“ทำไมไม่ตามปู่กลับไปล่ะ” พระเถระถาม
“ข้าจะเอาวิชาไปสอนน้องขอรับ”
“มีน้องอีกคนรึ” เขาถามทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้ว เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเด็ก
“ขอรับ ท่านปู่เพิ่งรับมาเลี้ยงเมื่อวานซืน” กูณฑ์ตอบเพียงเท่านั้น ไม่เอ่ยถึงเื่ที่ปู่เคยกำชับไม่ให้บอกใคร
“นั่งลงสิ” พอเด็กน้อยนั่งขัดสมาธิเรียบร้อยแล้ว พระอาจารย์เจิมก็เอ่ยต่อ “รู้หรือไม่ว่าเ้าจะต้องเรียนอะไรบ้างในสำนักเตรียมศึกษา”
“สมาธิ ต่อสู้ ขอรับ”
พระสงฆ์พยักหน้า แล้วอธิบายเพิ่ม “นอกจากวิชาที่เ้าพูดมาแล้ว ในสำนักยังสอนศาสตร์ด้านอื่นด้วย เช่น การอ่านเขียน การคำนวณ เป็ต้น”
“ท่านปู่สอนการเขียนอ่านให้แล้ว สี่สิบสี่อักษร สี่วรรณยุกต์ ยี่สิบเอ็ดสระ ข้าเขียนอ่านได้ครบทุกตัวแล้วขอรับ”
“ดีมาก วิชาที่ใช้ในการสอบเข้าสำนักเตรียมศึกษามีเพียงสองวิชา คือ วิชาอักษร และการทำสมาธิ เมื่อเ้าอ่านออกเขียนได้แล้ว ข้าก็จะเน้นสอนด้านการทำสมาธิให้”
“นั่งหลับตาเฉย ๆ น่าเบื่อจะตาย ทำไมถึงต้องสอบสมาธิด้วย ข้าแอบหลับบ่อย ๆ ตอนท่านปู่ให้นั่งสมาธิ”
“สมาธิเป็พื้นฐานที่สำคัญในการทะลวงพลังรบ และยังสำคัญต่อการเรียนวิชากฤตยาคมด้วย”
“ท่านปู่เคยบอกว่าจะเสกผีเสื้อได้ต้องบรรลุฌาณขั้นสี่ก่อน”
“ถูกต้อง ฌาณมีแปดขั้น ขั้นสี่เป็ขั้นที่ต้องบรรลุให้ได้ก่อนจะเรียนรู้กฤตยาคม แต่ในการสอบเข้าสำนักเตรียมศึกษา แค่ทรงฌาณระดับสองให้นานต่อเนื่องสองชั่วโมงก็ผ่านแล้ว เ้าต้องฝึกถึงขั้นนี้ให้ได้”
กูณฑ์พยักหน้ารับทราบ แต่คิ้วยังขมวดหมุ่น ปากจึงถามให้คลายสิ่งกังขา “แล้วพลังรบคืออะไร แล้วเอ่อ สมาธิเกี่ยวอะไรกับพลังรบขอรับ”
“พลังรบคือ พลังเร้นลับที่ซ่อนอยู่ตามจุดจักระทั้งเจ็ดในร่างกายมนุษย์”
พอพูดถึงตรงนี้ พระอาจารย์เจิมก็ยกดัชนีเสกพระพุทธรูปองค์โปร่งแสงขึ้นมาประกอบการอธิบายเบื้องหน้าเด็กน้อย ขณะที่กูณฑ์ใช้ดวงตาชั้นเดียวไล่มองจุดกักเก็บขุมพลังกลางองค์พระั้แ่จุดปลายสุดของกระดูกก้นกบ ขึ้นมายังระดับท้องน้อย สะดือ หัวใจ คอหอย หน้าผาก และยอดกระหม่อม พระอาจารย์เจิมก็อธิบายว่า
“ก้อนกลมกลางองค์พระที่มีสีแตกต่างกันนั่นคือ เกราะหุ้มพลังรบที่มีความอ่อนแข็งต่างกัน ก้อนแดงทรงกลมตรงปลายก้นกบเป็เกราะหุ้มพลังที่อ่อนสุด ใช้ลมปราณเพียงเส้นเดียวก็เพียงพอจะทะลวงพลังรบระดับหนึ่งได้สำเร็จ”
“ลมปราณหนึ่งเส้นหรือขอรับ” กูณฑ์พูดพลางนึกด้วยความกังขา เขาไม่เคยเห็นรูปร่างของลมปราณ
“ลมปราณเป็สิ่งโคจรอยู่ภายในร่างกาย ไม่อาจเห็นด้วยสายตา แต่ััได้ด้วยจิต เมื่อเ้าบรรลุฌาณได้หนึ่งขั้นก็จะััลมปราณได้หนึ่งเส้น"
