เมื่อรับรู้ได้ว่ามี่ฮวาเดินออกไปไกลมากแล้วปีศาจร้ายผู้บ้าคลั่งเมื่อครู่ก็หายไปราวกับไม่เคยมี เหลือเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ทรุดตัวนั่งกระอักเืครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำตาที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่ร่วงหล่นลงมาจากตาคู่สวยอย่างไม่ขาดสาย เสียงหัวเราะปนเสียงสะอื้นร่ำไห้ดังคลอเคลียกับเสียงน้ำตกที่ไหลเอื่อย
กลางป่าเขาอันเวิ้งว้างในราตรีกาลอันแสนยาวนาน มีเพียงแสงจันทร์สลัวส่องกระทบพอให้เห็นเงาเลือนราง แต่นั่นก็มากพอแล้วที่จะทำให้เห็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ที่กำลังทรมานจวนเจียนแตกสลายนั้นน่าเวทนาเพียงใด
“ทำไมกัน อะไรทำให้ข้าย้อนกลับมายังจุดเริ่มต้นนี้อีกครั้ง ทำไมต้องเป็ข้า ข้าทำอะไรผิดพลาดไปอย่างนั้นหรือ..”
หลิงซีในเวลานี้กำลังทรมานทั้งกายใจอย่างแสนสาหัส ด้วยตอนนี้ยาพิษสองชนิดเริ่มออกฤทธิ์เสริมกัน จนไม่อาจแยกแยะได้ว่าสิ่งใดคือความจริงสิ่งใดคือภาพลวงตา ภูตผีปีศาจมากมายปรากฏขึ้นกลางอากาศ เืสีแดงฉานอาบย้อมทั่วอาณาบริเวณดั่งทะเลโลหิต ผู้คนมากมายที่เคยตกตายด้วยน้ำมือของเขาปรากฏกายขึ้นอย่างสยดสยอง ก่อนจะพันธนาการเขาเอาไว้แล้วลากให้จมลงสู่ความมืดมิดนั้นไปด้วยกัน
หูเหมือนได้ยินเสียงกองทัพทหารนับพันหมื่นตีฆ้องลั่นกลองรบ พิษร้ายเสมือนต้นกล้าที่กำลังแผ่รากหยั่งลึก กำลังดื่มกินเืเนื้อในอกแล้วแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมไปทั่วทั้งร่าง สร้างความเ็ปทรมานจวนเจียนขาดใจ
ทว่าสุดปลายทางของพิษร้ายยังมีจี้ผิง…แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของปีศาจจิตใจอัปลักษณ์ผู้นี้
“..อย่าร้อง ได้โปรดเถอะ”
ภาพลวงตาแปรเปลี่ยนไปจากเดิมจนหมดสิ้น ไม่มีภูตผีปีศาจ ไม่มีทหารนับพันหมื่นคอยไล่ตามเข่นฆ่า มีเพียงจี้ผิงที่ยืนถือมีดอยู่ข้างเตียงนอนของเขา ภาพวาระสุดท้ายก่อนตายถูกฉายออกมาซ้ำๆ อย่างไม่รู้จบ ใบหน้าหม่นหมองกับดวงตาหม่นแสงคู่นั้นที่เขาไม่อยากเห็น มันยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำไม่เคยจางหาย
ความเ็ปจากการโดนมีดทิ่มแทงนั้น ไม่อาจเทียบได้กับความเ็ปใจที่ได้เห็นหยดน้ำตาจากคนตรงหน้า ก่อนพิษร้ายจะหอบเอาแสงสว่างเสี้ยวสุดท้ายหายไปตรงหน้า ฉีกกระชากเอาความอบอุ่นอันน้อยนิดไปจากใจเขาอย่างไม่ไยดี…
มีดสั้นที่หลิงซีพกติดตัวอยู่เสมอ ถูกนำออกมาใช้เพื่อเรียกสติของตนเองให้แจ่มชัด เมื่อร่างกายได้รับความเ็ป จึงสามารถประคองสติอันน้อยนิดของตนเองเอาไว้ได้ พิษร้ายที่กำลังเดือดพล่านค่อยๆ สงบลงอย่างช้าๆ จนกระทั่งสติเริ่มกลับมาแจ่มชัดเช่นเดิม
