเพลิงโลหิตได้ในเสี้ยววินาทีน่าจะเป็นเพราะกระบี่บุปผามรณะ
    “แต่ข้าจะเชื่อใจเถ้าแก่ถงได้อย่างไร?”
    ถงหู่ยิ้มจนปัญญา “ข้าก็ไม่มีวิธีทำสัญญากับเจ้ามากนักด้วย เจ้าเองก็คงจะไม่เชื่อคำพูดพ่อค้า แต่ตอนนี้เจ้ามีแต่ไว้ใจข้าเท่านั้น คนที่สังหารขวงเยี่ยนได้ ข้าว่าเจ้าน่าจะมีความกล้าที่จะไว้ใจข้านะ”
    หลินอวิ๋นขบคิดอยู่ชั่วครู่ อีกฝ่ายพูดได้ไม่ผิดจริง ๆ
    ก็แค่การเดิมพันเท่านั้น เดิมพันชนะก็ได้มหาโชค
    “ตกลง ข้าไว้ใจเจ้า ข้าจะฝากกระดูกเพลิงโลหิตไว้กับเจ้าห้าชิ้น สองเดือนจากนี้ข้าจะให้กระดูกเพลิงโลหิตที่เหลือกับเจ้า”
    ถึงจะตอบตกลงอีกฝ่าย แต่หลินอวิ๋นก็ยังเก็บไว้กับตัวเหมือนกัน
    “ตกลงตามนั้น!”
    ถงหู่พูดด้วยความดีใจ “วัตถุดิบอื่น ๆ รวมกับทักษะดาบแยกภูผา ข้าจะให้เจ้าเลขกลม ๆ ทั้งหมดศิลาวิญญาณระดับล่างสองพันก้อน”
    “ตกลง”
    หลินอวิ๋นออกจากหอหมื่นทรัพย์โดยที่เถ้าแก่เป็นคนมาส่งเขาออกจากร้านด้วยตนเองพร้อมความรู้สึกพึงพอใจและวาดหวังอยู่เล็กน้อย
    เดินบนถนนใหญ่ไม่ไกล หลินอวิ๋นก็เห็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่กำลังห้อวิ่งกันไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยความสงสัยจึงจับคนหนึ่งมาถาม “เกิดเรื่องอะไรขึ้น เหตุใดถึงรีบร้อนกันหมดเลย?”
    “เจ้าอยากตายรึ?”
    คนที่โดนจับทำหน้าโมโห แต่พอเห็นเครื่องแบบสำนักชิงอวิ๋นของหลินอวิ๋นแล้วสีหน้าผ่อนคลายลงเยอะ ก่อนจะตอบด้วยความแปลกใจ “นายน้อยสำนักพวกเจ้ากับอันดับหนึ่งแห่งสำนักจื่อเหยียนท้าประลองกันในเมือง เจ้าไม่รู้รึ?”
    -โปรดติดตามตอนต่อไป-1 จั้ง คือหน่วยวัดระยะทางของจีนโบราณ 1 จั้งเท่ากับ 3.33 เมตร