“อ้อ เป็เช่นนี้เอง” เด็กน้อยรู้สึกอัศจรรย์ใจกับความลี้ลับในกายมนุษย์ที่ไม่เคยรู้มาก่อน
“ปู่ของเ้าไม่เคยสอนเื่นี้หรือ”
กูณฑ์ส่ายหน้า แล้วตอบว่า “ท่านปู่สอนแต่ด้านการอ่านเขียน แล้วก็การทำสมาธิขอรับ”
“อ้อ เขาคงเน้นสอนเฉพาะวิชาที่สำคัญในการสอบเข้า เลยไม่ได้พูดถึงเื่พลังรบให้ฟังสินะ” พูดแล้ว พระจีวรสีหมากก็หยิบกระบอกน้ำขึ้นมาจิบคำหนึ่ง กูณฑ์ใช้จังหวะนี้เบนสายตาไปมองเกราะหุ้มพลังรบกลางองค์พระโปร่งแสงอีกครั้ง แล้วสรุปความเข้าใจจากคำอธิบายออกมาให้พระอาจารย์ฟัง
“ถ้าข้าบรรลุฌาณสองได้สำเร็จ ก็จะััลมปราณได้สองเส้น และสามารถทะลวงพลังรบได้สองระดับเลยใช่หรือไม่ขอรับ”
“ควรเป็เช่นนั้น”
แต่คิ้วน้อยของเด็กผมจุกยังไม่คลายขมวด จึงเอ่ยถามหลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง “สำหรับข้า การบรรลุฌาณแต่ละขั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย ข้าจะใช้ลมปราณสองเส้นทะลวงเกราะหุ้มพลังรบระดับสามได้หรือไม่ขอรับ”
พระอาจารย์เจิมอมยิ้มพลางส่ายหน้า “เกราะหุ้มพลังรบในระดับที่สูงขึ้นจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว ข้ายังไม่เคยเห็นผู้ใดทำอย่างที่เ้าว่าได้สักคน เ้าจะลองดูก็ได้นะ ถ้าร่างกายของเ้ามีศักยภาพเหนือคนทั่วไปอาจทำสำเร็จก็ได้”
ความสงสัยของกูณฑ์ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เขาถามต่อว่า “ข้าเคยได้ยินท่านปู่พูดว่า คนที่บรรลุฌาณสูงกว่าขั้นสี่หาได้ยากยิ่งนัก ถ้าเป็เช่นนั้น ผู้ทะลวงพลังรบเกินระดับสี่ได้ก็มีน้อยมากใช่หรือไม่ขอรับ”
พระสูงวัยพยักหน้า “ในแคว้นสัตบรรณ ผู้ที่สำเร็จพลังรบสูงกว่าระดับสี่ได้มีไม่กี่คนเท่านั้น และส่วนใหญ่คนเ่าั้ก็เป็บุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพ”
“การทะลวงพลังรบแต่ละระดับใช้เวลานานหรือไม่ขอรับ” เด็กขี้สงสัยถามต่อ
“ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางร่างกายของแต่ละคน ผู้มีลมปราณอ่อนแอย่อมต้องใช้เวลาโคจรลมปราณทะลวงเกราะหุ้มพลังรบนานกว่าผู้ที่มีลมปราณแข็งแกร่ง”
ขณะที่หูน้อย ๆ สดับคำสอนของพระอาจารย์ ดวงตาชั้นเดียวก็จับจ้องที่พระองค์โปร่งแสงอีกหน ก่อนปากเล็ก ๆ จะถามออกมาว่า “ถ้าข้าทะลวงพลังรบระดับที่หนึ่งได้สำเร็จจะเป็ยังไงขอรับ”
“ยิ่งทะลวงพลังรบได้ระดับสูงมากเท่าไหร่ ความฉกาจไวและพละกำลังในการต่อสู้ก็จะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเ้าชกโขดหินที่ข้านั่งอยู่ด้วยมือน้อย ๆ ของเ้าตอนนี้ มือของเ้าจะเจ็บ แต่โขดหินจะไม่เป็อะไร หากเ้าทะลวงพลังรบระดับที่หนึ่งได้สำเร็จ นอกจากจะไม่เจ็บมือแล้ว โขดหินก้อนนี้จะเกิดรอยร้าว ทั้งที่เ้าออกแรงพอ ๆ กับครั้งแรก”