..อันตรายยิ่งนัก แม้หลิงซีจะรู้อยู่แล้วแต่ก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้ เขาได้แต่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหญ้าอย่างสิ้นไร้เรี่ยวแรง มารดาผู้การุญช่างมีความสามารถในการสรรหาวิธีทรมานเขายิ่งนัก ยาพิษที่นางปรุงขึ้นสามารถขุดเอาความกลัวที่เขากลบฝังเอาไว้อย่างมิดชิดขึ้นมาตีแผ่และบดขยี้ได้อย่างสร้างสรรค์
..สมแล้วที่เป็นาง
หลิงซีนอนแน่นิ่งอยู่เช่นนั้นนานพอสมควร จนกระทั่งเรี่ยวแรงฟื้นกลับคืนมาบ้างเขาจึงได้ตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้วเดินกลับบ้านราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าอย่างไรหลิงซีก็เคยชินกับเื่พวกนี้อยู่แล้ว แน่นอนว่าเขาไม่ใช่ผู้ที่ใส่ใจกับความเ็ปของตนเองนัก หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเขาเคยชินกับความเ็ปเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็จากาแหรือจากพิษร้ายมันก็ไม่ได้ทำให้เขาอนาทรร้อนใจได้เลยสักนิด ขอแค่เพียงมันไม่เกิดกับคนสำคัญของเขามันก็จะยังคงไม่เป็ไร…
คนทั้งสองเฝ้าดูเหตุการณ์ั้แ่ต้นจนจบมาโดยตลอด พวกเขาได้เห็นและได้ยินทุกๆ คำพูดเ่าั้ ถึงมันจะดูน่าใไม่น้อยแต่หากเป็เช่นนั้นจริงก็แสดงว่าเราพบองค์ชายรองแล้ว และยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าพวกเราต้องทำความเข้าใจกับอะไรอีกหลายๆ อย่าง
จากที่เห็นและได้ยินในวันนี้เขาไม่อาจเดาได้แล้วว่าเด็กหนุ่มที่คอยดูแลพวกเขาอยู่เสมอในทุกๆ วันนั้นเก็บซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง โดยเฉพาะเื่ที่เขากินยาพิษเข้าไปอย่างไม่อนาทรร้อนใจทั้งๆ ที่เขารู้ นั่นแสดงว่าอาหลิงเคยชินกับเื่พวกนี้มาโดยตลอด พวกเขาไม่อาจทราบได้ว่าเด็กหนุ่มใช้ชีวิตั้แ่เด็กจนโตมาเช่นไรหรือผ่านอะไรมาบ้าง แต่ก็เชื่อได้ว่ามันย่อมไม่ใช่การใช้ชีวิตเหมือนอย่างเด็กธรรมดาคนหนึ่งอย่างแน่นอน
รวมไปถึงข้อมูลที่มี่ฮวาสร้างขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน มันก็ชัดเจนแล้วว่านาง้าปกปิดการมีอยู่ขององค์ชายรอง แต่จะเพื่อจุดประสงค์ใดนั้นก็ยังไม่อาจทราบได้แน่ชัด เื่นี้คงต้องค่อยๆ สืบกันต่อไป จนกว่าจะรู้รายละเอียดมากกว่านี้พวกเขาย่อมไม่ลงมือทำอะไรที่โจ่งแจ้งเพื่อไม่ให้เป็การแหวกหญ้าให้งูตื่น
จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกครึ่งเดือน เื่ที่พวกเขาสืบรู้ช่างเป็เื่ที่เกินคาด และยังมีเื่น่าปวดหัวเข้ามาพัวพันอีกไม่น้อย เื่ที่มี่ฮวาเป็สายลับของแคว้นอัคคีเื่นี้พวกเรารู้อยู่แล้ว แต่เื่ที่แคว้นตงอิ่งให้ความช่วยเหลือแคว้นอัคคีอย่างลับๆ เื่นี้พวกเขาเพิ่งรู้ และยังมีแบบร่างอาวุธต่างๆ ที่อาหลิงเป็คนคิดค้นขึ้นซึ่งอาจจะถูกคนของแคว้นศัตรูขโมยไปใช้ประโยชน์แล้วก็เป็ได้
