“น้าเพิ่งบอกว่าอย่าหยิ่งทระนงตัว ทำตัวธรรมดา เดินทีละก้าวตามรอยเท้าของครูมาหลานฉลาดไม่เท่าไหร่ก็กล้าคุยโวโอ้อวดแบบนี้แล้ว หลานไม่อายบ้างหรือ”
“สิ่งที่หนูพูดเป็ความจริง แน่นอนว่าหนูไม่อายอยู่แล้วค่ะ” ฉวี่หลิงมองหวังย่าหลินที่ดูถูกตน ทำเพียงยิ้มน้อยๆ “คนเรามักจะใช้ประสบการณ์กับเจตนาร้ายของตัวเองมาประเมินคนอื่นเวลาที่คุณทำไม่ได้ คุณก็มักจะคิดว่าคนอื่นเองก็ทำไม่ได้เหมือนคุณ หรือถ้าคนคนนั้นบอกว่าทำได้ง่ายๆคุณก็จะคิดว่าเขาคุยโวโอ้อวด”
ฉวี่หลิงตอบอย่างใจเย็นเดิมทีเธอไม่ได้มีปัญหาอะไรกับหวังย่าหลิน เพียงแต่รู้สึกว่าคนที่แม่ของเธอสมัยยังสาวต้องลำบากทำงานหาเงินส่งให้เรียนคนนี้เป็แค่หมาป่าตาขาว[1]ก็เท่านั้น
ปีนั้นที่หวังย่าเหม่ยเลิกเรียนหนังสือบรรดาครูอาจารย์ต่างรู้สึกเสียดาย เพราะว่าคะแนนของเธอดีกว่าหวังย่าหลินอยู่มากนักและตัวหวังย่าหลินเองนั้น เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกละอายแก่ใจ จึงคิดอย่างหนักแน่นมาตลอดว่าต่อให้พี่สาวเรียนหนังสือก็อาจจะสอบไม่ติดก็ได้
คำพูดนี้ของฉวี่หลิงไม่มีคำหยาบแม้แต่คำเดียวทว่ากลับทิ่มแทงความน้อยเนื้อต่ำใจที่หวังย่าหลินซุกซ่อนเอาไว้เขามองฉวี่หลิงที่ยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยนและแววตาสงบนิ่ง ในใจก็พลันเดือดดาลขึ้น
“หลานพูดเพ้อเจ้ออะไรออกมา” หวังย่าหลินออกแรงตบโต๊ะทำให้นกตัวเล็กๆ ที่อยู่นอกห้องพักค รูอันเงียบเชียบใลนลานบินหนีไป
“อายุน้อยแค่นี้แต่ไม่เคารพผู้าุโ พี่สาวสั่งสอนหลานมาแบบนี้เองเหรอนึกว่าหลานกลายเป็เด็กว่านอนสอนง่ายแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะยังทำตัวอย่างกับไม่มีคนอบรมสั่งสอนแบบนี้!”
“น้าบอกว่าใครไม่มีคนอบรมสั่งสอนคะ” คำพูดนี้สบประมาทพ่อแม่ของฉวี่หลิงเธออดไม่ได้ที่จะยิ้มเย็น “ต่อให้ไม่มีคนอบรมสั่งสอน หนูก็รู้จักเคารพและรู้จักบุญคุณคน ถ้าเทียบกับหมาป่าตาขาวที่วางมาดภูมิฐานแล้วละก็ดีกว่าเป็ไหนๆ”
หวังย่าหลินได้ฟังคำนี้ในใจก็พลันรู้สึกผิดขึ้นมาแต่พอเขามองใบหน้าฉวี่หลิงที่กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม ก็พาลโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันทีเงื้อมือเตรียมจะตบฉาดลงบนใบหน้าของฉวี่หลิง
“คุณจะทำอะไรน่ะ ยังไม่เอามือลงอีก!”