พระอาจารย์เจิมเอ่ยเสริมว่า “ผู้สำเร็จพลังรบระดับสี่ได้ถือว่าเป็ผู้มีศักยภาพ แต่หากขยับขึ้นไปได้ถึงระดับห้าและหกได้นับว่าเป็ผู้มีพร์ ส่วนคนที่สำเร็จพลังรบระดับสูงสุดได้คือ อัจฉริยะบุคคล ซึ่งหาได้ยากยิ่งนักในแดนทิพย์แห่งนี้”
พอเข้าใจเื่พลังรบแล้ว กูณฑ์ก็รู้สึกฮึกเหิม “ข้าจะทะลวงพลังรบระดับสองให้สำเร็จภายในหนึ่งปี”
“อยากเพิ่งฝันไปไกล บรรลุฌาณขั้นสองให้ได้ก่อนเถอะ”
กูณฑ์หัวเราะเคอะเขิน เขาลืมไปว่าต้องผ่านด่านหินให้ได้เสียก่อน
จากนั้นกูณฑ์ก็นึกถึงการประลองวิชายุทธ์ที่เขามักจะไปนั่งดูกับลุงไม้ที่ลานชงโคทุกเดือนจึงถามว่า
“ว่าแต่ พระอาจารย์จะสอนสมาธิให้อย่างเดียวหรือขอรับ”
“เ้าอยากเรียนอะไรอีกรึ”
“สัประยุทธ์วิชาขอรับ”
“สัประยุทธ์วิชามีเก้าขั้น เ้าจะได้เรียนขั้นหนึ่งถึงห้าในสำนักเตรียมศึกษา ส่วนขั้นที่หกกับเจ็ดจะได้เรียนเมื่อสอบติดสำนักจตุรธาตุ สำหรับขั้นแปดต้องเป็ศิษย์ของรองเ้าสำนักเท่านั้นจึงจะได้เรียน...” อธิบายยังไม่ทันจบ กูณฑ์จะชิงพูดขึ้นมาก่อน
“ขั้นเก้าต้องเป็ศิษย์ของเ้าสำนักถึงจะได้เรียนใช่หรือไม่ขอรับ”
“หัวไวดีนิ” ชมแล้วพระเถระก็เสริมต่อ “ถ้าเ้าบรรลุฌาณขั้นสองได้เร็ว ข้าจะสอนขั้นพื้นฐานให้”
“เหตุใดไม่สอนขั้นหนึ่งให้เลยขอรับ”
“ขั้นที่หนึ่งถึงขั้นสามคือ ขั้นพื้นฐาน มีสำคัญมาก ถ้าฝึกได้ถูกต้องคล่องแคล่วแล้วจะส่งผลดีต่อการฝึกท่าไม้เด็ดในขั้นต่อ ๆ ไป”
ฟังแล้ว กูณฑ์ก็ขมวดคิ้ว “ท่าไม้เด็ดคืออะไรขอรับ”
“คือกระบวนท่าที่มีประสิทธิภาพและมีอันตรายต่อคู่ต่อสู้สูง เมื่อเ้าฝึกถึงขั้นสี่และห้าจะมีไม้เด็ดห้ากระบวนท่าให้เ้าเลือกฝึก ยิ่งฝึกได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้เปรียบในยามต่อสู้”
เพื่อให้เด็กน้อยสิ้นสงสัย พระเถระจึงเสกภาพเคลื่อนไหวของท่าไม้เด็ดห้ากระบวนท่าให้เขาดู เริ่มั้แ่ปักษาแหวกรัง สลับฟันปลา ชวาหักศอก อิเหนาแทงกริช และตบท้ายด้วยยอดเขาพระสุเมรุ
พอดูจบเด็กน้อยก็ลุกขึ้นยืน แล้วเลียนแบบท่าไม้เด็ดเ่าั้แบบมั่ว ๆ พร้อมกับะโชื่อที่กำลังออกกระบวนท่าอย่างฉะฉาน “ปักษาแหวกรัง… อิเหนาแทงกริช…” แล้วลั่นวาจาออกมาอย่างฮึกเหิมอีกครั้ง “ข้าจะฝึกท่าไม้เด็ดให้หมดทุกท่าเลย”
“เอาเถอะ ลองฝึกขั้นพื้นฐานดูก่อนนะ” พระอาจารย์เจิมดึงศิษย์น้อยออกจากความฝันอีกครา
แต่คำพูดนั้นไม่อาจดับความมุ่งมั่นที่ฉายชัดในดวงตาชั้นเดียวของเด็กน้อยได้ รอยยิ้มพึงใจจึงผุดขึ้นบนใบหน้าของพระเถระสูงวัย ก่อนริมฝีปากบางจะเอ่ยว่า “เอาล่ะ มาเริ่มขั้นแรกของการฝึกสมาธิกัน”