ยิ่งได้อ่านรายงานโดยละเอียดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างน่าปวดหัวดีแท้ โดยเฉพาะเื่ของอาหลิง ที่จริงๆ แล้วเขารู้จักเพียงแค่วิธีเอาชีวิตรอดในแต่ละวันเท่านั้น ตามรายงานเขาแทบไม่รู้ว่าโลกภายนอกนั้นเป็เช่นไร นอกจากสัญชาตญาณระแวดระวังภัยที่เฉียบคมในเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับอันตราย ส่วนในเวลาปกติเขาก็ยังเป็เพียงแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง ที่ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ล้วนเชื่อไปซะหมดจนน่าห่วง
ถึงแม้ว่าเด็กคนนี้จะมีความขัดแย้งในตัวเองอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็เพราะเขาไม่เคยได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างที่เด็กคนหนึ่งควรจะเป็แต่อย่างใด ไม่สิ ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้เขาไม่เคยใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเลยก็ว่าได้ และกว่าที่เด็กหนุ่มจะดิ้นรนมาถึงขั้นนี้ได้นั้นคงไม่ใช่เื่ง่ายเลย
ถึงแม้อาหลิงจะเป็เด็กที่ฉลาดรอบรู้ แต่ก็ยังเป็เด็กที่ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมกลโกงใดๆ ของผู้อื่น อีกทั้งความสามารถด้านการฝึกยุทธ์ของเด็กหนุ่มมีค่อนข้างจำกัด ด้วยเขานั้นไม่เคยได้รับการชี้แนะอย่างถูกต้องเหมาะสม อาจารย์ทั้งชีวิตของเขามีเพียงประสบการณ์ที่เขาเคยประสบก่อนหน้า
สรุปง่ายๆ ก็คือด้านที่เก่งก็เก่งกาจเกินใคร ส่วนเื่ที่ไม่เก่งนัั้นก็เข้าขั้นย่ำแย่เลยทีเดียว แต่นั่นก็ไม่ถือว่าเป็ปัญหาใหญ่อันใด เพราะตอนนี้พวกเขาก็ค่อยๆ สอนเด็กหนุ่มในเื่ที่เขายังไม่ถนัด อีกทั้งอาหลิงเป็เด็กที่เรียนรู้ได้เร็วพวกเขาสอนแค่ครั้งเดียวก็สามารถจดจำและทำตามได้แล้ว
วันเวลายังคงผ่านไปเรื่อยๆ อย่างสงบสุข เป็เวลาครึ่งปีแล้วที่พวกเขาปลอมตัวเข้ามาอยู่ในบ้านของอาหลิง ซึ่งทุกๆ วันที่สิบห้าของทุกเดือนเด็กหนุ่มจะไปพบกับมารดาของเขาอยู่เสมอ ซึ่งจนถึงขณะนี้พวกเราก็ยังคงทำเป็ไม่รับรู้ พวกเราทำได้เพียงแค่รอคอยเวลาที่เหยื่อจะเดินเข้ามาติดกับ ก่อนจะจัดการลงดาบอย่างรวดเร็วเท่านั้น…
ในแต่ละวันพวกเขาจะผลัดเปลี่ยนกันอบรมสั่งสอนอาหลิงในสิ่งที่เขาควรรู้ ไม่ว่าจะเป็ด้านการฝึกยุทธ์ ขี่ม้ายิงธนู ไปจนถึงวางแผนการรบ ส่วนเื่ดนตรีศาสตร์ศิลป์และอื่นๆ นั้นพวกตนไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญเท่าไหร่จึงสามารถแนะนำเด็กหนุ่มได้ไม่มากนัก แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะเด็กหนุ่มมีความสามารถด้านนี้อยู่แล้วเพียงแต่ต้องขัดเกลาเพิ่มเติมเท่านั้น