หวังย่าหลินเห็นครูใหญ่ถังหลิ่งซานปรากฏตัวขึ้นจึงรีบร้อนเอามือลง
“คุณเงื้อมือขึ้นมาทำไม จะตีเด็กอย่างนั้นหรือ”
เดิมทีถังหลิ่งซานมีธุระกับครูโฮ่วเพียงแค่อยากรู้ว่าเขายังอยู่หรือเปล่า ไม่นึกฝันว่าพอเดินมาถึงหน้าประตูก็ต้องตกตะลึงกับคำพูดเสียดสีของฉวี่หลิงเขาไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยว่า เด็กอายุเจ็ดขวบคนหนึ่งจะมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งเช่นนี้อีกทั้งคำพูดคำจามีเหตุมีผลถึงเพียงนี้
เขารู้สึกประหลาดใจจึงมองเข้าไปในห้องพักครูปราดหนึ่งไม่คิดว่าจะเห็นการกระทำของหวังย่าหลินที่พูดจาต่อความไม่ชนะแล้วคิดจะตีนักเรียน อีกทั้งนักเรียนคนนั้นยังเป็หลานสาวตัวเองอีกด้วย
พฤติกรรมและนิสัยแบบนี้ทำให้เขาอ้าปากค้าง
“ครูใหญ่ ผมจะตีเด็กได้อย่างไรกัน” หวังย่าหลินเก็บงำความอัปยศอดสูเอาไว้ในใจยกมือขึ้นจะลูบผมของฉวี่หลิง แต่เธอก้าวถอยห่างออกไป
หวังย่าหลินแค่นหัวเราะ“หลิงหลิง ครูแค่ล้อเล่นกับเธอเท่านั้นละนะ”
ถังหลิ่งซานพ่นลมหายใจใส่หวังย่าหลินครั้งหนึ่งแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้างฉวี่หลิง เขามองเธอด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ครูเพิ่งได้ยินเธอพูดว่า เธอรู้สึกว่าบทเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่งง่ายเกินไปสำหรับเธอหรือ”
ฉวี่หลิงมองโหงวเฮ้งของถังหลิ่งซานโดยไม่รู้ตัวแล้วเอ่ยช้าๆ ว่า “ง่ายเกินไปจริงๆ ค่ะ หนูคิดว่าสำหรับหนูแล้วมันค่อนข้างจะสิ้นเปลืองเวลา”
ถังหลิ่งซานยังไม่ได้เอ่ยอะไรหวังย่าหลินก็คว้าผมเปียของฉวี่หลิงมาจับเอาไว้แน่น เอ่ยเหน็บแนม “ครูใหญ่ คุณเห็นแล้วใช่ไหมครับ ฉวี่หลิงอายุแค่เจ็ดขวบเท่านั้นเอง แต่ก็หลงตัวเองและอวดดีถึงขนาดนี้ต่อให้เธอเป็คนฉลาด แต่ถ้าไม่ถ่อมตัว ต่อไปก็เป็ได้แค่ซางจ้งหย่ง[2]เท่านั้น”
“หวังย่าหลิน จะว่าไปคุณไม่ได้เป็แค่ครูของฉวี่หลิงเท่านั้นแต่ยังเป็น้าของเธอด้วย ทำไมถึงพูดกับเด็กคนหนึ่งอย่างนี้ พอไม่ได้ดั่งใจก็หาเื่ไม่จบไม่สิ้น” ถังหลิ่งซานขมวดคิ้ว พูดเสียงเรียบ “ฉันกลับรู้สึกว่าฉวี่หลิงพูดถูกในฐานะครูแล้ว คุณต้องัักับเด็กนักเรียนหลากหลายแบบคุณไม่สามารถใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมา มาตัดสินนักเรียนว่าทำได้หรือว่าทำไม่ได้”
สีหน้าของหวังย่าหลินแดงก่ำ“ผมแค่รู้สึกว่าฉวี่หลิงเธอหยิ่งยโสมากเกินไป”
ถังหลิ่งซานมองฉวี่หลิงที่ยังสงบนิ่งก็รู้สึกว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
“ฉวี่หลิง เธอบอกว่าบทเรียนง่ายเกินไป ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะให้เธอทำข้อสอบ เธอคิดอย่างไร”
ฉวี่หลิงสบสายตาของหวังย่าหลินแล้วยิ้มน้อยๆ “ได้แน่นอนค่ะ หนูก็ปรารถนาเช่นนั้น”
ถังหลิ่งซานยิ่งได้ฟังสำนวนแต่ละคำที่โลดแล่นออกมาในใจก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอสามารถทำได้ ดังนั้นจึงหัวเราะฮ่าๆ “ดี งั้นหนูมากับฉัน”
ฉวี่หลิงตามถังหลิ่งซานเข้าไปในห้องทำงานของเขาหวังย่าหลินเองก็ตามเข้าไปด้วย เขาไม่เชื่อว่าฉวี่หลิงที่ไม่ได้มีพื้นฐานความรู้อะไรจะสอบผ่าน
ถังหลิ่งซานนำข้อสอบที่เพิ่งถ่ายเอกสารออกมาวางบนโต๊ะชุดหนึ่งยิ้มให้ฉวี่หลิง “นี่เป็ข้อสอบของชั้นปีที่สอง หนูจะลองทำดูหรือเปล่า”
ฉวี่หลิงมองข้อสอบของชั้นปีที่สามปราดหนึ่งเงยหน้าขึ้นเบะปากให้ถังหลิ่งซาน “ครูใหญ่คะหนูอยากทำข้อสอบชุดนั้นได้ไหมคะ”
ข้อสอบชุดนั้นด้านในมีข้อสอบภาษอังกฤษ ก่อนหน้านี้โรงเรียนไม่ได้เปิดสอนวิชาภาษาอังกฤษทว่าเพื่อตอบสนองต่อนโยบายของประเทศ ั้แ่ปี 2001 เป็ต้นไป หรือก็คือั้แ่เทอมหน้าเป็ต้นไปชั้นประถมศึกษาปีที่สามจะได้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ
ข้อสอบชุดนี้เป็ข้อสอบวัดระดับพื้นฐานที่ครูสอนภาษาอังกฤษคนใหม่เพิ่งออกแบบมา และเพิ่งเอามาให้เขาดู
ถังหลิ่งซานขมวดคิ้วเอ่ยกับฉวี่หลิงตรงๆ “ข้างในมีวิชาหนึ่งที่หนูอาจจะยังไม่เคยได้เรียนมาก่อน หนูแน่ใจหรือว่าจะทำข้อสอบชุดนั้น”
ฉวี่หลิงเห็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษพวกนั้นแล้วแต่เธอยังคงพยักหน้า “หนูแน่ใจค่ะ”
“เธอไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อน ก็ยังดึงดันจะทำข้อสอบฉันละไม่เคยเห็นเด็กที่คุยโวโอ้อวดแบบเธอมาก่อน!”
หวังย่าหลินเริ่มมีโทสะทางโรงเรียนยังไม่เคยสอนวิชาภาษาอังกฤษมาก่อน แม้แต่เขาเองยังรู้เพียงแค่ประโยคที่ใช้บ่อยเท่านั้นจึงไม่เชื่อว่าเธอจะทำข้อสอบภาษาอังกฤษได้
ถังหลิ่งซานยื่นข้อสอบให้ฉวี่หลิงในใจคิดว่าหากเธอทำออกมาไม่ได้ ก็ถือว่าเป็บทเรียนให้เธอก็แล้วกัน ต่อไปจะได้เรียนอย่างสงบ
ฉวี่หลิงรับข้อสอบมาเลือกเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่ง ก่อนจะหยิบดินสอมาทำข้อสอบอย่างว่องไว
จากวิชาคณิตศาสตร์ภาษาจีน ความคิดและคุณธรรม จนถึงภาษาอังกฤษ เธอทำข้อสอบเร็วเป็พิเศษราวกับไม่ได้ใช้ความคิดใดๆ เพียงจรดดินสอลงก็สามารถเขียนคำตอบออกมาได้เลย
สายตาของถังหลิ่งซานค่อนข้างหมดหวังดูเหมือนว่าเขาจะมองคนผิดไปแล้ว
เวลาผ่านไปไม่ทันถึงสิบนาทีโดยประมาณฉวี่หลิงก็นำข้อสอบคณิตศาสตร์ที่ทำเสร็จแล้วส่งให้ถังหลิ่งซาน
ตัวอักษรอันสง่างามปรากฏอยู่บนกระดาษขาวสะอาดมองดูเพียงครู่เดียวก็ดึงดูดสายตาของถังหลิ่งซานไว้ได้