ส่วนแบบร่างต่างๆ ที่อาหลิงเป็คนคิดค้นขึ้นนั้นจนกระทั่งป่านนี้เขาก็ยังไม่ยินยอมที่จะให้ใครแตะต้องหรือเอามันไปใช้ทำอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าพวกเราจะพูดอย่างไร หรือไม่ว่าจะมีเหตุผลสักแค่ไหน อาหลิงก็จะปฏิเสธโดยไม่หยุดคิดเลยด้วยซ้ำ ในเวลากลางดึกของทุกวันอาหลิงมักจะพาตัวเองไปอยู่ในโรงช่างเล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นเพื่อผลิตชิ้นงานตามแบบที่เขาร่างเอาไว้ หรือไม่ก็นั่งร่างแบบชิ้นงานต่างๆ อยู่เงียบๆ จนถึงรุ่งสาง
ในแต่ละวันเด็กหนุ่มพักผ่อนน้อยมาก เขาจะใช้เวลาพักผ่อนไม่เกินสองชั่วยามหรือไม่เขาก็จะไม่ยอมพักเลย ในตอนกลางวันเขาจะทำงานบ้านสารพัดอย่างแม้จะมีหานหลินคอยช่วยมันก็ยังหนักไปสำหรับเด็กคนหนึ่งอยู่ดี เมื่อเสร็จจากงานบ้านเขาก็จะตั้งหน้าตั้งตาเรียนรู้เื่ที่เขายังไม่ถนัดหรือไม่ก็ใช้เวลานั้นฝึกยุทธ อาหลิงเป็เด็กที่ขยันและมีความอดทนสูงตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย ไม่เคยบอกว่าตนเองทำไม่ได้ สิ่งไหนที่เขาทำไม่ได้เขาจะตั้งหน้าตั้งตาทำมันจนกว่าสิ่งนั้นจะออกมาได้ดีจนเขาพอใจ
แต่มันก็ยังมีสิ่งที่เขาพยายามมาโดยตลอดแต่ก็ยังไม่อาจทำมันได้ดีอย่างเช่น ‘วิชาปาเข็มอันแม่นยำ’ ของเด็กหนุ่มที่จนกระทั่งตอนนี้มันก็ยังไม่เคยแม่นยำเหมือนชื่อของมันเลยสักนิด มันแทบจะเรียกได้ว่าไม่เคยพัฒนาขึ้นจากเดิมเลยด้วยซ้ำ
เด็กหนุ่มนั้นไม่ว่าอะไรก็ดีหมด เรียกได้ว่าเป็เด็กที่มีพร์และพรแสวงอยู่ในตัว แต่ดูเหมือนการปาเข็มจะอยู่นอกเหนือจากพร์ของเด็กหนุ่มนัก แม้ว่าที่ผ่านมาเด็กหนุ่มจะฝึกปาเข็มอยู่บ่อยครั้งแต่ความแม่นยำนั้นมันกลับไม่ได้พัฒนาขึ้นเลยสักนิด เื่นี้พวกเขาเองก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าทำไม แต่พอได้เห็นเด็กหนุ่มฝึกปาเข็มทีไรพวกตนก็อดถอนหายใจไม่ได้
“อาหลิงข้าว่าเ้าพักสักหน่อยเถอะ ในโลกนี้ไม่ใช่ว่าคนคนหนึ่งจะสามารถทำทุกอย่างได้ดีไปเสียทั้งหมดหรอกนะ บางครั้งมันก็ยังมีเื่ที่คนคนหนึ่งไม่สามารถทำได้อยู่..” หานคุนพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน ส่วนหนึ่งเป็เพราะตนไม่อาจทนมองเด็กหนุ่มทำหน้าละห้อยเหมือนหมาถูกทิ้งแบบนี้อีกต่อไป
“..แต่มันก็ไม่ควรจะเป็เื่นี้สิ นี่ข้าทำพลาดไปตรงไหนกันนะ”
“บางทีเ้าอาจจะไม่เหมาะกับมันก็เป็ได้ ทำไมเ้าไม่ลองใช้อย่างอื่นแทนเข็มนั่นดูเล่าบางทีมันอาจทำให้เ้าปาได้แม่นยำขึ้นก็เป็ได้”
“ก็นี่มันวิชาปาเข็มนี่ หากใช้อย่างอื่นแทนมันย่อมไม่ใช่วิชาปาเข็มแล้ว”
“เ้าก็อย่าได้ยึดติดนักเลย ข้าสอนเ้าอยู่เสมอไม่ใช่หรือว่าให้หัดรู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์ ในเมื่อปาเข็มแล้วมันไม่รุ่ง ไม่ลองใช้อย่างอื่นดูบ้างเล่ามันอาจจะดีกว่าก็ได้…”
“แต่ว่า…”
“ไม่ต้องแต่แล้ว เอาตามนี้แหละ”
“...”