ข้อสอบชุดแรกเป็ข้อสอบปรนัยถังหลิ่งซานมองั้แ่หัวกระดาษยันท้ายกระดาษคำตอบ ก็ไม่พบคำตอบที่ผิดเลยสักข้อเขามองฉวี่หลิงที่ยังทำข้อสอบวิชาอื่นอยู่ รอยยิ้มที่มุมปากกว้างขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งถึงข้อสอบด้านการประยุกต์ฉวี่หลิงยังคงตอบไม่ผิดเลยแม้แต่ข้อเดียว ตัวหนังสือสวยงามจับตา กระดาษข้อสอบก็สะอาดสะอ้านไม่เหมือนกระดาษข้อสอบของนักเรียนประถมที่ปกติจะบิดๆ เบี้ยวๆ หรือมีร่องรอยขีดเขียนเล่นการเห็นกระดาษข้อสอบแบบนี้ถือเป็ความสุขอย่างหนึ่งเลยทีเดียว
ถังหลิ่งซานนำข้อสอบที่ตรวจเสร็จแล้วส่งให้หวังย่าหลินแล้วรับข้อสอบวิชาภาษาจีน ความคิดและคุณธรรมมาลายมือสวยงามเป็ระเบียบเช่นเดียวกัน แฝงด้วยความคิดที่เป็เอกลักษณ์ของฉวี่หลิงทำให้ถังหลิ่งซานรู้สึกตื่นตะลึงไม่หยุด ขณะเดียวกันก็ทำให้หวังย่าหลินที่ยิ่งดูก็ยิ่งขายหน้าในใจสับสนวุ่นวายขึ้นทุกที
ฉวี่หลิงเขียนคำตอบข้อสุดท้ายของข้อสอบภาษาอังกฤษเสร็จก็วางดินสอลงยื่นกระดาษข้อสอบให้กับถังหลิ่งซาน แล้วนั่งรออยู่บนเก้าอี้อย่างว่าง่าย
หลังจากที่ถังหลิ่งซานนำข้อสอบพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ได้คะแนนเต็มยื่นให้หวังย่าหลินมองฉวี่หลิงที่ยังคงหยิ่งผยองอวดดี เอ่ยพลางทอดถอนใจ “ดูเหมือนว่าครูจะตาไม่ถึงเอง”
ฉวี่เหวินจวินคนซื่อไร้ที่เปรียบอย่างนั้นไม่รู้เหมือนกันว่าสอนมาอย่างไรถึงได้ทำให้ฉวี่หลิงเป็เด็กฉลาดเฉลียวได้ขนาดนี้
หวังย่าหลินนำข้อสอบของฉวี่หลิงพลิกไปพลิกมาเขาเองก็ไม่เชื่อ ฉวี่หลิงได้คะแนนเต็มทุกวิชา ข้อสอบนี้ครูใหญ่เพิ่งจะเอาออกมาใช้ครั้งแรกแม้แต่เขาเองก็ยังไม่เคยเห็นข้อสอบ ฉวี่หลิงยิ่งไม่มีทางที่จะเคยเห็น
ฉวี่หลิงมองหวังย่าหลินที่ตื่นตระหนกปกปิดความรู้สึกเหยียดหยามในดวงตา เธอหันศีรษะไปยิ้มให้ถังหลิ่งซาน ถามอย่างสุภาพ “ครูใหญ่คะ หนูอยากจะเลื่อนไประดับชั้นประถมปีที่สามแต่ว่าไม่รู้จะได้หรือเปล่า”
ถังหลิ่งซานรู้สึกว่าฉวี่หลิงเป็ต้นกล้าที่ยอดเยี่ยมเรียนแค่ชั้นประถมปีที่หนึ่งก็รู้สึกเสียดายสติปัญญาจริงๆ
“ฉันคิดว่าได้นะ” ถังหลิ่งซานบ่นพึมพำอยู่สักครู่ “แต่ว่าเวลานี้ไม่ค่อยเหมาะสม เอาเป็ว่าเธอเรียนชั้นประถมหนึ่งให้จบก่อนแล้วเทอมหน้าฉันจะช่วยเธอย้ายชั้นเรียนให้เองแบบนี้ดีไหม”
“ดีสิคะ ขอบคุณครูใหญ่มากค่ะ”รอยยิ้มของฉวี่หลิงลุ่มลึกขึ้น “แต่ว่าหนูมีบางอย่างอยากพูดกับครูใหญ่เป็การส่วนตัว”
คราวนี้ถังหลิ่งซานรู้สึกแปลกใจ“มีเื่อะไรเหรอ ทำไมต้องคุยกับฉันแค่สองคนด้วย”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950
[1] เปรียบเทียบคนว่าอกตัญญูไม่รู้จักบุญคุณคน
[2] เป็ตัวละครในเื่เล่าเื่หนึ่ง เป็เด็กเก่งมีพร์ ทว่าต่อมาไม่ได้เรียนหนังสือชีวิตตอนโตจึงไม่ได้ดีกว่าคนทั่วๆ ไป เป็ที่น่าเสียดาย